บทที่ 1130.3 ยี่สิบคนกับเหล่าตัวสำรอง (สิบ)
ต้วนซิงเฉินขมวดคิ้วถาม “คงไม่ใช่ว่าจะเป็นเฝยหรานหรอกนะ?”
หนิงเหยากับเฝยหราน ผู้ฝึกกระบี่รุ่นเยาว์สองคนนี้ต่างก็เป็นบุคคลอันดับหนึ่งสมชื่ออย่างแท้จริง
ตามหลักแล้วพวกเขามีโอกาสมากจริงๆ ได้เปรียบยิ่งกว่าใครทั้งนั้น
เซียนเหรินชงเซียนถามเสียงหนัก ”ผู้ฝึกกระบี่เฝยหรานกลายเป็นผู้ครองเปลี่ยวร้างคือลางบอกเหตุอย่างหนึ่งใช่หรือไม่? ถือเป็นการวางแผนระยะยาวอย่างหนึ่งของโจวหมี่?”
หากเป็นเช่นนี้จริง วันนี้พวกเขาก็ควรวางแผนกันแต่เนิ่นๆ แล้วหรือไม่?
ได้ยินมาว่าเฝยหรานคือตัวประหลาดของเผ่าปีศาจ เขาชื่นชมเลื่อมใสในวิชาความรู้ของหลี่เซิ่งอย่างยิ่ง
โจวจื่อกล่าวอย่างเรียบเฉยว่า ”ข้าเคยเจอเฝยหรานมานานแล้ว เขาไม่ได้มีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงฟ้าดิน อย่างมากก็แค่มีความคิดที่จะซ่อมแซมและแก้ไขให้สมบูรณ์แบบเท่านั้น”
ทว่าเหวยเซ่อกลับไม่กล้าปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปง่ายๆ ซักถามว่า “ถึงอย่างไรเวลาก็ผ่านมาแล้ว ขอบเขตต่างกัน สถานะมีการเปลี่ยนแปลง เฝยหรานจะไม่เปลี่ยนใจเลยหรือ?”
โจวจื่อเหมือนจะตอบไม่ตรงคำถาม ”เจ้าวางใจได้เลย เฝยหรานต้องไม่ใช่ร่างแยกของโจวหมี่แน่นอน หาไม่แล้วเฝยหรานก็ไม่มีทางผูกสมัครเป็นคู่บำเพ็ญเพียรกับกุยเค่อได้”
เหวยเซ่อคลี่ยิ้ม แล้วก็ไม่ได้เอ่ยอะไรอีก
อวิ่นเหมี่ยวฟังด้วยความอกสั่นขวัญผวา การประชุมในอดีต ดูเหมือนว่าจะไม่คุยเรื่องพวกนี้นี่นา
ทำไมฟังจากน้ำเสียงของพวกโจวจื่อแล้ว ดูเหมือนว่าขอแค่เฝยหรานมีความคิดเช่นนี้ วันนี้ก็จะเสนอแผนการ พรุ่งนี้ก็จะลงมือกับเฝยหรานทันทีเลยล่ะ?
เหวยเซ่อกล่าว “ต้องระวังอู๋หมิงซือของเปลี่ยวร้าง”
โจวจื่อพยักหน้า ”เขาอำพรางตัวอย่างลึกล้ำจริงๆ ป๋ายเจ๋อจะปลุกคนผู้นี้ให้ตื่นขึ้นมาหรือไม่ ก่อนหน้านี้คาดว่าก็น่าจะมีความลังเลใจอยู่เหมือนกัน”
ตู้ซานอินพลันถามว่า ”ได้ยินมาว่าบรรพจารย์สามลัทธิเดินทางไปเยือนใต้หล้าแห่งอื่นคล้ายกับเป็นการแวะเวียนไปเยี่ยมกันตามบ้าน จะถูก ”ปณิธานฟ้าและปราณดิน” ของบ้านอื่นสยบกำราบไว้ค่อนข้างมาก ดังนั้นในระดับใหญ่แล้วจึงต้องเข้าเมืองตาหลิ่วหลิ่วตาตาม คอยปฏิบัติตามกฎของผู้อื่นอย่างระมัดระวัง
หาไม่แล้วขอบเขตสิบห้าสองคน ต่อให้ไม่ได้เจอหน้ากัน ปราณแห่งมรรคาก็จะยังกระทบกันได้อยู่ดี จะถูกบีบให้เกิดการช่วงชิงบนมหามรรคา มีเพียงใต้หล้าเปลี่ยวร้างเท่านั้นที่แตกต่างจากที่อื่น รากฐานมหามรรคาไม่เหมือนกับสามลัทธิเลย
ถ้าอย่างนั้นข้าสามารถเข้าใจได้หรือไม่ว่า หากมีผู้หลอมลมปราณของเปลี่ยวร้างเลื่อนเป็นขอบเขตสิบห้าได้ก่อน ใต้หล้าทั้งหลายในโลกมนุษย์ก็จะผสานรวมกัน? ไม่ว่าใครก็ขัดขวางไม่ได้?”
โจวจื่อพยักหน้า ”สามารถพูดแบบนี้ได้”
จางเจี่ยวลูบหนวดยิ้ม หรี่ตาถาม “ช่างเป็นความรู้ที่กว้างขวางนัก ลูกชายบ้านไหนกัน?”
เหวยเซ่อยิ้มอธิบาย “เขาคือลูกศิษย์ผู้สืบทอดของผู้ฝึกกระบี่หาวซู่ สิงกวานรุ่นก่อนของกำแพงเมืองปราณกระบี่”
จางเจี่ยวพยักหน้า “ชื่อเสียงยิ่งใหญ่ของหาวซู่ ผินเต้าอยู่ที่ดินแดนพุทธะสุขาวดีก็ยังเคยได้ยินมาก่อน”
บรรพจารย์สามลัทธิผสานมรรคาอยู่ในใต้หล้าของตัวเอง ทว่าหมื่นปีที่ผ่านมาแทบไม่เคยเผยหน้าอยู่ในบ้านของตัวเอง แน่นอนว่ายิ่งไม่มีทางแวะเวียนไปเยี่ยมหากัน
นี่ก็เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ใต้หล้าถูกชักนำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
ยกตัวอย่างเช่นมรรคาจารย์เต๋า ดูเหมือนว่าจะเปิดเผยร่องรอยใช้รูปลักษณ์ของนักพรตเด็กหนุ่มขี่วัวดำ เดินทางไปเยือนแค่ใต้หล้าเปลี่ยวร้างแห่งเดียวเท่านั้น
ในสายตาของผู้ฝึกตนใหญ่บางคนของโลกยุคหลังแล้ว การกระทำเช่นนี้ของมรรคาจารย์เต๋าค่อนข้างจะรังแกคนอื่น
แล้วก็เพราะเหตุนี้ สามใต้หล้าที่มีขงจื้อ พุทธ เต๋าอยู่ถึงได้ปลอดภัยไร้ปัญหา สามารถรักษาสภาวะที่เพื่อนบ้านปรองดองกันในภาพรวมได้
หากมองใต้หล้าสี่แห่งเป็นสี่ครอบครัว ถ้าอย่างนั้นแต่ละครอบครัวก็มีขนบธรรมเนียมของตัวเอง
ใต้หล้าไพศาลเลื่อมใสลัทธิขงจื้อ แต่ศาลบุ๋นกลับไม่ได้ปลดร้อยสำนักทิ้ง แต่ก็กลัวว่าบนเส้นทางจะมีแต่นักปราชญ์คร่ำครึเคร่งศีลธรรมจอมปลอมที่คิดว่าตัวเองไม่มีใจเห็นแก่ตัวยึดครองแก่นสำคัญไว้คนเดียว ชอบใช้เหตุผลฆ่าคนกับทุกเรื่องราว ถามใจตัวเองแล้วไม่ละอาย เข้มงวดกับใต้หล้า
กลัวว่ากฎระเบียบจะคร่ำครึเกินไป ทำให้ทุกคนขยับเขยื้อนไม่ได้ ดังนั้นหากไม่ถึงที่สุดจริงๆ หลี่เซิ่งจะไม่มีทางข้ามก้าวนั้นออกไปเด็ดขาด สภาพการณ์ของเขาก็น่าจะคล้ายคลึงกับป๋ายเจ๋อ
มิน่าเล่าพวกเขาถึงเป็นเพื่อนรักกัน
ทางฝั่งของใต้หล้ามืดสลัว เพราะพิถีพิถันในเรื่องหยินหยางส่งเสริมกันและกัน เป็นเหตุให้ผู้ฝึกตนใหญ่หญิงที่ยืนอยู่บนยอดเขามีจำนวนมากที่สุด
มรรคาจารย์เต๋าวางตัวอยู่เหนือเรื่องราว เลือกให้ลูกศิษย์เจ้าลัทธิทั้งสามคนผลัดกันดูแลใต้หล้าหนึ่งร้อยปี ก็คือการเลือกที่เป็นดั่งคำกล่าวว่าน้ำไหลไม่เน่าเสีย บานพับประตูที่ขยับหมุนอยู่เสมอ ย่อมไม่ถูกมอดกัดกิน
โลกมนุษย์เคยมีหายนะแห่งฟ้าดินที่เปี่ยมล้นไปด้วยปัจจัยที่เปลี่ยนผันได้อยู่สามครั้ง
หนึ่งคือบรรพบุรุษใหญ่แห่งเปลี่ยวร้างแอบหล่อหลอมหอบินทะยานแห่งหนึ่งให้กลายเป็นภูเขาทัวเยว่ พยายามที่จะเชื่อมโยงแผ่นดินกับสรวงสวรรค์เข้าด้วยกันอีกครั้ง ทำไปตามลำดับขั้นตอน เชื่อมโยงกับโลกมืด ช่วยผู้ฝึกลมปราณเผ่าปีศาจกับวิญญาณวีรบุรุษบางส่วนที่รบตายไปในศึกเดินขึ้นสวรรค์ รับพวกเขามาเป็นลูกน้องใต้อาณัติ จากนั้นสร้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา สร้างสรวงสวรรค์ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
สองคือปีศาจใหญ่ชูชิงสร้างตำหนักอิงหลิง ชี้นำเส้นทางเส้นหนึ่งที่สุดโต่งยิ่งกว่า อีกทั้งยังสามารถก้าวเดินไปได้จริงให้กับใต้หล้าเปลี่ยวร้าง ลดทอนสรรพชีวิตให้อ่อนกำลังลงแต่สร้างความแข็งแกร่งให้กับปีศาจใหญ่เพียงหยิบมือ
หายนะครั้งสุดท้าย แน่นอนว่าคือเจี่ยเซิงแห่งไพศาลที่ผิดหวังอย่างถึงที่สุดกลายไปเป็นมหาสมุทรความรู้โจวหมี่แห่งใต้หล้าเปลี่ยวร้าง แอบกินปีศาจใหญ่ไปกลุ่มหนึ่ง ทำให้ใต้หล้าผ่ายผอม เพื่อขุนตัวเองให้อ้วนพี
ในเมื่อไม่อาจฮุบกลืนไพศาลได้ในคราวเดียว โจวหมี่ที่อาศัยโอกาสกินแล้วกินอีกได้แต่เดินขึ้นสวรรค์จากไป เปลี่ยนสนามรบแห่งใหม่
นี่ได้สร้างภัยแฝงมหาศาลไว้ให้กับใต้หล้าเปลี่ยวร้าง หากไม่เป็นเพราะป๋ายเจ๋อหวนกลับมายังเปลี่ยวร้าง ปลุกปีศาจใหญ่บรรพกาลที่นอนหลับไปนานหมื่นปีกลุ่มนั้นให้ตื่นขึ้นมา บวกกับที่วิธีการผสานมรรคาที่แปลกประหลาดของตัวป๋ายเจ๋อเอง ทำให้ผู้ฝึกตนขอบเขตสิบสี่ทุกคนต้องหวาดกลัวเขาเป็นทบทวี
ถ้าอย่างนั้นในเปลี่ยวร้างใหม่ เนื่องจากขาดกองกำลังการสู้รบชั้นสูง ก็จะทำให้การบุกโจมตีเปลี่ยวร้างของไพศาลเปลี่ยนมาเป็นบุกไปที่ใดที่นั่นก็พังราบเป็นหน้ากลอง แพ้ชนะไม่มีอะไรให้ต้องลุ้น
หายนะครั้งแรก เป็นผู้ฝึกกระบี่สามคนที่ช่วยคลี่คลาย
ครั้งที่สอง มรรคาจารย์เต๋าออกหน้าด้วยตัวเอง สยบกำราบด้วยมือเดียว
ดังนั้นจึงเลี่ยงไม่ได้ที่บนภูเขาในรุ่นหลังจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ไม่ลึกซึ้งนัก
ครั้งที่สามนั้นทำให้ทั้งสองใต้หล้าต่างก็ต้องเจ็บปวด
หวนนึกถึงอดีต ผู้ฝึกกระบี่สามคนจับมือกันออกไปจากกำแพงเมืองปราณกระบี่ มุ่งหน้าไปยังภูเขาทัวเยว่
มีคนถามว่า ”ในเมื่อมีความไม่พอใจมากขนาดนี้ ทำไมถึงยังยอมตามมา?”

VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!