บทที่ 1129.2 ยี่สิบคนกับเหล่าตัวสำรอง (เก้า)
ชายฉกรรจ์ที่มีศาลร้างศาลเถื่อนอยู่แห่งหนึ่งก็ไม่ยินดีจะพูดคุยในเรื่องกิจธุระทางบ้านเรื่องนี้แม้แต่ครึ่งคำ
แน่นอนว่าอวิ่นเหมี่ยวต้องรู้ว่าทำไมสองคนนี้ถึงพุ่งเป้าเล่นงานตน เป็นเพราะการกระทำของหอเซียนจิ๋วเจินที่ฝูเหยาทวีปได้ไปขัดขวางเส้นทางทำเงินของผู้อื่นเข้า
ทุกวันนี้สายต่างๆ ของสกุลลู่ คนที่มีลำดับอาวุโสเท่าเทียมกับเขาหรือไม่ก็สูงกว่าเขาหนึ่งรุ่น มีแค่ลู่เฉินผู้เป็นเจ้าประมุขกับลู่จ่ายและลู่เหว่ยสามคนนี้เท่านั้น
ก่อนหน้านี้ถูกเฉินผิงอันจับมือกับผู้ฝึกกระบี่สองคนฟันผ่าตราผนึกหนาชั้น ปรากฏตัวที่หอซือเทียน ไปท้าทายถึงที่ ความเคลื่อนไหวนั้นรุนแรงมาก กระดาษย่อมห่อไฟไม่มิด แล้วก็เพราะสกุลลู่เองก็ขึ้นชื่อว่าภายในไม่ปรองดองกัน แล้วก็จริงดังคาด เพียงไม่นานก็มีข่าวแพร่ออกไป
ตอนนั้นผู้ที่กุมอำนาจของสกุลลู่กลุ่มหนึ่งซึ่งมีหน้าที่รับรองแขกพากันเดินออกมาจากหน่วยจือหลัน คนหนึ่งในนั้นก็มีลู่เฉินเจ้าประมุขที่มีรูปโฉมเป็นเด็กหนุ่ม มีฉายาว่า ”เทียนเปียน” ควบหน้าที่ดูแลสายพิศฟ้า
ข้างกายมีลู่จ่ายผู้ฝึกตนหญิงที่รูปโฉมธรรมดา ฉายาของนางคือ “ต้าจวี” รับหน้าที่ดูแลระบบสืบทอดอีกสายหนึ่งที่สถานะถูกปิดบังอำพรางเอาไว้ของตระกูลสกุลลู่ ถูกผู้ฝึกตนบนยอดเขาเรียกขานว่า “ขุนนางที่ดิน”
ลูกหลานสกุลลู่กลุ่มนี้สามารถไปมาระหว่างโลกมืดกับโลกสว่างได้ ถือครองตราเอกสารเดินทางไปเยือนปรโลกนครเฟิงตู เชื่อมโยงระหว่างมืดกับสว่าง มีความสัมพันธ์ควันธูปที่ดีเยี่ยมกับศาลเทพอภิบาลเมืองใหญ่แห่งต่างๆ ของใต้หล้าไพศาล
ในฝูเหยาทวีปและเกราะทองทวีปที่สงครามดุเดือดสรรพชีวิตมอดม้วย แม้ว่าลู่ซวีจะไม่ได้รับมาจากสายนี้ แต่เพียงแค่เพื่อสะสมคุณความชอบเพิ่มเติมก็เป็นฝ่ายขออาสาออกศึก ขณะเดียวกันก็มอบเงินเทพเซียนก้อนใหญ่ที่เรียกได้ว่าจำนวนมหาศาลเทียมฟ้าก้อนหนึ่งถึงได้ทำให้สตรีอย่างลู่จ่ายพยักหน้าตอบตกลง
ทำให้มีคุณความชอบในโลกมืดเพิ่มมาก้อนหนึ่งบนสมุดสะสมคุณความดี นำพาขุนนางที่ดินของสกุลลู่ที่เคารพนางดั่งบรรพบุรุษกลุ่มนั้นมุ่งหน้าไปยังสองทวีปที่ภูเขาสายน้ำพังเสียหาย
ชักนำวิญญาณวีรบุรุษและผีจำนวนนับพันนับหมื่นให้ข้ามผ่านด่านประตูผี เดินไปบนเส้นทางน้ำพุเหลือง ปีนผ่านเนินสามฉ่อ ขึ้นภูเขาโกวเซียว จากนั้นจึงไปยังสะพานไน่เหอที่ประกอบขึ้นมาจากโลงศพนับร้อยล้านโลง
ได้เจอกับ ‘ยายเมิ่ง” ที่ได้ครอบครองร่างแยกพร้อมกันนับล้านร่าง นี่ก็คือคำกล่าวในหมู่ชาวบ้านที่บอกว่าไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา ดื่มน้ำแกงยายเมิ่งไปชามหนึ่งก็บอกลากับชาตินี้แล้ว
ภายในของตระกูลสกุลลู่มีสายสืบทอดสิบกว่าสายที่ขึ้นชื่อว่าเป็นภูเขาที่มีเหล่าแมกไม้ตั้งตระหง่าน ทว่าสายหลักๆ จะมีอยู่สามสาย
นอกจากลู่เฉินที่เป็นสายหลักแล้ว คนที่มีสิทธิ์ตัดสินใจของอีกสองสายที่เหลือก็คือลู่จ่ายกับลู่ซวี โดยเฉพาะอย่างยิ่งลู่จ่ายที่ไม่ถูกกับลู่เฉินมากที่สุด แต่ไหนแต่ไรมาไม่ว่าลู่เฉินจะพูดอะไรนางก็จะต้องโต้แย้งเสมอ
ลู่ซวีถาม ”เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวที่ติดตามอยู่ข้างกายเจ้าขุนเขาเฉิน สถานะที่แท้จริงของนาง ยืนยันได้แล้วหรือยัง? สหายทุกท่านที่นั่งอยู่ที่นี่ มีใครรู้บ้าง?”
ตามกฎของที่แห่งนี้ การซื้อ “ข้อมูล” จากผู้อื่น จะต้องจ่ายเงิน แต่ราคาที่แน่ชัดคือเท่าไรนั้นสามารถใช้เสียงในใจปรึกษากันเป็นการส่วนตัวได้
ถูกเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวด่าว่าเป็นเจ้าโจรเฒ่า นี่ทำให้ลู่ซวีเคียดแค้นอย่างมาก
เพียงแค่เพราะลู่เฉินออกคำสั่งเจ้าประมุขซึ่งเปี่ยมไปด้วยปราณสังหาร ในอนาคตร้อยปี ใครก็ห้ามใช้ศาสตร์หยินหยางอนุมานเรื่องเกี่ยวกับเฉินผิงอันโดยพลการ หากถูกจับได้จะถูกไล่ออกจากตระกูลทันที
อิงตามกฎประจำตระกูล ผู้ฝึกตนจะต้องถูกลบความทรงจำทิ้ง “ตัด” เวทคาถาทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับสกุลลู่ทิ้ง จากนั้นจะถูกโยนไปไว้ในป่า กลายเป็นศพเดินได้ที่ยังเหลือจิตวิญญาณที่แท้จริงอยู่เพียงเล็กน้อย
อันที่จริงประโยคนี้ก็คือพูดให้ลู่จ่ายกับลู่ซวีฟัง ตอนนั้นลู่เฉินจับจ้องมองพวกเขาสองคน รอกระทั่งพวกเขาสองคนพยักหน้าแล้ว ลู่เฉินถึงได้หันไปพูดคุยเรื่องอื่น
ลั่วซานยิ้มบางๆ ”ข้ารู้”
ซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง ลั่วซานใช้เสียงในใจบอกกล่าวสถานะของเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวออกไปแล้วยังเพิ่มประโยคเตือนลู่ซวีอีกหนึ่งประโยค
“วันหน้าหากสหายลู่ออกจากบ้านก็ต้องระวังหน่อย ทางที่ดีที่สุดอย่าได้เผยตัวเพียงลำพังข้างนอก ไป๋จิ่งชอบแล้วก็เชี่ยวชาญการลอบโจมตีมากที่สุด นางเป็นผู้ฝึกกระบี่ก็จริงทว่าวิธีการที่นางชำนาญก็มีเยอะมาก”
ไป๋จิ่งไม่ได้เรียบง่ายเพียงแค่ชอบแย่งฉายาของคนอื่นเท่านั้น
ลั่วซานเหลือบมองเก้าอี้ตัวที่เปลี่ยนคนนั่งคล้ายตั้งใจคล้ายไม่ได้เจตนา
ตำแหน่งนั้นเคยเป็นของสิงกวานหาวซู่ และหนันกวงจ้าวบินทะยานเฒ่าที่ถูกผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตบินยานคนนี้หมายหัวก็ตายไปแล้ว
อันที่จริงลู่ซวีพอจะมีความคิดคร่าวๆ ต่อขอบเขตของเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวผู้นั้นแล้ว ผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตเซียนเหรินคนหนึ่งไม่มีทางที่จะใช้กระบี่ฟันจิตหยินของลู่เฉินในถิ่นของสกุลลู่เองได้เด็ดขาด
แต่รอกระทั่งแน่ใจในตัวตนของนางว่าเป็นผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตบินทะยานขั้นสมบูรณ์แบบคนหนึ่ง คือตัวประหลาดเฒ่าที่มีชีวิตอยู่มาหมื่นกว่าปี บวกกับฉายา “ป๋ายจิ่ง” นี้ ก็ทำให้ลู่ซวีใจฝ่อ (ซวี) อย่างมาก
ลั่วซานพลันถามว่า ”คราวก่อนอิ๋นกวานหนุ่มไปเป็นแขกที่สกุลลู่ พวกเจ้าทุ่มสุดกำลังเพื่อช่วยเขาอนุมานถึงโชคชะตาของฝูเหยาทวีปอย่างนั้นหรือ?”
ลู่ซวีขมวดคิ้วมุ่น มีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือ? ลู่เฉินคงไม่ได้แอบมีข้อตกลงลับๆ บางอย่างกับเฉินผิงอัน ฝ่ายหนึ่งร้องฝ่ายหนึ่งรับให้ตนกับลู่จ่ายดูหรอกนะ? ยกตัวอย่างเช่นเฉินผิงอันรับปากลู่เฉินเป็นการส่วนตัวว่าอนุญาตให้ฝ่ายหลังได้พิศมรรคาหนึ่งครั้ง?
ลั่วซานคิดคำนวณอยู่ในใจ ก่อนจะเอ่ยอย่างอ่อนใจว่า “ปากนี้นี่ของอิ๋นกวาน แม้กระทั่งผีพรายก็ยังถูกเขาหลอกให้ขึ้นจากน้ำมาบนฝั่งได้จริงๆ”
อวิ่นเหมี่ยวมีสีหน้าเฉยเมย คำพูดชวนให้สะอิดสะเอียนที่เบาบางไม่กี่ประโยค ไยต้องเก็บมาใส่ใจ
เมื่อก่อนคนที่ลู่ซวีชอบจะงัดข้อด้วยก็คือสตรีอย่างเถียนหว่าน
คนหนึ่งคือศิษย์น้องหญิงของ…โจวพูดถึงฟ้าผู้ที่ได้ครอบครองแผ่นดินครึ่งหนึ่งของสำนักหยินหยางไปเพียงลำพัง อีกคนคือบรรพบุรุษที่พูดเรื่องดิน ไม่ทะเลาะกันสิถึงจะแปลก
ไม่เป็นไร แค่รอให้เว่ยจื่อคนรักออกจากด่าน หอเซียนจิ๋วเจินก็จะสร้างความตื่นตะลึงให้กับคนทั้งใต้หล้าได้แล้ว มีขอบเขตบินทะยานนั่งบัญชาการ หอเซียนจิ๋วเจินก็จะได้เลื่อนขั้นเป็นสำนักอันดับต้นได้อย่างแท้จริงแล้ว
แม้ว่าอวิ่นเหมี่ยวจะไม่ใช่เทพภูเขา แต่เว่ยจื่อคนรักของเขากลับมีคุณสมบัติที่จะจุดธูปภูเขาหนึ่งดอก คารวะไกลๆ ไปยังฝูเหยาทวีป
พวกเขาเคยใช้กำลังอันน้อยนิดของตัวเองแอบช่วยเหลืออาจารย์เจิ้ง…เจ้าขุนเขาเฉินซ่อมแซมทวีปหนึ่งอย่างลับๆ
เว่ยจื่อคนรักของเขาที่เป็น “เจ้าของที่ดิน” ได้ครอบครองพื้นที่มงคลแยนจั้งแห่งนั้น ในอาณาเขตหมื่นลี้มองดูคล้ายเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งผีน่าสะพรึงกลัว มลพิษสกปรกอบอวลเหล่าผีจับกลุ่มกันอยู่อาศัย แต่หากใช้ศาสตร์มองลมปราณมามอง กลับจะเห็นเป็นภูเขาใหญ่สายน้ำงดงามที่ฟ้าดินแจ่มกระจ่าง กลิ่นอายแห่งมรรคาเปี่ยมล้น
ตำแหน่งใจกลางสุดของพื้นที่มงคลคือหอสูงแห่งหนึ่งที่ร่ายตราผนึกภูเขาสายน้ำเอาไว้ สูงตระหง่านเสียดแทงเข้าไปในชั้นเมฆ เว่ยจื่อผู้เป็นเจ้าของสามารถสำรวจตรวจสอบความเคลื่อนไหว ดึงเอาปราณขุ่นมัว กำจัดกลิ่นอายชั่วร้ายออกจากพื้นที่มงคลแยนจั้งจากที่แห่งนี้
ดำเนินการอย่างยากลำบากมานานหลายปี เงินเทพเซียนที่ทุ่มลงไปมีมากมายนับไม่ถ้วน สองสามีภรรยาได้สร้างนครใหญ่โตโอฬารที่มีระเบียบขึ้นมาหลายแห่ง วิญญาณหยินและภูตผีพักอาศัยอยู่ด้านใน หอเรือนศาลาเรียงราย กลุ่มบุปผาชูช่อดงามดุจผ้าแพร
ผู้ฝึกตนของโลกสว่างที่ขอบเขตไม่สูงพอ หากพลัดหลงเข้ามาในนี้ก็แยกเป็นตายและมืดกับสว่างไม่ออกเลยสักนิด เห็นได้ชัดว่าเป็นวิธีการเลิศล้ำค้ำฟ้าที่สร้างโลกสว่างขึ้นมาอีกแห่งหนึ่ง
รอกระทั่งสงครามใหญ่ปิดฉากลง อวิ่นเหมี่ยวเคยจับมือกับคนรักแอบไปเยือนที่เกราะทองทวีปและฝูเหยาทวีปอยู่หลายครั้งเพื่อทำความสะอาดสนามรบ เก็บกวาดเศษซากเละเทะ ใช้วิชาลับทั้งหลายมารวบรวมเอาผีที่สูญเสียการเซ่นไหว้จากคนเป็นในโลกมนุษย์ไปแล้ว
รวบรวมเอาวิญญาณหยินดุร้ายที่จิตวิญญาณที่แท้จริงดับสูญจึงกลายมาเป็นผีร้ายทั้งหลายมาไว้ พาพวกวิญญาณเร่ร่อนนับหมื่นตนกลับมาที่สำนัก
ระหว่างนั้นเขากับคนรักต้องเสียปราณวิญญาณที่สะสมไว้ไปนับไม่ถ้วน และระหว่างทางก็มีสมบัติวิเศษที่พังทลายไปเองมากเป็นร้อยๆ ชิ้น
ทำให้พันหมื่นภูตผีมี “ที่ไป” การกระทำเช่นนี้ย่อมมีคุณความชอบอย่างใหญ่หลวง
ตอนนั้นติดตามอิ๋นกวานหนุ่มไปเป็นแขกในพื้นที่มงคลแยนจั้งด้วยกัน ชิงถิงที่มีอายุขัยการฝึกตนยาวนานมีความรู้ที่กว้างขวางมากกว่า เดาว่าในพื้นที่มงคลมียอดฝีมือสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเชื่อมโยงระหว่างโลกมืดกับโลกสว่างขึ้นมา และเซียนหญิงเว่ยจื่อที่เป็นเจ้าของพื้นที่มงคลคนนั้นก็คือ ”คนแบกหาม”” บนภูเขาที่กล่าวถึงในตำนาน
ตอนนี้อวิ่นเหมี่ยวมีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม
คนรักช่วยให้พื้นที่มงคลแยนจั้งสะสมคุณความชอบใกล้จะสมบูรณ์เต็มที่แล้ว คอขวดของเซียนเหรินก็คลายตัวออก ในขณะที่กำลังจะฝ่าทะลุคอขวด เว่ยจื่อก็ได้เริ่มปิดด่านแล้ว
ขอแค่นางออกจากด่านได้สำเร็จก็จะต้องข้ามพ้นหายนะไปได้อย่างราบรื่น มีหวังที่จะบินทะยานท่ามกลางเมฆเรืองรองอย่างแน่นอน!


VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!