บทที่ 1130.2 ยี่สิบคนกับเหล่าตัวสำรอง (สิบ)
ใบหน้าของลู่ซวีเต็มไปด้วยความตกตะลึง ”เรือสองลำชนกัน? ความเคลื่อนไหวรุนแรงขนาดนี้ทำไมพวกเราถึงสัมผัสไม่ได้เลยสักนิด?”
จางเจี่ยวชี้ไปที่ฟ้า ยิ้มเอ่ยว่า “คนบนโลกล้วนรู้ว่าโจวจื่อพูดถึงฟ้า สกุลลู่พูดถึงดิน แต่หากผินเต้าจำไม่ผิดล่ะก็ นอกจากที่ตระกูลสกุลลู่จะมีหอซือเทียนแล้ว ยังสามารถร่วมมือกับหน่วยจือหลันที่รับผิดชอบตรวจสอบสภาพพื้นดินได้อีกด้วย นอกจากนี้สหายหวงอวี่ก็ยังเป็นคนที่มีสิทธิ์ตัดสินใจในกลุ่มของเหล่าเฉินซือแห่งกองหอสวรรค์ไม่ใช่หรือ?”
เห็นได้ชัดว่านักพรตเฒ่าสาดเกลือลงบนบาดแผลของลู่ซวี
เพราะหอสวรรค์ที่ตระกูลสกุลลู่ใช้ทำนายภาพเหตุการณ์บนท้องฟ้าได้พังถล่มลงมาแล้ว
ลู่ซวียิ้มขลาด ไม่กล้าโต้เถียงนักพรตเฒ่าผู้นี้แม้แต่ครึ่งคำ
ไม่ใช่ว่าผู้ฝึกตนขอบเขตสิบสี่ที่นั่งกันอยู่ที่นี่วันนี้มีค่อนข้างเยอะแล้วจะไม่เห็นขอบเขตสิบสี่อยู่ในสายตา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งลู่ซวียังรู้เรื่องลับบนยอดเขาเรื่องหนึ่ง สิบสี่เก่าของใต้หล้ามืดสลัวไม่ได้มีกฎระเบียบเหมือนไพศาลบ้านตน มักจะมีคนลงมือขัดขวางการ “เลื่อนขั้นของคนในรุ่นเดียวกัน” อยู่เสมอ
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ป่ายอวี้จิงไม่ได้ควบคุมในทุกครั้ง เคยมีผู้ฝึกตนใหญ่คนหนึ่งที่เดินครึ่งก้าวเข้าไปในขอบเขตสิบสี่แล้ว ผลคือกลับต้องขอบเขตถดถอยมาเป็นเซียนเหริน เขาเจ็บแค้นอย่างลึกที่สุด ถึงกับไปลั่นกลองสวรรค์ฟ้องเจ้าลัทธิท่านหนึ่งของป่ายอวี้จิง หวังทวงความยุติธรรม น่าเสียดายที่ผลลัพธ์ก็คือไม่มีผลลัพธ์
ลู่เฉินที่รับผิดชอบกิจธุระของใต้หล้าเป็นเวลาหนึ่งร้อยปีไม่สนใจอะไรเลยสักนิด
เดิมเถียนหว่านอยากพูดเยาะเย้ยซ้ำเติมอีกฝ่ายสักสองสามประโยค แต่กลับเห็นว่าศิษย์พี่เหลือบตามามองตน นางจึงรีบกลืนคำพูดที่มารออยู่ตรงปากกลับลงท้องไปทันที
นักพรตเฒ่าลูบหนวดยิ้มเอ่ย “สหายลู่เฉินคู่ควรกับคำเรียกขานที่ว่ามีพรสวรรค์และฉลาดหลักแหลมแต่เยาว์วัยจริงๆ”
เมื่อหลายปีก่อนเคยได้เห็นลู่เฉินใช้รูปลักษณ์ของจิตหยินเดินทางไปเที่ยวเยือนดินแดนพุทธะสุขาวดีอย่างลับๆ
ลู่เฉินเจ้าประมุขตระกูลสกุลลู่ที่มีฉายาว่า “เทียนเปียน” รับหน้าที่ดูแลสายการสืบทอดที่สำคัญที่สุดของตระกูลอย่างสายผู้พิศฟ้า
แม้ว่าลู่ซวีจะมียศของผู้นำเฉินซือแห่งกองหอสวรรค์ แต่อันที่จริงกลับไม่ได้มีอำนาจที่แท้จริง
จากคำกล่าวของสหายเซียนฉา เจ้ามีฉายาทางการฝึกตนว่าหวงอวี่ แต่กลับชื่อ “ลู่ซวี” ฟ้าลวงดินจริง ตั้งชื่อได้ไม่ดีก็ต้องโทษที่ตอนพ่อแม่เจ้าให้กำเนิดเจ้าไม่ได้เปิดพจนานุกรมให้ดี
ดูอย่างลู่จ่ายที่มีฉายาว่า ”ต้าจวี่” ซึ่งมีความหมายถึงแผ่นดินเหมือนกันนั่นสิ ความหมายของชื่อคือแผ่นดินที่รองรับหมื่นสรรพสิ่ง แบบนี้ก็ดีมากแล้ว ดังนั้นนางเป็นผู้ดูแลสายขุนนางที่ดินก็ถือว่าถูกต้องชอบธรรมแล้ว
หากไม่เป็นเพราะเห็นแก่ที่กู้ชิงซงคือลูกศิษย์ใหญ่ที่ไม่ได้รับการบันทึกชื่อของลู่เฉิน ลู่ซวีก็คงจะต้องถกเถียงกับไอ้หมอนี่ให้ดีๆ สักครั้งให้จงได้
ภายหลังกู้ชิงซงยังทิ้งอีกประโยคหนึ่งไว้ว่า เจ้าคนนี้ใจกว้างไม่พอ คิดดูแล้วไปจุดธูปไหว้บรรพบุรุษที่ศาลบรรพชนก็น่าจะไม่ได้ผล อาจารย์ของเจ้าต้องไม่มีทางสนใจเจ้าแน่นอน
บรรพบุรุษผู้ก่อตั้งตระกูลสกุลลู่สายของพวกเขาคือไท่ปู่หนึ่งในหกขุนนางของศาลบุ๋นลัทธิขงจื้อ รับผิดชอบรักษาคัมภีร์เต๋าที่ถูกขนานนามว่าเป็นบรรพบุรุษของหมื่นคัมภีร์เล่มนั้น
ตำราเล่มนี้เล่าลือกันว่าเป็นความรู้ความเข้าใจจากการฝึกตนของนักพรตบางท่านในยุคบรรพกาล
อาศัยสิ่งนี้มาอนุมานคัมภีร์เสริมอีกสองเล่ม เล่มหนึ่งคือ ”ตำราฟ้า” ถูกเก็บไว้ในหอหลินไถของสวนกงเต๋อศาลบุ๋น ว่ากันว่าจิงเซิงซีผิงก็เกิดขึ้นมาจากการจำแลงมหามรรคาของตำราเล่มนี้ คำว่ามีหน้าที่เฝ้าดูก็เป็นแค่ข้ออ้างเท่านั้น
ส่วน ‘ตำราดิน” อีกเล่มก็อยู่ในการดูแลของหน่วยจือหลันสกุลลู่ ผ่านเวลายาวนานหลายปี อาศัยการอนุมานด้วยความเพียรพยายามอย่างสุดกำลังจากบรรพจารย์รุ่นแล้วรุ่นเล่าของสกุลลู่ก็ได้พัฒนาการออกมาเป็นบทคันฉ่องดิน เป็นการบุกเบิกโฉมหน้าใหม่ วัตถุประสงค์นั้นต่างจากทฤษฎีธาตุทั้งห้าเกื้อกูลและขัดแย้งซึ่งกันและกันของโจวจื่อ
เล่าลือกันว่าตอนที่ลู่เฉินอายุยังน้อยเคยอ่านไปรอบหนึ่ง ตอนที่ปิดตำราลงก็น้ำตาไหลนองเต็มใบหน้าโดยที่ไม่รู้ตัว ทอดถอนใจว่าสิ่งหนึ่งมีขอบเขต สิ่งหนึ่งไร้ขอบเขต
ก็เหมือนอย่างนักพรตจางเจี่ยวที่เคยได้เจอกับภิกษุเฒ่าธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่ชำนาญการฝึกตนหลอมลมปราณในใต้หล้าบงกช เดินเท้าท่องไปตามภูเขาสายน้ำหมื่นลี้เป็นเวลาห้าสิบปี ช่วยเหลือสรรพสัตว์ตามยถากรรมไปตลอดทาง
ก่อนจะจากไปได้หวนกลับไปที่วัดเล็ก ขึ้นนั่งบนธรรมาสน์แสดงธรรมต่อภิกษุเจ็ดแปดรูป สุดท้ายภิกษุเฒ่ามองไปรอบด้านด้วยสีหน้าเศร้าระทม น้ำตาไหลอาบนองใบหน้าแก่ๆ สะอึกสะอื้นเอ่ยคำว่า ”สรรพชีวิตล้วนยากลำบาก” แล้วก็หลับตาลงละสังขารในท่านั่ง
บุคคลผู้บ้าบิ่นและเด็ดเดี่ยวขึ้นเกวียนร้องไห้ในยามพลัดพรากหรือเจอเส้นทางตัน คิดดูแล้วทั้งสามสิ่งล้วนมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน
มนุษย์ธรรมดายากมากที่จะเข้าใจอารมณ์นี้
หากใช้การฝ่าทะลุขอบเขตในแต่ละขั้นของผู้ฝึกบำเพ็ญตนมาเปรียบเปรยเป็นดอกไม้ที่เบ่งบานหนึ่งกลีบ ถ้าอย่างนั้นหมื่นปีในอนาคตก็ถูกลิขิตมาแล้วว่าจะต้องมีดอกไม้เบ่งบานนับไม่ถ้วน
มีเพียงขอบเขตสิบห้าใหม่ล่าสุดเท่านั้น ดอกไม้ดอกนี้จะตกลงในบ้านของใคร กลับเป็นสิ่งที่ผู้ฝึกตนบนภูเขาและมนุษย์ธรรมดา สรรพสิ่งที่มีสติปัญญาทั้งหมด ใครก็มิอาจเมินเฉยอ้อมผ่านไปได้โดยไม่มีข้อยกเว้น
เพราะถึงอย่างไรความชื่นชอบความรังเกียจส่วนตัวของบุคคลผู้นี้จะเป็นตัวตัดสินสถานการณ์ของใต้หล้า เบื้องบนชอบอย่างไร เบื้องล่างก็มักจะปฏิบัติตาม
หลิวโจ้วบรรพบุรุษบุกเบิกสำนักอวี่หลงถามว่า ”เป็นไปได้หรือไม่ว่าจะเป็นเจ้าลัทธิใหญ่ของป่ายอวี้จิงที่หายตัวไปนานหลายปี?”
ซ่งหงบรรพบุรุษเปิดภูเขาของต้าหลงชิวยิ้มเอ่ย “ก็ไม่ถือว่า “หลายปี” กระมัง”
จางเจี่ยวพยักหน้า ”คิดเต็มๆ ดูแล้วก็ไม่เกินสองร้อยปี”
ก็เหมือนอย่างที่เหวยเซ่อกล่าว ขอบเขตสิบสี่ในตอนนี้กับขอบเขตบินทะยานเมื่อก่อนต่างกันไม่มากนัก
บรรพจารย์สามลัทธิเลือกที่จะสลายมรรคา โชควาสนาแห่งมรรคากถาพร่างพรมลงมาเหมือนฝนตก
เพียงแต่ว่าใบชา ”ก่อนฝนตก’ รสชาติมักจะดีกว่าเสมอ
โจวจื่อพยักหน้า ”พูดได้แค่ว่าความเป็นไปได้สูงมาก แต่ตัวแปรก็มีไม่น้อยเช่นกัน”
การเดินทางไปเยือนใต้หล้ามืดสลัวในครั้งนี้ก็เพื่อทดลองสืบย้อนไปถึงต้นกำเนิด
และการที่ไปตั้งแผงขายของอยู่ในเมืองเล็กของถ้ำสวรรค์หลีจูก็เพราะโจวจื่อกำลังรอดูการเปลี่ยนแปลงอยู่เงียบๆ
ในที่สุดเซี่ยสือจีก็เปิดปากพูด ถามว่า ”คือศิษย์หลานเจิ้งหรือ?”
เกรงว่านอกจากตัวนางเองแล้ว สมาชิกในการประชุมส่วนใหญ่ที่ได้ยินคำเรียกขานนี้คงจะรู้สึกแปลกๆ กันทุกคน
ก็เหมือนอย่างหลิวเต้าฉุนที่ชอบสวมชุดเต๋าสีชมพูเดินอาดๆ อวดคนไปทั่วที่มักจะชักนำให้เกิดคำวิพากษ์วิจารณ์เสมอ เขามีความสามารถใดถึงสามารถนับเฉินชิงหลิวเป็นอาจารย์ เรียกเจิ้งจวีจงว่าศิษย์พี่ได้?
แล้วนับประสาอะไรกับที่เจิ้งจวีจงยังเป็นศิษย์หลานของเซี่ยสือจีด้วย
โจวจื่อกล่าว ”บอกได้ยาก”
ในเมื่อปรมาจารย์มหาปราชญ์และมรรคาจารย์เต๋าต่างก็เคยไปเยือนนครจักรพรรดิขาว ก็ถือว่าเป็นการยอมรับทางเลือกบางเส้นที่เจิ้งจวีจงเลือกแล้วใช่หรือไม่?
จางเจี่ยวใช้เสียงในใจถาม ”ลู่เฉินจะสามารถผสานมรรคาได้หรือไม่?”
โจวจื่อตอบ “ขอแค่ภายในหนึ่งปี มีอยู่หลายวันที่สองเท้าของข้าเดินไปบนพื้นดิน เขาก็ถูกลิขิตมาแล้วว่าจะมิอาจผสานมรรคาได้”
ด้วยคุณสมบัติของลู่เฉิน ต่อให้เขาจะโดดเด่นแค่ไหน คิดอยากจะปิดด่านสำเร็จก็ยังไม่อาจทำได้ภายในปีสองปี
กว่าจะคว้าโอกาสไว้ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย รอกระทั่งโจวจื่อที่พูดถึงฟ้า ไม่สัมผัสดิน ลู่เฉินก็จะปิดด่านทันที แต่รอกระทั่งโจวจื่อ ”เหยียบลงบนดิน” ก็ต้องถูกบีบให้ออกจากด่านแล้ว
ด้วยนิสัยแข็งกร้าวที่ทำอะไรรวดเร็วฉับไวของอวี่โต้วแล้ว ป่ายอวี้จิงกับมณฑลทั้งหลาย ขอแค่เกิดข้อพิพาทใดๆ ขึ้นมาก็จะไม่เหลือพื้นที่ให้ย้อนกลับอีกแล้ว
นักพรตเฒ่าเอ่ยด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อน ”บอกตามตรง เวลาผ่านมานานหลายปี ผินเต้าก็ยังคงกลัวเขาอยู่ดี”
ออกจากใต้หล้ามืดสลัวมานานหลายปีขนาดนี้ ทุกครั้งที่นึกถึงอวี่โต้ว ขอบเขตสิบสี่เก่าคนหนึ่งกลับยังหวาดผวาไม่คลาย นี่แสดงให้เห็นว่าอวี่โต้วสะสมบารมีความน่าเกรงขามไว้ลึกล้ำแค่ไหน
โจวจื่อกล่าว ”ซื่อตรงโปร่งใส ผู้ที่ไร้ใจเห็นแก่ตัวย่อมมีบารมีมากที่สุด”
นักพรตเฒ่ามีสีหน้าเศร้าระทม พึมพำว่า ”คิดไปคิดมาก็ยังรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ทำผิดนี่นา”
ตนก็ฝืนใจ จำต้องทำตามกฎระเบียบที่อวี่โต้วเป็นผู้กำหนด กฎหมายไม่อ่อนข้อให้ความรู้สึก ถ้าอย่างนั้นตนทำผิดพลาดตรงไหนกันแน่?
โจวจื่อเอ่ยถ้อยคำสองอย่างที่ค่อนข้างจะลี้ลับ ”ใจฟ้าสัมผัสพื้น แน่นอนว่าต้องเกิดการเปลี่ยนแปลง อวี่โต้วยอมรับว่าทุกคนล้วนมีเหตุผล”
ก็เหมือนที่ยังมีคนบางคนที่เชื่อว่าทุกคนต่างก็สามารถแก้ไขความผิดมุ่งหน้าเข้าหาความดีได้
โจวจื่อไม่คิดจะเล่นงานใครเป็นพิเศษ แต่เขาจะมองทางแยกทั้งหลายบนวิถีทางโลกอยู่ไกลๆ
ลู่ซวีถามหยั่งเชิง ”ใช่เจ้าลัทธิลู่หรือไม่?”
เพราะถึงอย่างไรลู่เฉินก็เป็นบรรพบุรุษบ้านตน
ต่อให้ลู่เฉินจะดูแคลนศิษย์ลูกศิษย์หลานอย่างพวกเขา ไม่ว่าศาลบรรพชนสกุลลู่จะจุดธูปเซ่นไหว้บรรพบุรุษอย่างไร ในประวัติศาสตร์ก็ไม่เคยมีกรณีที่อัญเชิญเทพมาได้สำเร็จ
มีอยู่หลายครั้งที่เจอกับด่านยากที่ลำบากจนพูดไม่ออก ก็ล้วนเป็นตระกูลสกุลลู่เองที่ต้องอดทนข้ามผ่านไปให้ได้ด้วยตัวเอง ทว่าต่อให้เป็นเช่นนี้ ดอกไม้ที่บานในกำแพงแต่ส่งกลิ่นหอมไปนอกกำแพง มีบรรพบุรุษที่เป็นเจ้าลัทธิอยู่ในป่ายอวี้จิง ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องร้าย ก็เหมือนอย่างที่เจ้าชาติสุนัขบางคนพูดไว้ ในศาลบรรพชนของพวกเจ้าแขวนภาพเหมือนของบรรพบุรุษเอาไว้เช่นนี้ ต่อให้จะใช้ไม่ได้ผล แต่อย่างน้อยที่สุดก็น่ามองนะ
เจ้าหมอนั่นพูดอย่างน่าเชื่อถือ สีหน้าจริงใจว่า ”แม่นางลู่ คำพูดหยาบแต่หลักการเหตุผลไม่หยาบ ใช่ไหม?”
ตอนนั้นลู่จ่ายสีหน้าเย็นชาราวน้ำค้างแข็ง จับวิญญูชนบนขื่อคานผู้นั้นได้อย่างจัง นางยื่นมือออกไป เอ่ยว่า “นี่ไม่ใช่เหตุผลที่เจ้าจะเปลี่ยนภาพแขวนบรรพบุรุษเป็นภาพของเจ้าเองได้ เอาภาพแขวนอันเก่าคืนมาเดี๋ยวนี้! ข้าจะเอาไปวางกลับไว้ที่เดิมในศาลบรรพชน!”
การกระทำที่ไม่ใช่คนประเภทนี้ก็มีแต่เขาเท่านั้นที่ทำออกมาได้
ครั้งนั้นแอบมาเยือนตระกูลสกุลลู่ อาเหลียงก็อยากจะไปเรียกเผยหมินแห่งเวทกระบี่ที่เป็นชิงเค่ออยู่ในสกุลลู่มาประลองฝีมือกันดูสักหน่อย หาไม่แล้วโลกภายนอกเอาแต่พูดถึงชัยชนะของเขา มีแต่น้ำทั้งนั้น
การที่ปีนกำแพงเข้าไป ไม่ได้ยื่นเทียบเดินเข้าไปในประตูหน้า ก็เพราะหลีกเลี่ยงไม่ให้สกุลลู่ที่เลื่อมใสในชื่อเสียงอันยิ่งใหญ่ของตนมานานกระตือรือร้นมารับรองแขกกันมากเกินไป ส่วนในศาลบรรพชนสกุลลู่ ก็แค่คือโอกาสเดินผ่านไปรอบหนึ่งเท่านั้น
โจวจื่อหัวเราะ “เจ้าลัทธิลู่ไม่อาจฝ่าด่านใจ เข้าใจตัวเองอย่างกระจ่างชัดได้ง่ายขนาดนั้น”
คิดจะเข้าใจตัวเองอย่างชัดเจนก็ต้องมีกระจกหนึ่งบาน มีพิกัดหนึ่งตำแหน่ง นี่ก็ยากมากแล้ว
ลั่วซานยิ้มถาม “คือหนิงเหยาหรือ?”
ขนาดตู้ซานอินนางยังรู้สึกสนิทสนม แล้วนับประสาอะไรกับหนิงเหยาที่นางมองเป็นเหมือนผู้เยาว์ในครอบครัวของตัวเองจริงๆ
ต่อให้จะเป็นเฉินผิงอันและผู้ฝึกกระบี่สายอิ๋นกวานใหม่ ลั่วซานก็รู้สึกจากใจจริงว่าคนหนุ่มสาวเหล่านั้นทำได้ดีมาก ทำได้ยอดเยี่ยมกว่าคนแก่อย่างพวกเขาเสียอีก
โจวจื่อไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ส่ายหน้า

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!