เด็กหนุ่มของเมืองหลวงบางคนที่ใจกล้าหน่อยจะมาตกปลาตอนกลางคืนที่นี่ ห่างไปไม่ไกลก็คือเรือประดับสีสันงดงามที่มีกลิ่นหอมของเครื่องประทินโฉมลอยโชยมา เสียงชนจอกสุราคละเคล้าเสียงสรวลเสเฮฮา เจ้าบ้านส่วนใหญ่คือผู้สูงศักดิ์ที่มีอำนาจของล่างภูเขาที่มาจัดงานเลี้ยงเชื้อเชิญเซียนซือบนภูเขา ที่ชื่นชมคือแสงจันทร์ ที่พูดคุยคือการแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์ ที่ดื่มเข้าไปคือเงินทอง บนโต๊ะสุราเรียกขานกันเป็นพี่น้อง ทั้งสองฝ่ายต่างก็แซ่เฉียน (เงิน)
พวกเด็กหนุ่มที่อยู่ริมน้ำกระซิบกระซาบกันเสียงเบา บอกว่าเรือประดับตกแต่งสีสันงดงามที่สามารถมาทำการค้าที่นี่ได้พวกนั้นเป็นของเชื้อพระวงศ์ท่านใด เป็นของคุณชายที่มีตราขุนนางของกรมใดบ้าง บางครั้งพวกเด็กหนุ่มก็จะเห็นสตรีเดินโซซัดโซเซมาที่ข้างรั้วเรือ หยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดมุมปาก จัดแต่งเครื่องสำอางให้เรียบร้อย นางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ไม่ได้เอาผ้าเช็ดหน้าสอดไปไว้ในชายแขนเสื้อ เลือกที่จะทิ้งมันไปแล้วรีบร้อนกลับไปยังจุดที่แสงโคมแดงพร่างพราวอวลกลิ่นสุรา
ทุกวันนี้ทั่วทั้งราชสำนักต่างก็รู้ว่าเจ้าของเรือข้ามฟากถงอินคือจวนเซียนอักษรจงแห่งหนึ่ง บวกกับที่ทางราชสำนักมีคำสั่งห้ามอย่างเข้มงวด ไม่อนุญาตให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าใกล้เรือถงอินรบกวนการฝึกตนอย่างสงบของพวกเขียนกระบี่ ดังนั้นน่านน้ำที่อยู่ใกล้กับเรือข้ามฟากถงอินจึงค่อนข้างเงียบสงบ บางครั้งมีเรือเล็กขยับเข้าใกล้ที่แห่งนี้ เพียงไม่นานก็จะมีผู้ฝึกยุทธผู้ถวายงานคล้ายนกป่าที่พุ่งออกมาจากกอต้นกกต้นอ้อร่ายวิชาตัวเบา พลิ้วกายบนผิวน้ำเหมือนกบกระโดดแตะผิวน้ำ มาเตือนเรือน้อยให้รีบหันหัวออกไป
ในใจของผู้ฝึกยุทธคนนั้นก่นด่า พลิกหมุนตัวกลับ ก้มหน้าค้อมเอว ดึงลมปราณเหยียบลงบนน้ำ ตัวเบาราวขนนก เดินบนน้ำเหมือนเดินบนพื้นที่ราบ อยากจะแอบขยับเข้าไปใกล้ชายฝั่ง ระหว่างทางเห็นว่าตรงราวรั้วมีคนสองคนกำลังมองมาที่ตนพอดี คนหนึ่งคือบุรุษสวมชุดเขียว สีหน้าอ่อนโยน อีกคนหนึ่งคือนักพรตเครายาว ถือแส้สะพายกระบี่
ผู้ฝึกยุทธตกใจสะดุ้งโหยง รีบหยุดฝีเท้า คารวะขออภัยเซียนซือแปลกหน้าสองคนบนเรือ คิดไม่ถึงว่าบุรุษชุดเขียวจะคลี่ยิ้มกุมหมัดคารวะกลับคืน นี่ทำให้ผู้ฝึกยุทธผู้ถวายงานที่ช่วงนี้กินอิ่มว่างงานอยู่ที่ท่าเรืออวี๋หลินอึ้งตะลึง คิดดูแล้วอีกฝ่ายคงขอบเขตไม่สูง สถานะธรรมดา เพียงแต่ว่าผู้ฝึกยุทธอดสับสนในใจไม่ได้ หากสถานะธรรมดาแล้วจะขึ้นไปอยู่บนเรือข้ามฟากถงอินได้อย่างไร?
ทั่วทั้งอาณาเขตของเมืองหลวงแคว้นอวิ๋นเหยียน นอกผ่อนคลายในเคร่งครัด ท่าเรืออวี๋หลินเป็นสถานที่สำคัญในสำคัญอีกที ทำให้มีคนร่วมอาชีพเอ่ยหยอกล้อว่าทุกวันนี้ต่อให้มีหมาข้างทางมาขี้ที่ท่าเรืออวี๋หลิน ใครเหยียบเข้า พวกเขาก็ต้องรายงานให้ทางราชสำนักทราบด้วย
หลวี่เหยียนยิ้มเอ่ย “ทำไมถึงจำเจ้าไม่ได้ล่ะ?”
เฉินผิงอันเอ่ยอย่างอ่อนใจ “ได้ยินชุยตงซานเล่าว่าทางฝั่งของราชสำนักอวิ๋นเหยียนอาจจะเพื่อแสดงคำขอบคุณ แม้กระทั่งเอกสารบันทึกที่เกี่ยวกับผู้ฝึกตนทำเนียบทุกคนของสำนักกระบี่ชิงผิงและสำนักกุยหยกก็ยังแค่บันทึกชื่อเท่านั้น ไม่มีการวาดภาพใดๆ ไว้”
หลวี่เหยียนเอ่ยสัพยอก “คือการสะสมบารมียิ่งใหญ่ที่ไม่ธรรมดาเลยนะ”
เฉินผิงอันไม่ได้อธิบายอะไร ในถงทวีปในอดีต ไม่ว่าจะเป็นจวนเซียนอักษรจงแห่งใดก็ตาม ก็คือเทพเทวดาที่สมชื่ออย่างมากแล้ว ความดีใจความโกรธเคืองของเซียนซือก็ราวกับสภาพอากาศที่เดี๋ยวก็ฟ้าครึ้ม ฟ้าโปร่ง เดี๋ยวก็ฝนตก หิมะตก
ภูเขาสายน้ำสวยสดงดงามประหนึ่งหญิงใบ้หน้าตางดงามเปี่ยมไปด้วยอารมณ์รักใคร่
ชีวิตคนล่องลอยเหนือฝุ่นธุลี เรื่องราวทางโลกคล้ายริ้วคลื่นน้ำ
หลวี่เหยียนเอ่ยเรื่องที่คุยกันค้างไว้ต่ออีกครั้ง “พยายามจะไม่ให้เสียเวลาการฝึกตนของเจ้าขุนเขาเฉินมากเกินไป”
เฉินผิงอันกล่าว “ปกป้องมรรคาไยไม่ใช่การฝึกตน”
นักพรตออกจากภูเขา นอกจากฝึกประสบการณ์ท่ามกลางโลกโลกีย์ ขัดเกลาจิตแห่งมรรคาของตนแล้ว นอกจากนี้ก็หนีไม่พ้นว่าไปตามหาโชควาสนาเซียน รวบรวมสมบัติล้ำค่าแห่งฟ้าดิน สะสมคุณูปการความดี เพิ่มพูนตบะ
และยังมีเรื่องนอกตัวอีกสามเรื่อง แม้ว่าบางครั้งจะเป็นเพียงความบังเอิญ แต่ก็มีความเกี่ยวข้องอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่นเรื่องแรก นั่นคือการเฝ้าด่านให้กับคนอื่น เหมือนหย่างเหยาชิงราชครูแห่งราชวงศ์ชิงเสินที่ช่วยปกป้องด่านให้กับผีสวีเจจี้ยน หรือการนำพาคนขึ้นเขา พูดให้ตรงไปตรงมาหน่อยก็คือไปตามหาตัวอ่อนผู้ฝึกตนข้างนอก รับไว้เป็นลูกศิษย์ สร้างสำนักให้ยิ่งใหญ่แข็งแกร่ง สืบทอดระบบต่อไป จากนั้นก็คือการช่วยปกป้องมรรคาให้กับคนอื่น ยกตัวอย่างเช่นปีนั้นอยู่ในพื้นที่มงคลดอกบัว เจียงซ่างเจินจำแลงกายเป็นโจวเฝยแห่งตำหนักคลื่นวสันต์ ก็เพราะอยากจะช่วยให้ลู่ฝ่างแห่งยอดเขาเหนี่ยวค่านได้ฝ่าด่านคำว่ารักไปให้ได้ ด้วยเรื่องนี้เจียงซ่างเจินต้องเสียเวลาไปไม่น้อย ปัญหานั้นอยู่ที่ผู้ฝึกกระบี่ลู่ฝ่างมิอาจทำลายจิตมารของตัวเองได้เสียที คาดว่าจนถึงทุกวันนี้ก็น่าจะเหมือนถูกผีบังตา
อยู่ในพื้นที่มงคลดอกบัวอยู่เหมือนเดิม ภายหลังหากอิงตามคำกล่าวของโจวอันดับหนึ่ง หากในอดีตลู่ฝ่างยินดีที่ที่จะเข้ามาอยู่ในสำนักกุยหยกก็ไม่จำเป็นต้องไปเยือนพื้นที่มงคลดอกบัวเลย แตงที่ฝืนเด็ดออกจากขั้วย่อมไม่หวานได้แต่ดับกระหายเท่านั้น น่าเสียดายที่ตอไม้ที่ทื่ออย่างลู่ฝ่างไม่ฉลาดสักที ยังดึงดันจะแขวนคอตายอยู่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่งอยู่ได้
ก่อนหน้านี้ในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมส่วนตัวที่ฝูเหยาทวีป เจ้าอารามผู้เฒ่าเคยเอ่ยคำประเมินสวินยวนที่เป็นเพื่อนบ้านอยู่สองประโยค หนึ่งดีหนึ่งร้าย
ประโยคหนึ่งคือรังเกียจว่าสวินยวนใจไม่กว้างมากพอ เป็นหนึ่งในตัวการที่ทำให้แผ่นดินของหนึ่งทวีปต้องจมดิ่ง “ฝึกเซียนไปเพื่ออะไร กลายเป็นว่าวางแผนเพื่อผลประโยชน์ของสำนักตัวเอง ภัยร้ายของไป่ถงทวีป สวินตู้มีส่วนกันคนละครึ่ง”
อีกประโยคเป็นคำชม คำประเมินนั้นเรียกได้ว่าสูงมาก “ลูกศิษย์อย่างเจิ้งจวีจง สวินยวนนี้ ยิ่งมีมากก็ยิ่งมีประโยชน์มากจริงๆ”
หลวี่เหยียนลูบหนวดยิ้มเอ่ย “หากเจ้าขุนเขาเฉินเกรงใจกันเช่นนี้ ถ้าอย่างนั้นผินเต้าก็จะไม่ทำตัวห่างเหินกับเจ้าขุนเขาเฉินจริงๆ แล้วนะ”
เฉินผิงอันพยักหน้า “ไม่จำเป็นต้องทำตัวห่างเหิน”
การที่หลวี่เหยียนให้เฉินผิงอันมาเป็นผู้ปกป้องมรรคา แน่นอนว่าไม่ใช่ว่าหลวี่เหยียนหาได้แค่เฉินผิงอันคนเดียวเท่านั้น เขาเดินทางท่องไปในใต้หล้าเพียงลำพัง ใช้ชีวิตพเนจรผ่านมานานสามพันปี หลวี่เหยียนยังพอจะมีสหายอยู่บ้าง
ก็เหมือนอย่างฮว่อหลงเจินเหรินที่เดินทางมายังไป่ถงทวีปกับเขาในครั้งนี้ ก็คือสหายรักที่ถูกชะตากันมานานหลายปี แต่ก็เหมือนอย่างที่ฮว่อหลงเจินเหรินพูดเอง เรื่องของการเฝ้าด่านที่ประหยัดแรงกายแรงใจ ทุกวันนี้ขอบเขตของผินเต้าเป็นอย่างไร คือหน้าที่ที่พึงรับผิดชอบมิอาจเกี่ยงงอน จะไม่ปฏิเสธเด็ดขาด แต่หากจะพูดถึงเรื่องของการปกป้องมรรคาที่ต้องสิ้นเปลืองแรงกายแรงใจ ก็ต้องเปลี่ยนคนใหม่แล้ว ความสามารถด้านการอดทนข่มกลั้นของผินเต้าไม่สูงเลยจริงๆ
บนภูเขาเคยมีคนเปรียบเทียบบอกว่าการช่วยเฝ้าด่านให้คนอื่น คืองานระยะสั้น ส่วนการปกป้องมรรคาคืองานระยะยาว
เฉินผิงอันกล่าว “หวังว่าผลลัพธ์ก็คือการปกป้องมรรคาครั้งหนึ่ง ผู้เยาว์ไม่มีคุณความชอบอะไร แต่กลับพอจะมีคุณความเหนื่อยยากบ้างสักเล็กน้อย”
หลวี่เหยียนยิ้มอย่างรู้ใจ “หากเป็นเช่นนี้จริงก็ดีที่สุดแล้ว”
ความนัยนอกเหนือจากประโยคนี้มีความหมายแฝงที่ดีเยี่ยม ยิ่งเฉินผิงอันปกป้องมรรคาได้ผ่อนคลายเท่าไร ยิ่งไม่จำเป็นต้องเอาตัวเข้าไปอยู่ในสถานการณ์เท่าไร ทำงานแต่ไม่ต้องออกแรง นั่นก็หมายความว่าการฝึกตนครั้งนี้ของหลวี่เหยียนยิ่งราบรื่นมากเท่านั้น
หลวี่เหยียนให้คำแนะนำ “ไม่สู้เจ้าขุนเขาเฉินแค่ใช้ร่างแยกเข้าไปในพื้นที่มงคลแห่งนั้น แค่นี้ก็น่าจะพอแล้ว”
สรุปแล้วควรจะใช้ท่วงท่าแบบใดเข้าไปที่นั่น ตอนนี้เฉินผิงอันยังไม่กล้าให้ข้อสรุปที่แน่ชัด เขาเอ่ยว่า “ข้ารู้จักที่แห่งนั้นน้อยมาก ผู้อาวุโสมีเอกสารข้อมูลอย่างละเอียดจำพวกตำราเชิงภูมิศาสตร์หรือไม่ ผู้เยาว์จะได้ทำการบ้านไว้ก่อน”
หลวี่เหยียนส่ายหน้า “ผินเต้าเองก็ได้แค่บอกถึงข้อมูลบางอย่างที่ได้ยินได้ฟังมาอีกทีไม่อาจบอกเรื่องวงในได้มากนัก รู้แค่ว่าเนื่องจากที่แห่งนั้นคือถ้ำสวรรค์ระดับต้น พื้นที่มงคลระดับกลาง เป็นเหตุให้มีคำเรียกขานที่ว่า “หัวหนักเท้าเบา” มาโดยตลอด มีการปิดประตูอย่างแน่นหนา มีด่านหนาชั้น ผินเต้าสามารถไปฝึกประสบการณ์ที่นั่นได้ ยังคงเป็นเพราะปรมาจารย์มหาปราชญ์ช่วยพูดให้ ถึงได้ยอมผ่อนปรนให้เป็นพิเศษ ปรมาจารย์มหาปราชญ์เองก็พูดกับผินเต้าอย่างชัดเจนว่า การยกเว้นเป็นกรณีพิเศษก็ต้องมีราคาที่ต้องจ่าย แต่ว่าราคาที่ต้องจ่ายคืออะไร ปรมาจารย์มหาปราชญ์ไม่ได้บอกอย่างชัดเจน แค่บอกให้ผินเต้าพิจารณาให้ดีก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ”
เฉินผิงอันชั่งน้ำหนักอยู่ในใจเงียบๆ พื้นที่มงคลระดับกลางแห่งหนึ่งอย่างนั้นหรือ? นั่นหมายความว่าจำนวนผู้ฝึกลมปราณไม่มีทางมีเยอะเกินไป ขอบเขตก็ต้องสูงอย่างมีขีดจำกัด?
ปีนั้นที่อยู่ระหว่างการเดินทางไปขอศึกษาต่อ หลี่เป่าผิงเคยถูกปัญหาทำนองเดียวกันนี้กับชุยตงซานมาก่อน
ตอนนั้นเด็กหนุ่มชุดขาวยิ้มหน้าทะเล้น ย้อนถามแม่นางน้อยสวมชุดผ้าฝ้ายบุนวมสีแดงว่าเคยซื้อเต้าหู้ร้อนๆ จากร้านข้างทางในตลาดกินหรือไม่?

VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!