บทที่ 1130.1 ยี่สิบคนกับเหล่าตัวสำรอง (สิบ)
ประโยคนี้ของโจวจื่อดังออกมาไม่ต่างจากฟ้าผ่าที่เกิดขึ้นจากบนพื้นที่ราบ ช่างเป็นคำกล่าวเปิดฉากที่สร้างความสะท้านสะเทือนให้ใจคนจริงๆ
ราวกับว่าในภูเขาลึกช่วงฤดูใบไม้ผลิที่สี่ฤดูกาลไม่เคยมีแขกมาเยือน ดอกต้นสนร่วงโรยตลอดทาง ไอหมอกล้อมวนอยู่รอบหน้าต่าง จู่ๆ ก็มีเสียงขลุ่ยแว่วดังชวนให้ตกใจ
สมาชิกที่เข้าร่วมการประชุมต่างก็ไม่ใช่คนโง่ ทุกคนรู้ชัดเจนดีว่าเมื่อโลกมนุษย์มีขอบเขตสิบห้าพร้อมกันสามคน กับมีขอบเขตสิบห้าเพียงคนเดียว นั่นคือความต่างราวฟ้ากับเหว
ทุกคนต่างก็นั่งตัวตรงสำรวมอย่างห้ามไม่ได้ แม้กระทั่งตู้ซานอินที่ไม่ขลาดกลัวกับสถานที่ใหม่ๆ มีสีหน้าเกียจคร้านมาโดยตลอดก็ยังเริ่มกลั้นหายใจทำสมาธิ เงี่ยหูตั้งใจฟัง
เดิมทีพวกเขาคิดว่าหลังจากบรรพจารย์สามลัทธิสลายมรรคาในอนาคตพันปีข้างหน้า เหล่าผู้กล้าจะพากันลุกผงาด กุญแจสำคัญในการช่วงชิงกันข้ามด่านอยู่ที่ว่าเซียนเหรินพิสูจน์มรรคาเป็นบินทะยาน และยิ่งอยู่ที่การพัฒนารุดหน้าไปอีกขั้นของเหล่าบินทะยานเฒ่า ผสานมรรคาขอบเขตสิบสี่
ก็เหมือนตู้ซานอินผู้ฝึกกระบี่ที่ทุกวันนี้ขอบเขตของเขาไม่มีค่าพอให้พูดถึงที่มีความมั่นใจอย่างยิ่งว่าบนยอดเขาของโลกมนุษย์ในอนาคต จะต้องมีพื้นที่ของตัวเขาอยู่แน่นอน ไม่พูดถึงว่าจะไปนั่งทัดเทียมอยู่กับพวกสิบสี่เก่าที่ประหนึ่งจำแลงมาจากมังกรเทพทั้งหลาย แต่ก็สามารถพูดคุยกับขอบเขตสิบสี่ใหม่ หรืออย่างน้อยก็ขอบเขตบินทะยานได้หลายประโยค และพวกเขาก็ต้องตั้งใจฟังว่าตนพูดอะไร สรุปแล้วมีหรือไม่มีเหตุผลกันแน่
คิดไม่ถึงว่าในเวลาสั้นๆ แค่สามร้อยห้าร้อยปี โลกมนุษย์จะมีหวังว่าจะมีขอบเขตสิบห้าใหม่เพิ่มมาคนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นใคร ไม่ว่าจะมาจากใต้หล้าไหน เมื่อได้รับมหามรรคาเส้นนี้แล้วก็เชื่อว่าคนผู้นี้จะสามารถอาศัยกำลังของตัวเองคนเดียวส่งผลกระทบต่อทิศทางการดำเนินไปของใต้หล้าทั้งห้าแห่งได้อย่างแน่นอน
ไม่เสียแรงที่เป็นเซียนกระบี่ใหญ่อันดับหนึ่งของเกราะทองทวีป ตามความหมายที่เข้มงวด สวีเซี่ยเปิดปากถามขึ้นมาก่อนใคร “หลี่เซิ่ง?”
ปีนั้นคนที่เชื้อเชิญให้สวีเซี่ยมารับหน้าที่เป็นผู้ถ่วงรั้งขัดขวาง ที่แท้ก็คือโจวจื่อคนนี้ ต่อให้รูปโฉมของอีกฝ่ายจะมีการเปลี่ยนแปลง แต่บุคลิกท่าทางกลับยังคงเหมือนเดิม
โจวจื่อส่ายหน้า ”ต้องไม่ใช่หลี่เซิ่งแน่นอน”
สวีเซี่ยถามอย่างคลางแคลง ”ทำไมล่ะ?”
นักพรตเฒ่าจางเจี่ยวช่วยอธิบายให้ “หนึ่งเพราะโจวหมี่ยังคงอยู่ แม้ว่าเขาจะถูกกายนอกมรรคาของบรรพจารย์สามลัทธิล้อมกักให้อยู่ในซากปรักสรวงสวรรค์เก่า แต่ด้วยนิสัยและวิธีการของโจวหมี่จะต้องยังทิ้งทางหนีทีไล่ไว้ในโลกมนุษย์แน่นอน ไม่มีทางที่จะนั่งมองหลี่เซิ่งได้รับมหามรรคาเส้นนี้ไปเฉยๆ แน่ อีกอย่างด้วยวิธีการผสานมรรคาขอบเขตสิบสี่ของตัวหลี่เซิ่งเองก็ไม่เหมาะที่จะพัฒนารุดหน้าไปอีกขั้นจริงๆ”
โจวจื่อเอ่ยเสริมมาอีกประโยคว่า “ต่อให้เป็นเช่นนี้ หลี่เซิ่งจะเลื่อนเป็นขอบเขตสิบห้าได้หรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่ว่าจะทำได้หรือไม่ได้ คุณูปการพอหรือไม่พอ โจวหมี่จะขัดขวางหรือไม่ แต่อยู่ที่ตัวหลี่เซิ่งเองเท่านั้นว่าเขาจะยินดีทำหรือไม่”
ด้วยเหตุนี้โจวจื่อยังเคยเดินทางไปที่นอกฟ้า พูดคุยความในใจอย่างตรงไปตรงมากับหลี่เซิ่ง ปีนั้นโจวจื่อได้แสดงให้หลี่เซิ่งเห็นถึงการอนุมานของตนซึ่งมีต่อวิถีทางโลกในอนาคต
ซึ่งก็อยู่ที่นอกฟ้า
คนบนโลกอย่างมากก็รู้แค่ว่าปราชญ์ผู้ล่วงลับหลายท่านเช่นเทียนซือใหญ่รุ่นก่อนของภูเขามังกรพยัคฆ์ได้กายดับมรรคาสลายอยู่ที่นอกฟ้า มีคุณูปการสูงมากต่อโลกมนุษย์ แต่กลับมีคนน้อยมากที่จะรู้ว่าโจวจื่อกับอาจารย์ซานซานจิ่วโหวคือกองกำลังหลักเบื้องหลังที่ช่วยเหลือหลี่เซิ่ง ออกล่ากากเดนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของยุคบรรพกาลไปด้วยกัน
หลี่เซิ่งเป็นตัวแทนของปรมาจารย์มหาปราชญ์ เดินขึ้นบันไดไปอีกขั้นอยู่ในระบบการสืบทอดของลัทธิขงจื้อ กลายเป็นผู้ครองมรรคาของใต้หล้าไพศาลทั้งแห่ง ถ้าอย่างนั้นกฎระเบียบของหลี่เซิ่งก็จะใช้ความเร็วที่เร็วมากมาชี้วัดเก้าทวีปของไพศาล
มีกฎระเบียบอยู่ทั่วทุกหนแห่ง แนบสนิทไร้ช่องโหว่ รัดกุมจนแม้แต่น้ำสักหยดก็เล็ดลอดออกไปไม่ได้ มองดูเหมือนว่าการโคจรของมหามรรคายิ่งไร้ช่องโหว่ ทว่าในสายตาของโจวจื่อแล้ว วิถีทางโลกในอนาคตกลับจะกลายเป็นบ่อน้ำตาย เสื่อมโทรมแข็งทื่อ
นี่ก็คือทฤษฎีอันย้อนแย้ง โจวจื่อบรรยายสถานการณ์เช่นนี้ว่าเป็นการ “หยุดนิ่งบนมหามรรคา” สูญเสียความเป็นไปได้ทั้งหมดไป
ลั่วซานไม่ได้รู้สึกประหลาดใจเป็นทบทวีเหมือนคนอื่นๆ เพียงแค่เพราะมีครั้งหนึ่งที่นางลาดตระเวนหัวกำแพงเมืองไปพร้อมกับเซียวซวิ่น ได้เจอกับเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโส จึงได้ยินพวกเขาคุยนอกเรื่องกันสองสามประโยค
ตอนแรกก็เป็นเพราะเซียวซวิ่นมีนิสัยเหมือนเด็ก อยากจะถามเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสว่าวิถีทางโลกในทุกวันนี้ คนแก่ที่หากเปรียบเทียบกับคนรุ่นเยาว์ มีสักกี่คนที่ต่อสู้ได้เก่ง ยกตัวอย่างเช่นเต๋าเหล่าเอ้อของป่ายอวี้จิงที่โอ้อวดว่าตัวเองคือผู้ไร้เทียมทาน และยังมีเจิ้งจวีจงแห่งนครจักรพรรดิขาวของไพศาลที่ชื่อเสียงยิ่งใหญ่อย่างมาก
สรุปก็คือเซียวซวิ่นร่ายรายชื่อยาวเหยียด รายชื่อนี้ของนางน่าจะมีน้ำหนักสูงกว่าการประเมินของรายงานขุนเขาสายน้ำจากแต่ละฝ่ายด้วยซ้ำ
เซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสไม่ได้ต่อความยาวสาวความยืดกับคำพูดของเซียวซวิ่น คงเป็นเพราะในสายตาของเฉินชิงตูแล้วความสามารถในการต่อสู้ พลังพิฆาตสูงต่ำ ล้วนมีอยู่แค่นั้นเอง
กำแพงเมืองปราณกระบี่ที่เป็นเส้นแบ่งเขตระหว่างเปลี่ยวร้างกับไพศาล ในฐานะหัวใจหลักของนครหมื่นปีแห่งนี้ เฉินชิงตูเพียงแค่ให้ข้อสรุปแบบตอกปิดฝาโลงมาแค่สองประโยคเท่านั้น
เปลี่ยวร้างมีป๋ายเจ๋อ คือความโชคร้ายของเผ่าปีศาจ คือความโชคดีมหาศาลของโลกมนุษย์ โลกมนุษย์มีหลี่เซิ่ง คือความโชคดีของลัทธิขงจื้อ คือความโชคร้ายของอวี่เค่อ
ตอนนั้นเซียวซวิ่นนั่งอยู่บนหัวกำแพงเมือง สองมือกำผมเปียสองข้าง จ้องเป๋งไปที่เซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโส ถามว่า ”แล้วเจ้าล่ะ?”
ตอนนั้นลั่วซานก็รู้สึกแล้วว่าบรรยากาศไม่ถูกต้อง
เซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสหัวเราะร่วนลูบหัวของเซียวซวิ่น “อย่าไม่รู้จักเด็กไม่รู้จักผู้ใหญ่เช่นนี้สิ ผิดถูก ความชอบความผิดเป็นอย่างไร รอให้ข้าตายไปแล้วเจ้ายังมีชีวิตอยู่ค่อยว่ากัน”
ความนัยนอกเหนือจากประโยคนี้ของเฉินชิงตูก็เรียบง่ายมาก ไม่ได้เดายากเลยสักนิด มีความหมายอยู่สองชั้น
นี่ก็สอดคล้องกับภาพลักษณ์ของเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสที่มีอยู่ในใจของลั่วซานมาโดยตลอด แต่ไหนแต่ไรมาก็พูดจาตรงไปตรงมา ไม่ต้องให้พวกผู้ฝึกกระบี่ไปวิเคราะห์คาดเดากันเอาเอง
ตอนที่เขายังเป็นคนดูแลกำแพงเมืองปราณกระบี่ ในใจเจ้าเซียวซวิ่นมีความอัดอั้นมากเท่าไรก็จงเก็บกลั้นเอาไว้ หลังจากเขาตายไปแล้วก็ไม่อาจควบคุมใครได้อีก เจ้าอยากด่าก็ด่าได้ตามสบาย
แต่ในนี้ก็มีเงื่อนไขอยู่อย่างหนึ่ง อิ๋นกวานคนปัจจุบันของกำแพงเมืองปราณกระบี่อย่างเจ้าเซียวซวิ่นต้องมีชีวิตรอดก่อนถึงจะได้ ห้ามตายไปก่อนข้า
หรือจะพูดให้ตรงกว่านั้นหน่อยก็คือเตือนเซียวซวิ่นว่าห้ามตายด้วยน้ำมือของเขาเฉินชิงตู ไม่อาจใช้สถานะของอิ๋นกวานไปทำเรื่องผิดแผกอะไรที่ไม่สอดคล้องกับการเป็นอิ๋นกวานได้
กระทบกระเทียบ ข่มขู่ ตักเตือน? อันที่จริงล้วนไม่สำคัญ เพราะถึงอย่างไรเซียวซวิ่นก็แค่ฉีกยิ้มกว้าง นางยื่นมือไปปัดมือข้างนั้นออกเบาๆ ก็แค่ว่าตอนนั้นผลักไม่ออกก็เท่านั้น
เซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสที่เอามือวางไว้บนหัวของเด็กหญิงผมเปียแกละอยู่ตลอดทอดสายตามองไปยังเพื่อนบ้านเก่าแก่ที่ภูเขาใหญ่แสนสลี่
บางทีในสายตาของเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสที่สายตามองสูงไม่เห็นหัวใครแล้ว คนที่ต่อสู้ได้เก่งอย่างแท้จริงของโลกมนุษย์นั้นอยู่ไกลสุดขอบฟ้า ใกล้เพียงตรงหน้า
คนรุ่นเยาว์ของใต้หล้าในทุกวันนี้ก็แค่คิดว่าตัวเองรู้ว่าเฒ่าตาบอดต่อสู้ได้เก่งก็เท่านั้นเอง
ในศึกเดินขึ้นสวรรค์เมื่อหมื่นปีก่อนได้เกิดเรื่องไม่คาดฝันมากมายที่ตอนนั้นไม่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร โลกยุคหลังจึงไม่มีใครรู้ เรื่องหนึ่งในนั้นก็คือจือซือถึงกับทำลายร่างของของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไปได้นับไม่ถ้วน บุกเบิกเส้นทางขึ้นสวรรค์เส้นหนึ่งเพียงลำพัง
เซี่ยโก่วที่เป็นผู้ถวายงานอันดับรองของภูเขาลั่วพั่วทุกวันนี้ หรือควรจะเรียกว่าไป๋จิ่ง ทำไมคราวก่อนพอไปถึงภูเขาใหญ่แสนลี่ อยู่กับเฒ่าตาบอดแล้วถึงค่อนข้างเคารพกฎระเบียบ ยอมเข้าเมืองตาหลิ่วหลิ่วตาตาม?
ไป๋จิ่งผู้หยิ่งทระนงยอมทำเช่นนั้น แน่นอนว่าไม่ใช่เพียงแค่เพราะสหายจือซือมีชีวิตอยู่มานานมากพอ
ลั่วซานส่ายหน้า “ไม่รู้ร่องรอย ยากจะบอกได้ว่าเป็นหรือตาย ดูเหมือนว่ายากมากที่จะบอกได้อย่างชัดเจน”
ตู้ซานอินคือผู้ฝึกกระบี่ เขาอิจฉาอาเหลียง แล้วก็เคารพนับถือจั่วโย่วด้วยความจริงใจ พวกเขาแต่ละคน คนหนึ่งคือทายาทอริยะ อีกคนหนึ่งคือศิษย์เอกของอริยะ แต่กลับมีนิสัยในการอยู่ร่วมกับคนในสังคมแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คนหนึ่งชอบคุยโวว่าตัวเองเป็นบัณฑิต ทว่าทุกเรื่องที่ทำลงไปตอนอยู่ในกำแพงเมืองปราณกระบี่ล้วนไม่เหมือนคนเป็นบัณฑิตเลยสักนิด
อีกคนหนึ่งเงียบขรึมพูดน้อย คนแปลกหน้าอย่าได้คิดจะเข้าใกล้ แต่กลับให้ความสำคัญกับเรื่องของการศึกษาวิชาความรู้ยิ่งกว่าการฝึกกระบี่
ตู้ซานอินมาจากตระกูลยากจน มีชีวิตลำบากมาตั้งแต่เด็ก ไม่ใช่คนประเภทเดียวกันกับพวกเขา
อีกทั้งทั้งสองฝ่ายยังมีลำดับอาวุโสและอายุห่างกันด้วย
แล้วนับประสาอะไรกับที่พวกเขาต่างก็เป็นชายโสดด้วยนะ
ดังนั้นสำหรับเฉินผิงอัน ตู้ซานอินจึงยิ่งคิดไม่ตก บางทีอาจเป็นเพราะความอิจฉาในใจกระมัง
เนื่องจากถือว่าเป็นคนวัยเดียวกัน จึงอดที่จะมีใจคิดเปรียบเทียบกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ ดูเหมือนว่าพวกเขาต่างก็เป็นน้ำเน่าในคูคลอง เป็นดินโคลนเละๆ ที่ไม่มีที่พึ่ง ดังนั้นจึงต้องล้มลุกคลุกคลานหยัดยืนขึ้นมาให้ได้อยู่ในหุบเหวลึก
หลังจากนั้นโชคชะตาต่างก็ไม่แย่ ต่างคนต่างก็ได้รับโชควาสนา อาศัยอะไรเขาเฉินผิงอันถึงได้รับความโปรดปรานจากหนิงเหยา? อาศัยอะไรเขาที่ไม่ได้เป็นแม้กระทั่งผู้ฝึกกระบี่ แต่กลับสามารถเข้าไปอยู่ในคฤหาสน์หลบร้อนได้?
อาศัยอะไรทุกๆ สามวันห้าวันเขาถึงสามารถขึ้นไปบนหัวกำแพงเมือง ได้รับการชี้แนะด้านเวทกระบี่จากจั่วโย่ว แล้วยังได้พูดคุยกับเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโส? อาศัยอะไรผู้ฝึกกระบี่ในท้องถิ่นอย่างพวกเราทุกคนถึงต้องฟังการจัดวางขบวนรบจากเขา ให้เขามาตัดสินใจความเป็นความตายของพวกเรา?
ตู้ซานอินเคยไปสังหารปีศาจที่สนามรบอยู่หลายครั้ง แล้วก็เคยเกือบจะต้องตายอยู่ที่นั่น
ดังนั้นสำหรับผลลัพธ์บางอย่าง เขาจึงไม่เคยปล่อยวางได้มาโดยตลอด รู้สึกว่าเจ้าเฉินผิงอันไปฆ่าปีศาจที่สนามรบเป็นเพราะเจ้ารู้ดีว่าตัวเองไม่มีทางตาย เป็นอิ๋นกวานคนใหม่ เซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสก็ต้องลงมือช่วยเหลือเจ้า ดังนั้นเมื่อตัวไปอยู่ในสนามรบ เจ้าก็จะไม่มีความกังวลไปได้ตลอดกาล เจ้ากับผู้ฝึกกระบี่ในท้องถิ่นอย่างพวกเราทุกคนที่นึกจะตายก็ตาย ไม่เหมือนกับผู้ฝึกกระบี่จากไพศาลที่เป็นคนบ้านเดียวกับเจ้า อาศัยอะไร
นักพรตเฒ่าหยิบน้ำเต้าบรรจุเหล้าเปลือกสีขาวเป็นเงาวับลูกหนึ่งออกมาจากชายแขนเสื้อ มองไปยังโจวจื่อ ฝ่ายหลังพยักหน้า ถือว่าเป็นการยอมรับในการคาดเดาในใจของนักพรตเฒ่า
จางเจี่ยวเปิดจุกออก แหงนหน้ากระดกดื่มเหล้าที่หมักเอง หวนนึกถึงอดีตอันห่างไกลตอนที่ยังไม่เคยไปเยือนดินแดนพุทธะสุขาวดีก็เคยเดินทางท่องไปตามเกาะต่างๆ ในมณฑลแห่งหนึ่งร่วมกับคนบนเส้นทางเดียวกันคนหนึ่งที่มาจากต่างถิ่น พวกเขาเองก็เคยสร้างวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ ทั้งสองฝ่ายมีจิตแห่งมรรคาที่สอดคล้องต้องกัน เที่ยวเล่นอยู่ในโลกมนุษย์ ยามเมาลูบเคราดำดก ชักกระบี่ออกจากฝักด้วยความเดือดดาลอยู่กับเซียนเหรินแซ่หลี่…
เก็บความคิดมาแล้ว จางเจี่ยวถึงได้เอ่ยต่อไปว่า ”ก่อนหน้านี้ผินเต้าเห็นไม่ชัดเจนนักแค่เห็นไกลๆ ว่าที่ใต้หล้าเปลี่ยวร้างเหมือนมีเรือข้ามฟากลำหนึ่งที่พุ่งเข้าชนใต้หล้าไพศาลของพวกเราด้วยพลังอำนาจมหาศาล คิดดูแล้วน่าจะเป็นวิธีการชั่วร้ายที่โจวหมี่แอบจัดวางไว้อย่างลับๆ
พยายามที่จะให้ใต้หล้าสองแห่งฝังเลื่อมเข้าด้วยกัน ต้องการให้ฟ้าอำนวย ดินอวยพรและคนสามัคคีปะปนรวมกัน กลายเป็นความปั่นป่วนสับสนไร้ระเบียบ คาดว่าคงคิดจะให้หมากบางตัวฉวยโอกาสจับปลาได้น้ำขุ่นได้ง่าย
หากทำสำเร็จก็ทั้งสามารถถ่วงเวลาการสลายมรรคาของปรมาจารย์มหาปราชญ์ แล้วก็สามารถทำให้เฝยหรานเจ้าของเปลี่ยวร้างคนใหม่เป็นเฒ่าประมงที่ได้ประโยชน์ แอบมาแบ่งน้ำแกงถ้วยหนึ่งไปจากใต้หล้าไพศาล
หากทำไม่สำเร็จก็อาศัยสิ่งนี้มาลดทอนตบะของหลี่เซิ่ง ทำให้หลี่เซิ่งไม่อาจปลดปล่อยฝีมือได้อย่างเต็มที่ ไม่อาจไปถ่วงรั้งป๋ายเจ๋อที่เปลี่ยวร้างซึ่งพลังตบะเพิ่มพูนมากขึ้นในทุกวัน
ถ้าอย่างนั้นการระดมกำลังอย่างใหญ่โตของเหล่าปีศาจใหญ่แห่งเปลี่ยวร้างมากักล้อมอาเหลียงและจั่วโย่วเอาไว้ก็สามารถเข้าใจได้ง่ายแล้ว
นั่นก็คือกุญแจสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนทิศทางการโคจรของเส้นทางซิงเต้าใต้หล้าเปลี่ยวร้าง เพื่อที่จะให้ปราณกระบี่ที่เปี่ยมล้นของผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตสิบสี่สองคนเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนอันแข็งแกร่งที่ช่วยผลักดันเรือกลวงที่ลอยอยู่กลางอากาศอย่างเปลี่ยวร้างลำนี้”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!