เข้าสู่ระบบผ่าน

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 1129

บทที่ 1129.3 ยี่สิบคนกับเหล่าตัวสำรอง (เก้า)

หากเป็นเช่นนี้จริงก็จะยุ่งยากอย่างมาก ทำให้สถานการณ์ที่เดิมทีมีแนวโน้มว่าจะชัดเจนแจ่มแจ้งแล้วกลายมาเป็นปมเชือกที่พันกันยุ่งเหยิง

เท้าหน้าของผู้ชำระล้างมลทินเพิ่งจะเชื้อเชิญให้เฉินผิงอันมารับหน้าที่สำคัญ เท้าหลังของนางก็มานั่งติดอยู่กับนักฆ่าแล้วหรือ? นี่มันเรื่องอะไรกัน?

ฉินปู่อี่ไม่กล้าพูดว่าตัวเองเป็นคนเปิดเผยผึ่งผาย แต่ก็ไม่อาจทำเรื่องอย่างการแทงข้างหลังคนอื่นได้จริงๆ

อาจารย์เจิ้งยื่นมือมาตบฝักกระบี่เบาๆ ยิ้มเอ่ยว่า “แม้ว่าข้าจะเป็นพวกคนลับๆ ล่อๆ ที่เดินอยู่ในเงาของคนอื่นตลอดเวลา แต่ก็พิถีพิถันในเรื่องของการทำการค้าที่ยุติธรรม เพราะไม่อยากทำให้คำว่า ”มือกระบี่” ต้องมัวหมอง สหายฉินวางใจได้เลยว่าแผนการชั่วร้ายครั้งนั้นไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับข้า”

ฉินปู่อี่ถอนหายใจโล่งอก

จู่ๆ ก็มีความคิดแวบเข้ามาในหัวของฉินปู่อี่ จึงถามต่อว่า ”ก่อนหน้านี้อาจารย์เจิ้งพูดถึงปรมาจารย์วิถีวรยุทธสองคน บอกว่าไม่กล้าทำการค้ากับชุยเฉิงที่เป็นคนหนึ่งในนั้นเพราะกังวลว่าจะถูกซิ่วหู่คิดบัญชีรวม แล้วอีกคนหนึ่งอย่างจางเถียวเสียล่ะ?”

จางเถียวเสียคือบุคคลอันดับหนึ่งด้านวิถีวรยุทธของไพศาลก่อนหน้าเผยเปย จู่ๆ ก็หันไปฝึกตน มีฉายาว่าหลงป๋อ ดูเหมือนว่านับแต่นี้ไปก็จะเรียกตัวเองว่าผู้ฝึกลมปราณด้วยความภาคภูมิใจ ละทิ้งสถานะของผู้ฝึกยุทธเต็มตัวไปแล้ว

ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ คนบนภูเขาพากันพูดไปหลากหลาย แม้ว่าจะไม่กล้าพูดตรงๆ ว่าจางเถียวเสียรักตัวกลัวตาย แต่นี่ก็คือการอธิบายที่สมเหตุสมผลที่สุดเท่าที่ผู้ฝึกลมปราณส่วนใหญ่จะคิดได้แล้วจริงๆ

ส่วนเรื่องที่ว่าจางเถียวเสียทำอย่างไรถึงสามารถหันไปฝึกตนได้กลางทางโดยที่ยังเก็บขอบเขตวิถีวรยุทธไว้ได้ด้วย ก็ยังคงเป็นปริศนาที่ใหญ่เทียมฟ้าอีกข้อหนึ่ง

หากไม่เป็นเพราะศักยภาพของจางเถียวเสียวางอยู่ตรงนั้น ทำให้ผู้ฝึกตนขอบเขตบินทะยานไม่กล้าไปหาเรื่องด้วยง่ายๆ เชื่อว่าผู้ฝึกตนใหญ่หลายคนก็คงยินดีที่จะไปตรวจสอบความจริงในเรื่องนี้

อาจารย์เจิ้งเพียงคลี่ยิ้มไม่เอ่ยอะไร ไม่ได้ตอบคำถามข้อนี้ ทั้งไม่ยอมรับแล้วก็ไม่ปฏิเสธ

ฉินปู่อี่ถามคำถามที่ค่อนข้างจะเป็นข้อต้องห้าม ”ไม่ทราบว่าอายุขัยในการฝึกตนของอาจารย์เจิ้งคือเท่าไร”

คาดไม่ถึงว่าอาจารย์เจิ้งจะตอบมาตามจริง ”ไร้ความหวังบนมหามรรคา ใช้เวลาอย่างเปล่าประโยชน์มาสี่พันปีแล้ว”

ระหว่างคำพูดแฝงไว้ด้วยอารมณ์สะทกสะท้อนใจ

บินทะยานและผสานมรรคา มองดูเหมือนห่างกันแค่ขอบเขตเดียว แต่ปราการธรรมชาติเส้นนี้กลับยากมากที่จะก้าวข้ามผ่านไปได้ หากตนไม่ใช่ขอบเขตบินทะยานขั้นสมบูรณ์แบบ เกรงว่าคงมิอาจเข้าใจได้ตลอดกาล

ฉินปู่อี่อดตกตะลึงไม่ได้

หากว่าเป็นพวกผีเซียนอย่างนาง ขอแค่ออกมาจากพื้นที่ประกอบพิธีกรรมก็จำเป็นต้องระวังแล้วระวังอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะไม่กล้าสัมผัสกับธุลีแดงที่คละคลุ้งอยู่ในโลกคนเป็นมากเกินไปเด็ดขาด

เหมือนอย่างที่นางมิอาจบินทะยานได้เสียที ในระดับใหญ่แล้วก็เพราะนางมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องทางโลกมากเกินไป แต่หากจะบอกว่าให้นางตั้งใจฝึกตน ไม่สนใจเรื่องทางโลกเลย แสวงหาบินทะยานอย่างเดียว ถ้าอย่างนั้นนางก็ไม่ใช่ฉินปู่อี่แล้ว

ฉินปู่อี่ซักถาม “อาจารย์เจิ้งคือขอบเขตบินทะยานหรือ?”

อาจารย์เจิ้งยิ้มบางๆ ”วันนี้สหายฉินมีข้อสงสัยค่อนข้างเยอะนะ”

ฉินปู่อี่เป็นคนในแคว้นเดียวกันและรุ่นเดียวกันกับผู้ที่เป็นความภาคภูมิใจที่สุดในโลกมนุษย์คนนั้น และไป๋เหย่ก็เคยเขียนกลอนให้กับนาง

ส่วนนางเองก็เป็นแขกผู้สูงศักดิ์ของถ้ำสวรรค์จู๋ไห่ คือบุคคลจำนวนน้อยนิดที่สามารถเข้าออกสถานที่แห่งนั้นได้อย่างอิสระ เพียงแค่ว่าฉินปู่อี่ไม่เข้าร่วมงานเลี้ยงของภูเขาชิงเสินเท่านั้น นางเองยังเคยถ่ายทอดวิชาการโจมตีให้กับฉุนชิง

ฉินปู่อี่หลุดหัวเราะพรืด เอ่ยขออภัยว่า ”อาจารย์เจิ้ง ขอโทษด้วย เป็นเพราะว่าสงสัยใคร่รู้มากเกินไปจริงๆ”

อาจารย์เจิ้งไม่เสียแรงที่เป็นคนเชื่อดาบ เขาชอบตอบกลับไมตรีของผู้อื่น จึงเป็นฝ่ายย้อนถามฉินปู่อี่ “การลอบฆ่าในอารามฉงหยางครานั้น สหายรู้หรือไม่ว่าคนที่ลงมือคือใคร? วิธีการคร่าวๆ เป็นอย่างไร?”

ฉินปู่อี่เอ่ยอย่างอ่อนใจว่า ”เจ้าขุนเขาเฉินเป็นคนที่ถูกลอบโจมตี ตอนนั้นเกิดเรื่องกะทันหัน ไม่ทันตั้งตัว นั่นคือผีที่บรรลุมรรคาตนหนึ่งอาศัยเรือนกายของศิษย์น้องหญิงคนหนึ่งเป็นท่าเรือ อยู่ดีๆ ก็คิดสังหารผู้อื่นกะทันหัน โชคดีที่เจ้าขุนเขาเฉิน…ระมัดระวังรอบคอบ จึงไม่ได้เป็นอะไรมาก”

อาจารย์เจิ้งพยักหน้า ”เกินครึ่งน่าจะเป็นการกระทำที่ต้องการสะสมคุณความชอบให้สมบูรณ์พร้อมเพื่อผสานมรรคาแล้ว”

แม้ว่าการกระทำเช่นนี้จะไม่ใช่วิธีการผสานมรรคาชั้นสูง แต่จะดีจะชั่วก็เป็นมหามรรคาเส้นหนึ่ง

นี่ก็คือข้อจำกัดของความเป็นผี ผู้ฝึกตนฝึกบำเพ็ญตนเพื่อความเป็นอมตะ ในบางความหมายแล้ว เดิมทีก็เป็นการกระทำที่ขัดต่อสวรรค์ซึ่งถือว่าเบื้องล่างล่วงเกินเบื้องสูง ผีก็ยิ่งแย่กว่านั้น เป็นเหตุให้ยิ่งขอบเขตของพวกเขาสูงเท่าไร เส้นทางที่สามารถเดินได้ก็ยิ่งแคบมากเท่านั้น

เมื่อหลายปีก่อนเขารับลูกศิษย์ที่ไม่ได้รับการบันทึกชื่อมาคนหนึ่ง คือผู้ฝึกตนหนุ่มจากแคว้นสือหาวทวีปแจกันสมบัติ เจี่ยนหมิงที่มีฉายาว่า “เยว่เหรินเกอ”

แล้วก็เพราะได้รับคำสั่งจากอาจารย์เจิ้งท่านนี้ เจี่ยนหมิงจึงนำดาบอาคม ”หมิงเฉวียน” ที่เป็นสมบัติพิทักษ์แคว้นซึ่งตัวเองขโมยมาเอากลับคืนไปให้สกุลเหยาต้าเฉวียนอีกครั้ง

เด็กหนุ่มรู้สึกว่าการกระทำเช่นนี้ก็คือการถอดกางเกงผายลม คิดร้อยตลบแล้วก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไปเพื่ออะไร

แต่อาจารย์เจิ้งบอกว่าระหว่างการขโมยและการเอากลับคืน ถือเป็น ”ดอกเบี้ย” ระหว่างฟ้าดิน ในเรื่องนี้มีความรู้ยิ่งใหญ่ซุกซ่อนอยู่

คนที่คนเชื่อดาบชอบทำการค้าด้วยมากที่สุดยังคงเป็นผู้ฝึกยุทธเต็มตัว

เพราะถึงอย่างไรคนที่เรียนวรยุทธ อายุขัยก็มีจำกัด ผู้ฝึกยุทธที่อายุยืนอย่างเผยเปยเทพีแห่งการต่อสู้แห่งราชวงศ์ด้าตวนก็ยากที่จะเปรียบเทียบความเป็น “อมตะ’” กับผู้ฝึกลมปราณห้าขอบเขตกลางคนหนึ่งได้

แต่ขอแค่ผลสำเร็จบนวิถีวรยุทธสูงมากพอ คนเชื่อดาบก็สามารถลงทุนเล็กน้อยแต่ได้กำไรมหาศาล ไม่จำเป็นต้องปล่อยสายเบ็ดยาวเพื่อรอตกปลาตัวใหญ่

ยกตัวอย่างเช่นบุคคลอันดับหนึ่งบนวิถีวรยุทธของเกราะทองทวีป หันกวงหู่ที่หมัดสยบยุทธภพในหนึ่งทวีปมานานร้อยปี รับหน้าที่เป็นราชครูของราชวงศ์ต้าเฉวียน มีระยะสัญญาอยู่ที่สามสิบปี นี่ก็เป็นฝีมือของอาจารย์เจิ้งเช่นกัน

เห็นได้ชัดว่าได้ลงเดิมพันไว้ที่ฮ่องเต้หญิงสกุลเหยาแล้ว เดิมพันว่านางจะไม่ยอมคืนแซ่แคว้นให้กับเชื้อพระวงศ์สกุลหลิว

หากไม่เป็นเพราะที่หรู่โจวของใต้หล้ามืดสลัวมี “หลินซือ’ ปรากฏตัวขึ้นมา เผยเปยก็คือบุคคลอันดับหนึ่งบนวิถีวรยุทธของหลายใต้หล้าได้อย่างสมชื่อแล้ว

ถึงอย่างไรเฉาฉือก็ยังอายุน้อยไปสักหน่อย

ผู้ฝึกยุทธเต็มตัว คนหนุ่มอายุยี่สิบกว่าปีคิดจะเอาชนะ ”ตาเฒ่าประหลาด”” ที่มีอายุสองร้อยปีคนหนึ่งให้ได้

เป็นที่ยอมรับว่าระดับความยากมากกว่าที่ผู้ฝึกลมปราณอายุยี่สิบปีเอาชนะผู้ฝึกลมปราณที่อายุขัยการฝึกตนสองพันกว่าปีเสียอีก ยากกว่ามากนัก

เมื่อก่อนใต้หล้าไพศาลและใต้หล้ามืดสลัว ทั้งสองฝ่ายไปมาหาสู่กันน้อยครั้ง ต่อให้มีผู้ฝึกตนใหญ่บางส่วน “แวะเวียนไปเยี่ยมเยือน” พอหวนกลับไปที่ใต้หล้าของตัวเองก็ไม่ค่อยชอบพูดถึงเรื่องของบ้านคนอื่น

มีแค่ข้อยกเว้นเพียงหนึ่งเดียว

ไม่เพียงแต่วิ่งวุ่นอย่างมานะขันแข็ง ยังพูดมากด้วย

แน่นอนว่าก็คือเจ้าลัทธิลู่ของพวกเราแล้ว

แล้วก็เพราะเจ้าลัทธิสามของป่ายอวี้จิงท่านนี้ที่พอมีโอกาสก็จะยกยอชื่นชมเผยเปยอย่างสุดกำลัง บอกว่าบุคคลอันดับหนึ่งบนวิถีวรยุทธของโลกมนุษย์ ในที่สุดก็มีวีรสตรีแล้วช่างเป็นเรื่องที่สาแก่ใจยิ่งนัก!

Verify captcha to read the content.VERIFYCAPTCHA_LABEL

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!