บทที่ 1129.4 ยี่สิบคนกับเหล่าตัวสำรอง (เก้า)
ปีนั้นหากไม่เป็นเพราะเขากับหันกวงหู่ลงมือด้วยกัน สถานการณ์ของสนามรบในเกราะทองทวีปเกรงว่าก็มีแต่จะยิ่งเละเทะไม่เหลือชิ้นดี
นี่คือผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตเซียนเหรินที่อายุไม่ถึงสองร้อยปี ได้รับคำเรียกขานอย่างไพเราะจากบนภูเขาว่า ”เซียนกระบี่สวีจวิน”
ก่อนหน้านั้นสวีเซี่ยอย่าว่าแต่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั้งใต้หล้าเลย แม้กระทั่งที่ทวีปเกราะทองซึ่งเป็นบ้านเกิดของตัวเองก็ยังไม่มีชื่อเสียงใดๆ
สวีเซี่ยนั่งตัวตรง วางกระบี่พาดขวางไว้บนหัวเข่า หลับตาเงียบงัน
ทุกวันนี้เขาคือเค่อชิงของสกุลหลิวธวัลทวีป รับผิดชอบคอยรับรองเรือข้ามทวีปของสกุลหลิวอยู่ที่ท่าเรือชวีซานอวี่โจวทางทิศใต้ของใบถงทวีป
สวีเซี่ยมีความรู้สึกที่ไม่เลวต่อภูเขาลั่วพั่ว ทั้งยังเคยเข้าร่วมงานพิธีเปิดสำนักของสำนักกระบี่ชิงผิง กับเผยเฉียนที่เคยออกหมัดสังหารปีศาจอยู่ที่บ้านเกิดของเขา เขาก็ยิ่งชื่นชมมากเป็นพิเศษ
คราวก่อนได้เจอกับเผยเฉียน เซียนกระบี่ที่หยิ่งทระนงผู้นี้พูดจานอบน้อมถ่อมตน บอกว่าตัวเองพอจะมีความสัมพันธ์กับบนภูเขาของเกราะทองทวีปอยู่บ้าง คราวหน้าที่เผยเฉียนมาเที่ยวเยือนเกราะทองทวีป ในช่วงเวลาที่ไม่สะดวกจะเปิดเผยตัวตนก็ให้บอกชื่อของเขาออกไป
สวีเซี่ยเข้ามาที่นี่เมื่อหนึ่งร้อยปีก่อน ได้ครอบครองพื้นที่แห่งหนึ่ง ตอนนั้นเขาเพิ่งจะเลื่อนเป็นห้าขอบเขตบน
เคยมีบุรุษวัยกลางคนท่าทางประหลาดคนหนึ่ง รูปโฉมของอีกฝ่ายไม่ได้โดดเด่น มองตบะตื้นลึกไม่ออก คนผู้นั้นพูดแค่ว่าตนกำลังตามหาคนที่เหมาะกับการสยบกำราบให้มารับหน้าที่เป็นผู้ที่คอยถ่วงรั้งขัดขวาง
สวีเซี่ยปฏิเสธการค้าของอีกฝ่าย ต่อให้อีกฝ่ายจะชี้เส้นทางในการบินทะยานให้กับตนก็ตาม
อีกฝ่ายก็ไม่ได้ทำให้เขาลำบากใจ ถอยไปเลือกในระดับรอง แนะนำให้สวีเซี่ยมาที่นี่ บอกว่าสามารถมาเพิ่มพูนความรู้ที่นี่ได้ ลองเปลี่ยนมุมมอง มองดูฟ้าสูงแผ่นดินกว้างใหญ่ของโลกมนุษย์ให้ดี
สวีเซี่ยกับคนผู้นั้นจับคู่เดินทางไปด้วยกันหลายปี ฝ่ายหลังมักจะเงียบงันตลอดเส้นทาง น้อยครั้งนักที่จะเปิดปากพูด บางครั้งที่ถามก็มักจะเป็นคำถามใหญ่เทียมฟ้า
สวีเซี่ยไม่คิดว่าผู้ฝึกกระบี่อย่างตนจะสามารถตอบคำถามไขข้อข้องใจพวกนั้นได้ ถึงขั้นที่ยังรู้สึกว่าคำถามเหล่านั้นไม่มีทางที่จะมีคำตอบที่ถูกต้องแม่นยำได้อย่างแน่นอน
เคยมีการถามตอบครั้งหนึ่ง คนผู้นั้นเอ่ยถามประโยคหนึ่งก่อนว่า “ระหว่างฟ้าดิน การที่คำว่าสวยงามนั้นสวยงามก็เพราะมีการขับดันจากความอัปลักษณ์ การที่ความดีคือความดี ก็เพราะความดำรงอยู่ของความชั่วร้าย สวีเซี่ย เจ้าเห็นด้วยกับหลักการเหตุผลข้อนี้ไหม?”
สวีเซี่ยรู้สึกว่าหลักการเหตุผลนี้ยังค่อนข้างจะตื้นเขิน จึงตอบกลับไปประโยคหนึ่งว่า ”แน่นอนว่าเห็นด้วย มีแต่หยางย่อมไม่มีการถือกำเนิด มีแต่หยินย่อมไม่มีการเติบโต”
“ถ้าอย่างนั้นเจ้าคิดว่าวิถีทางโลกแบบใดถึงจะถือว่าเป็นวิถีทางโลกที่ดี?”
คนผู้นั้นถามคำถามไปแล้วก็เอ่ยเสริมอีกประโยคหนึ่งมาอย่างว่องไว “เจ้าไม่จำเป็นต้องพิจารณาว่าสามารถทำจริงได้หรือไม่ พูดถึงแค่อุดมคติบางอย่างในใจของเจ้าก็พอ”
สวีเซี่ยพูดเหมือนหยั่งเชิง “โลกมนุษย์สงบสุข การปกครองราบรื่น ผู้คนปรองดอง บนภูเขาสะอาดบริสุทธิ์ ต่างคนต่างฝึกตนของตัวเองไป เซียนและมนุษย์ธรรมดาอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมเกลียว หยินหยางโคจรอย่างมีระเบียบ คน เทพ ผีและเซียนไร้การแก่งแย่งชิงดี สรรพชีวิตต่างก็ทำหน้าที่ของตัวเอง สรรพสิ่งได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ?”
ได้ยินคำตอบนี้ คนผู้นั้นก็ยิ้มย้อนถามว่า “ข้าสามารถเข้าใจแบบนี้ได้หรือไม่ หากเปลี่ยนไปเป็นคำพูดที่ธรรมดาเข้าใจง่ายยิ่งกว่านี้ก็คือบนโลกไม่มีคนเลว ล้วนเป็นคนดีกันทุกคน?”
สวีเซี่ยลังเลไม่แน่ใจ ควรจะให้คำจำกัดความคำว่า “ดีเลว” นี้อย่างไร? แล้วใครจะเป็นคนกำหนด?
ดูเหมือนจะเดาความคิดของสวีเซี่ยออก คนผู้นั้นถึงได้ยิ้มเอ่ยว่า
“ถ้าอย่างนั้นก็ให้เจ้าเป็นคนกำหนดก็แล้วกัน สมมติว่าเจ้าสามารถมีสิทธิ์ตัดสิน แล้วก็สมมติว่าโลกทั้งใบมีคนอยู่แค่ร้อยคน ถ้าอย่างนั้นข้าก็มีสองคำถามเพิ่มมาอีก หากทุกคนเป็นคนดีอย่างที่ใจเจ้าคิดแล้ว ถ้าอย่างนั้นในใจของคนร้อยคน คนข้างกายเก้าสิบเก้าคนก็จะไม่มีคนเลวเลยสักคนจริงๆ หรือ? นี่คือคำถามข้อแรก
คำถามข้อที่สองก็คือสิ่งที่เจ้าคิดอยู่ในใจเวลานี้ ยังมีคนเลวเหลืออยู่อีกกี่คน? คนเดียวหรือว่าสองคน? คนสองคนที่ว่านี้จะสามารถดำรงอยู่ท่ามกลางวิถีทางโลกที่ “ดีเยี่ยม” นี้ได้จริงหรือ?
หากว่าเป็นสิบคน สิบกว่าคน ยี่สิบสามสิบคนล่ะ เจ้าจะรับรองได้อย่างไรว่าจำนวนของพวกเขาจะไม่ยิ่งนานก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น? เปลี่ยนจากแขกมาเป็นเจ้าบ้าน หรือไม่ยิ่งนานก็ยิ่งน้อยลง กลับไปเป็นสิบ เป็นสอง เป็นหนึ่ง สุดท้ายกลายเป็นศูนย์ วนกลับไปยังขอบเขตของคำถามที่หนึ่งอีกครั้ง?”
สวีเซี่ยถูกคำถามนี้ทำให้มึนงงไปอย่างสิ้นเชิง
คนผู้นั้นพึมพำกับตัวเองว่า ‘มรรคาจารย์เต๋าบอกว่าสรรพสิ่งในใต้หล้าเกิดมาจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว แล้วก็มีที่เกิดมาจากสิ่งที่ไม่มีอยู่ ถ้าอย่างนั้นข้าก็มีคำถามอีกข้อหนึ่งแล้ว สมมติว่ามหามรรคาเป็นวงจรที่เกิดขึ้นต่อเนื่องไม่ดับสูญ ในเมื่อไม่มี เกิดเป็นมี มี เกิดเป็นหมื่นสรรพสิ่ง ถ้าอย่างนั้นหมื่นสรรพสิ่งจะให้กำเนิดอะไร? ใช่คำว่า “ไม่มี” นี้หรือไม่? ไม่มีคือขอบเขตอย่างไร?
ถึงเวลานั้น “มนุษย์” อย่างพวกเราจะมีหรือไม่มีพื้นที่ที่จะเผชิญหน้ากับสถานการณ์เช่นนี้ น้ำในแม่น้ำฤดูใบไม้ผลิเริ่มอุ่นเป็ดห่านได้รู้ก่อน ผู้ฝึกบำเพ็ญตนที่สัมผัสได้ถึงทิศทางดำเนินไปประเภทนี้ก่อนใคร ควรจะเอาตัวเองไปอยู่ที่ไหน เป็นคนลิขิตที่เหนือฟ้า หรือพยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดแล้วที่เหลือก็ปล่อยให้เป็นไปตามชะตาฟ้ากำหนด หรือว่าเป็นอย่างที่มรรคาจารย์เต๋ากล่าว สิ่งตรงข้ามคือการเคลื่อนไหวของเต๋า ผู้ที่รู้จักอ่อนน้อมผ่อนปรนย่อมอยู่กับเต๋าได้”
สวีเซี่ยอยากจะถามเขากลับไปมากๆ ว่า ข้าเป็นผู้ฝึกกระบี่เต็มตัวคนหนึ่ง จะต้องคิดเรื่องที่ไร้แก่นสารพวกนี้ไปทำไม?
คนผู้นั้นกล่าว “หากข้าสมติให้สวีเซี่ยเป็นผู้ฝึกกระบี่เต็มตัวขอบเขตสิบห้าคนแรกของโลกมนุษย์ ขณะเดียวกันก็ไม่มีขอบเขตสิบห้าคนที่สองแล้ว ทิศทางการดำเนินไปของฟ้าดินความขึ้นๆ ลงๆ ของวิถีทางโลก ความเป็นความตายของสรรพชีวิต ถึงขั้นที่ว่าพวกเขาเป็นคนได้อย่างไร ทำไมถึงกลายเป็นคน ทุกอย่างล้วนเป็นไปตามความต้องการของเจ้า ถ้าอย่างนั้นเจ้าสวีเซี่ยยังจะรู้สึกว่าคำถามพวกนี้ไร้ความหมายอยู่อีกไหม?”
สวีเซี่ยได้แต่เงียบงันเป็นคำตอบ
“แสวงหาการไร้ข้อผิดพลาด พยายามที่จะทำให้ดี ทำให้งดงามได้อย่างเต็มที่”
คนผู้นั้นพูดพึมพำกับตัวเองว่า “หมื่นคนมีหน้าเดียว? หรือมีใบหน้าอย่างไร้ขีดจำกัดทุกใบหน้าล้วนดีเหมือนกันหมด ข้ากลับรู้สึกว่าคือภัยแฝงที่ยิ่งใหญ่อย่างหนึ่ง แน่นอนว่านี่เป็นแค่ความเข้าใจส่วนตัวของข้าเท่านั้น บนเส้นทางก็จะต้องมีคนที่เห็นต่างไปจากข้า บอกว่าข้าเป็นคนรัฐฉีที่กังวลเรื่องฟ้าไปเอง เอาแต่คิดว่าฟ้าจะถล่มลงมา ไม่ใช่วันนี้ก็เป็นพรุ่งนี้”
ยกตัวอย่างเช่นเจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวตงไห่แห่งอารามกวานเต๋า
“ผู้ฝึกกระบี่สวีเซี่ยขอบเขตบินทะยานสามารถไม่พิจารณาเรื่องพวกนี้ได้ แต่สวีเซี่ยที่เป็นขอบเขตสิบสี่กลับหลบเลี่ยงเรื่องพวกนี้ไม่ได้”
สวีเซี่ยได้ยินแล้วก็ถามว่า ”ข้าสามารถเลื่อนเป็นขอบเขตบินทะยาน หรือแม้กระทั่งขอบเขตสิบสี่ได้เลยหรือ?”
คนผู้นั้นยิ้มเอ่ย “ไม่ได้”
ตอนนั้นสวีเซี่ยโมโหจนหลุดขำออกมา หยอกข้าเล่นหรือไร สมควรแล้วหรือ
“ไม่ใช่สวีเซี่ยก็ต้องมีคนอื่น”
คนผู้นั้นเงยหน้ามองฟ้า เอ่ยว่า “ปิดหน้าต่างก่อนฝนตก”” (เปรียบเปรยถึงการเตรียมการล่วงหน้า กันไว้ดีกว่าแก้)
ก่อนหน้านี้ไม่นานสวีเซี่ยถึงเพิ่งจะเริ่มเข้าใจความหมายลึกล้ำส่วนหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในคำกล่าวที่ว่า “ปิดหน้าต่างก่อนฝนตก” นี้
วันนี้คนที่เงียบงันพอๆ กับสวีเซี่ยยังมีผู้เฒ่าที่สีหน้าอัดอั้นอยู่อีกคนหนึ่ง
เขาเรียกชื่อของผู้ฝึกตนขอบเขตสิบสี่ใหม่คนหนึ่งตรงๆ ”เหวยเซ่อ ข้าได้เจอเฉินผิงอันแล้ว”
เหวยเซ่อคล้ายจะเคยชินกับเรื่องนี้แล้ว ยิ้มบางๆ ถามว่า ”เมื่อไหร่ ตอนไหน?”
ผู้เฒ่ากล่าว ”ที่หออวี่ฮว่าของสำนักอวี่หลง”
เหวยเซ่อพยักหน้า
ที่แท้ผู้เฒ่าก็คือเถียนขู่ผู้ถวายงานขอบเขตก่อกำเนิดที่ละโมบในความงามของอวิ่นเซียนผู้นั้น อาศัยฝีมือการแสดงที่เชี่ยวชาญจนหลอกน่าหลันไฉ่ฮ่วนที่มีความระมัดระวังรอบคอบติดตัวมาตั้งแต่เกิดได้
แต่กลับยังถูกคนนอกคนหนึ่งตกขึ้นมาบนฝั่งได้เหมือนตกปลา
บรรพบุรุษเปิดภูเขาของสำนักอวี่หลงที่ใช้นามแฝงว่าจินยูผู้นี้จำต้องเอ่ยเตือนอย่างเลี่ยงไม่ได้


VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!