บทที่ 1129.5 ยี่สิบคนกับเหล่าตัวสำรอง (เก้า)
มีเกาเจี้ยนฝูแห่งสำนักโองการเทพ ในอดีตเคยเป็นกุมารทองกุมารีหยกคู่กับเฮ้อเสี่ยวเหลียง
และยังมีผู้ฝึกกระบี่เด็กหนุ่มที่เคยเป็นคนของภูเขาตะวันเที่ยงบ้านตัวเอง ก็คืออู๋ถีจิงที่ถูกขนานนามว่า “เว่ยจิ้นน้อยแห่งทวีปแจกันสมบัติ” “หลีถ่วนจิ่งคนที่สอง”
นางถึงขั้นที่ว่าเกือบจะดีดลูกคิดไปถึงบนหัวของ “เจ้าเด็กคิ้วยาว” แห่งตระกูลเซี่ยเป่าซู่ที่อยู่ในสำนักกระบี่หลงเฉวียนผู้นั้นด้วย
เพียงแค่เพราะได้เสนอซูเจี๋ยไปแล้ว บวกกับที่นางถูกชุยตงซานและเจียงซ่างเจินตามตอแย ตัวเองยังแทบเอาตัวไม่รอด เถียนหว่านจึงไม่มีอารมณ์มาคิดเรื่องนี้
โหลวเหมี่ยวอธิบาย ”การที่เลือกหลินซู่ก็เพราะเมื่อก่อนเขาฝึกตนได้ราบรื่นเกินไปกลับกลายเป็นว่ากลายมาเป็นอุปสรรค ให้ตายอย่างไรหลินซู่ก็ไม่อาจฝ่าทะลุคอขวดขอบเขตก่อกำเนิดไปได้ ทุกวันนี้ก็ปิดด่านล้มเหลวไปสองครั้งแล้ว จึงเริ่มเกิดลางว่าจะมีจิตมาร เวลานี้เดิมพันลงบนร่างของเขา คิดดูแล้วในอนาคตจะต้องได้ผลประโยชน์อย่างมากแน่นอน”
ในอดีตสำนักฉงหลินได้ทำการประเมินคนรุ่นเยาว์สิบคน หลินซู่อยู่สูงเป็นอันดับหนึ่ง
สวีเซวี่ยนที่อยู่อันดับสอง ทุกวันนี้ได้เลื่อนเป็นขอบเขตหยกดิบแล้ว อีกทั้งยังได้เป็นตัวสำรองแล้วด้วย
ฉีจิ่งหลงก็ยิ่งเป็นเจ้าสำนักของสำนักกระบี่ไท่ฮุยแล้ว
หลี่หลิวลูกศิษย์ผู้สืบทอดของยอดเขาสิงโต นางเองก็ไม่มีรายชื่ออยู่บนกระดานแล้ว
ผู้ฝึกตนอิสระหวงตี้และซิ่วเหนียงผู้ฝึกยุทธหญิง ชายหนุ่มหญิงสาวที่เคยต่อสู้กันเอาเป็นเอาตายบนเวทีประลองของภูเขาที่สี่คู่นี้ ถึงกับกลายมาเป็นสามีภรรยากัน อีกทั้งต่างก็ฝ่าทะลุขอบเขตกันแล้ว
นอกจากนี้ยังมีหยางหนิงเจินที่เปลี่ยนสถานะเป็นผู้ฝึกยุทธหยางจินซาน หยางหนิงชิงเทียนจวินน้อยแห่งหน่วยฉงเสวียนซึ่งเป็นน้องชายของเขา แต่ละคนต่างก็มีอนาคตก้าวหน้าเช่นเดียวกัน
ส่วนเทพธิดาหลูซุ่ยแห่งภูเขาสุ่ยจิงก็ได้รับน้ำเต้าเลี้ยงกระบี่ลูกหนึ่งที่ระดับชั้นดีเยี่ยม
ดูเหมือนว่าเหล่าลูกรักแห่งสวรรค์ของอุตรกุรุทวีปที่เป็นที่จับตามองของทุกคนกลุ่มนี้ บนเส้นทางของการฝึกตนกลับมีเพียงหลินซู่ที่ถูกคนเห็นดีมากที่สุดคนเดียวเท่านั้นที่เกิดเรื่องไม่คาดฝัน หยุดนิ่งไม่เดินหน้า ย้อนกลับไปมองอีกเก้าคนที่เหลือ ต่างคนก็ต่างมีโชควาสนา แต่ละคนล้วนแซงนำหน้าหลินซู่ไปแล้ว
เถียนหว่านขมวดคิ้ว ”เจ้าเคยแนะนำสวีเซวี่ยนไปแล้ว”
ลู่ซวียิ้มเอ่ยสัพยอก “เจ้าสำนักโหลวช่างมีความสามารถเสียจริง หากลากป่ายฉางมาเสริมตำแหน่งที่ว่างลงของสวินยวนหรือไม่ก็ของหวานเหยียนเหล่าจิ่งได้ ข้าจะไม่คัดค้านเด็ดขาด”
คนที่เปิดปากพูดตอบกลับไม่ใช่โหลวเหมี่ยว แต่เป็นเหวยเซ่อ
เขายิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ข้าไม่มีความสามารถนี้หรอกนะ”
ระหว่างที่เหวยเซ่อพูด โหลวเหมี่ยวก็ลุกขึ้นเดินไปหาเหวยเซ่อ จิตหยางกายนอกกายกลับคืนสู่ตำแหน่งเดิม ผสานรวมเป็นหนึ่งกับร่างจริง
ชุยเฉิงเซียนแห่งภูเขาเฉวียนเจียวฝูเหยาทวีป โหลวเหมี่ยวแห่งสำนักฉงหลินอุตรกุรุทวีป ก็คือจิตหยินกับจิตหยางของเหวยเซ่อแห่งธวัลทวีป
สมาชิกส่วนใหญ่ที่มาเข้าร่วมการประชุมเห็นภาพเหตุการณ์นี้ก็หันมามองหน้ากันตาปริบๆ
ปีนั้นฮว่อหลงเจินเหรินไปเป็นแขกที่สำนักฉงหลินได้หยุดเท้าอยู่ที่ศาลาเป้าซู เจินเหรินผู้เฒ่าย่อมไม่ได้อยากจะเห็นว่าสรุปแล้วสำนักฉงหลินมีเงินเท่าไรกันแน่
เซียนเหรินฉินจ่าวจ้องเขม็งไปที่ลั่วซาน ถามว่า ”ขอถามหน่อยว่าการเจาะทะลวงขบวนรบและการซุ่มฆ่าที่ไม่มีข่าวลือเล็ดลอดออกมาแม้แต่น้อยของใต้หล้าเปลี่ยวร้างครั้งนั้น ผลลัพธ์เป็นเช่นไร?”
ลั่วซานยิ้มตาหยี ยกมือขึ้นสองนิ้วขยี้กัน
ฉินจ่าวยิ้มเอ่ย ”เชิญเปิดราคามาได้เลย!”
ลั่วซานกล่าว ”ผู้ฝึกตนบนยอดเขาที่ตอนนั้นใต้หล้าเปลี่ยวร้างสามารถระดมตัวมาใช้งานได้ แทบจะพูดได้ว่าล้วนยกพลกันออกมาทั้งหมดแล้ว ในที่สุดก็กักตัวอาเหลียงกับจั่วโย่วเอาไว้ได้”
ฉินจ่าวซักถาม “ต่อจากนั้นล่ะ?!”
ลั่วซานกะพริบตาปริบๆ เอ่ยว่า ”กุ้งหอยปูปลาตัวเล็กๆ ที่เอาออกหน้าออกตาไม่ได้ อย่างข้าไม่มีคุณสมบัติจะเข้าร่วมการซุ่มฆ่าที่วางแผนอย่างประณีตครั้งนั้นหรอกนะ ไหนเลยจะรู้ความจริงไปมากกว่านี้ ต่อให้รู้ก็เป็นแค่คำพูดไม่กี่ประโยคเท่านั้น…..”
นางถูนิ้วทั้งสองอีกครั้ง ”ต้องเพิ่มราคาอีกหน่อยนะ”
ฉินจ่าวไม่รู้ว่าโทสะผุดมาจากไหน
เวลานี้เอง มีคนหลุดหัวเราะพรืด พูดอย่างไม่ยี่หระว่า “ผู้ฝึกกระบี่บินทะยานสองคนต่อให้เวทกระบี่จะสูงแค่ไหน พลังพิฆาตจะยิ่งใหญ่เท่าไร พวกเขายังจะจิ้มฟ้าให้เป็นรูหนีไปได้อีกหรือ?”
ลั่วซานคลี่ยิ้มหวาน ”คำพูดทำนองนี้พูดอยู่แค่ในใต้หล้าไพศาลก็พอ อย่าได้เอาออกไปพูดที่เปลี่ยวร้างเด็ดขาดเชียว”
คำพูดนี้ดังออกมา บรรยากาศก็เงียบสงัดทันที
ลั่วซานคิดแล้วก็ยื่นนิ้วสองนิ้วออกมา เอ่ยเนิบช้าว่า ”เล่าได้แค่เรื่องบางอย่างที่ข้ารู้มาเท่านั้น อย่างแรก จั่วโย่วฝ่าทะลุขอบเขตกะทันหันท่ามกลางการต่อสู้ครั้งนั้น”
นางหุบนิ้วข้างหนึ่งมา ”ข้อสอง อาเหลียงก็หวนกลับไปยังขอบเขตสิบสี่อีกครั้งแล้ว”
เสียงฮือฮาดังขึ้นมาทันใด
ต่อให้เป็นเหวยเซ่อก็ยังรู้สึกตกตะลึงเป็นทบทวี
นักพรตเฒ่าลูบหนวดยิ้ม ”เพียงแค่นี้เสียที่ไหน”
คราวนี้เป็นลั่วซานที่ต้องสงสัยใคร่รู้บ้างแล้ว นางมองไปยังนักพรตเฒ่าด้วยสีหน้ามีชีวิตชีวา
นักพรตเฒ่ายิ้มเอ่ย ”พวกชูชิง เฝยหราน เซียวซวิ่น หากไม่เป็นเพราะได้รับการปกป้องจากค่ายกลใหญ่ ได้ครอบครองฟ้าอำนวยดินอวยพร ทำให้ฟื้นคืนชีพจากความตายได้ก็เกือบจะต้องตายกันไปอย่างสิ้นซากแล้ว”
เงียบสงัดไร้สรรพสำเนียง
นักพรตเฒ่าเอ่ยประโยคประหลาดที่ยากจะทำความเข้าใจ “นี่ก็น่าจะเรียกว่าใต้หล้าไพศาลใต้หล้าเปลี่ยวร้างกระมัง”
นอกจากปราณกระบี่ที่ฉวัดเฉวียน บุกไปทางใดศัตรูก็พังราบเป็นหน้ากลอง แผ่อบอวลไปทั่วฟ้าดินของจั่วโย่วแล้ว
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ศาลเถื่อนของฝูเหยาทวีป ตั้งฉายาให้ตัวเองว่าหงเฝินเต้าจู
เถียนหว่านแห่งยอดเขาจื่ออวี่ภูเขาตะวันเที่ยงทวีปแจกันสมบัติ ศิษย์น้องหญิงของโจวจื่อ
บรรพจารย์บุกเบิกภูเขาของสำนักอวี่หลง นามแฝงว่าเถียนซู่ ชื่อจริงหลิวโจ้ว เป็นขอบเขตบินทะยานแล้ว
โหลวเหมี่ยวแห่งสำนักฉงหลินอุตรกุรุทวีป ขอบเขตหยกดิบ จิตหยินของเหวยเซ่อ
ต้วนซิงเฉินแห่งทักษิณาบถทวีป ฉายา “หลีจิง’
สวีเซี่ยเซียนกระบี่ใหญ่แห่งเกราะทองทวีป
ผู้ฝึกตนใหญ่ขอบเขตสิบสี่ใหม่ เหวยเซ่อแห่งลู่ชานธวัลทวีป ในที่สุดก็นั่งลง
ส่วนตำแหน่งที่ว่างลงของ ”โหลวเหมี่ยว” นั้นก็ไม่ต้องสนใจแล้วว่าใครจะมานั่ง
นักพรตจางเจี่ยวก้มหัวคารวะตามขนบลัทธิเต๋า ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “อาจารย์โจว สหายชิงจู่ สามารถเผยกายได้แล้วกระมัง?”
โจวจื่อ
คนพิฆาตมังกร เฉินชิงหลิวที่มีฉายาว่าชิงจู่
เถียนหว่านตกตะลึงอย่างหนัก นางไม่รู้เรื่องนี้มาก่อนจริงๆ
ทว่าหนึ่งในผู้ที่มาเยือน กลับทำให้คนรู้สึกมึนงงกันอย่างมาก
ไม่ใช่เฉินชิงหลิว แต่เป็นสตรีผิวดำเกรียมเรือนกายล่ำสันบึกบึนคนหนึ่ง นางกับนักพรตจางเจี่ยวต่างก็เอาร่างจริงมาเยือนที่แห่งนี้
ไม่เหมือนกับวิธีการเผยกายของนักพรตเฒ่าที่คล้ายกับ “ปีนกำแพงเข้ามาอย่างเงียบเชียบ” สตรีแปลกหน้าผู้นี้กลับเหมือนบุกฝ่าประตูเข้ามา ไม่สนใจท่าทีของเจ้าของบ้านเลยสักนิด
สตรีเอ่ยด้วยสีหน้าเฉยชา ”คุณชายของข้ามีธุระต้องไปจัดการจึงให้ข้ามาที่นี่แทน”
นอกจากการประชุมไม่กี่ครั้งในอดีตเมื่อสามพันปีก่อนแล้ว เฉินชิงหลิวก็ไม่ได้เข้าร่วมการประชุมมานานหลายปีแล้วจริงๆ
เหวยเซ่อพยักหน้า “ศิษย์น้องของเจ้าคือหนึ่งในคนริเริ่มเช่นกัน ในเมื่อกฎเก่าทั้งหมดล้วนเป็นพวกเราที่ช่วยกันตั้ง วันนี้ก็หนีไม่พ้นว่าต้องเพิ่มกฎใหม่ไปอีกข้อ อนุญาตให้สหายเซี่ยมาทำหน้าที่แทนสหายชิงจู่ได้”
พอได้ยินคำว่า ‘ศิษย์น้อง’ สตรีแซ่เซี่ยก็ขมวดคิ้วทันใด แต่ก็ยังไม่พูดอะไร
โจวจื่อเดินทางจากใต้หล้ามืดสลัวมาที่นี่ เขามีรูปโฉมเป็นวัยกลางคน สวมเสื้อผ้าป่านรองเท้าสาน มองปราดๆ เหมือนพ่อค้าที่ขายของตั้งแผงลอยอยู่ริมถนน เขาเอ่ยอย่างเรียบเฉยว่า
“จากที่ข้าอนุมานได้ สั้นสุดสามร้อยปี นานสุดห้าร้อยปี โลกมนุษย์จะมีขอบเขตสิบห้าใหม่เอี่ยมเพิ่มมาคนหนึ่ง”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!