เซี่ยโก่วไม่มีความสนใจ บอกว่ามีลูกศิษย์ผู้สืบทอดแล้ว ศิษย์ลูกศิษย์หลานกลุ่มใหญ่เจอพื้นที่ประกอบพิธีกรรม สร้างพรรค กลายเป็นสำนักอักษรจง จากนั้นก็มีสำนักเบื้องล่างแล้วอย่างไร ฝึกตนก็ยังคงเป็นการฝึกตนของตัวเอง ให้คนอื่นทำแทนได้หรือ
ชุยตงซานพยักหน้ารับรัวๆ เหมือนไก่จิกเมล็ดข้าวเปลือก พูดติดๆ กันว่าทุกคนล้วนมีปณิธานของตัวเอง ดีทั้งหมด ดีทั้งหมด ดีเหมือนกันทั้งหมด
การมาถึงของฮว่อหลงเจินเหรินก็เหมือนกรอกน้ำแกงสร่างเมาชามใหญ่ให้กับเฝิงเซวี่ยเทา
แม้ว่าเฝิงเซวี่ยเทาจะตื่นเต้น แต่ก็ยังอวดเก่ง ไม่ได้เอ่ยอะไรที่ฟังแล้วเป็นการอ่อนข้อให้อีกฝ่าย จะดีจะชั่วก็เป็นบินทะยานเก่าแก่แล้ว อีกทั้งธวัลทวีปยังมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับอุตรกุรุทวีป ตามเหตุตามผลแล้วล้วนไม่เหมาะที่เขาจะเผยท่าทีประจบเอาใจใดๆ ต่อฮว่อหลงเจินเหริน
อีกอย่างในฐานะผู้ฝึกตนอิสระ การคาดคะเนใจคน เขาก็ยังพอจะมีฝีมืออยู่บ้าง
แล้วก็จริงดังคาด ฮว่อหลงเจินเหรินไม่ถือสาในเรื่องนี้ กลับกันยังมองเฝิงเซวี่ยเทาสูงขึ้นหนึ่งระดับ เขาคลี่ยิ้มทรุดตัวลงนั่งยอง ดื่มเหล้าหมดชามไปชามหนึ่งจริงๆ ครั้นจึงเช็ดปาก เจินเหรินผู้เฒ่าพูดด้วยสีหน้าเป็นมิตรเมตตา “สหายชิงมี่ ผินเต้าดื่มสุราลงทัณฑ์ไปแล้ว แต่ อักษรคำว่าอุตรนี้ ดูท่าแล้วน่าจะยังต้องเก็บเอาไว้ แม้จะบอกว่าเทพเจ้าแห่งโชคลาภหลิวและเหวยผู้มีพรสวรรค์ของธวัลทวีปพวกเจ้า กลายมาเป็นขอบเขตสิบสี่ใหม่เอี่ยมสองคน แต่พวกเจ้าไม่ว่าอะไรก็ดีไปหมด ความสามารถในการหาเงินก็ยิ่งเป็นอันดับหนึ่งในเก้าทวีป แต่ก็มีอยู่อย่างหนึ่งที่ไม่ค่อยดี ต่อสู้ไม่เก่งกันเลยจริงๆ”
เกี่ยวพันกับการประลองคาถา เฝิงเซวี่ยเทาไม่กล้าพูดเหลวไหล ถึงอย่างไรชิงมี่แห่งธวัลทวีปก็ไม่เคยติดอันดับบินทะยานแข็งแกร่งกลุ่มน้อยของไพศาลมาก่อน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งรอกระทั่งได้ไปเยือนใต้หล้าเปลี่ยวร้างด้วยตัวเองครั้งหนึ่ง ความมั่นใจของเฝิงเซวี่ยเทาก็ลดน้อยลงยิ่งกว่าเดิม
ชุยตงซานใช้เสียงในใจกล่าว “พี่เฝิง รีบถือโอกาสนี้ถามเลยสิ เป็นขอบเขตสิบสี่เหมือนกัน ผู้อาวุโสสามารถต่อสู้แบบหนึ่งต่อสองได้จริงหรือ?”
เฝิงเซวี่ยเทาแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน ข้าผู้อาวุโสไม่ใช่คนโง่เสียหน่อย กล้าถามคำถามเช่นนี้ อยากโดนซ้อมหรือไร?
เซี่ยโก่วไม่มีความกังวลใดๆ ถามไปโดยตรงว่า “ผสานมรรคาแล้ว ฟ้าดินในสายตาของพวกเจ้าคือทัศนียภาพแบบใด?”
ฮว่อหลงเจินเหรินลูบหนวดครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเนิบช้าว่า “ความลี้ลับระหว่างนี้มิอาจพูดมากได้ พูดได้แค่บางอย่างเท่านั้น ในสายตาของผินเต้า ฟ้าดินคือเตาไฟ ส่วนพวกเจ้าล้วนเป็นท่อนฟืน”
เซี่ยโก่วถาม “ปราณวิญญาณที่มองไม่เห็นซึ่งไหลเวียนอยู่ระหว่างฟ้าดินก็คือสะเก็ดไฟเล็กๆ ที่สามารถเอามาใช้ได้ตลอดเวลาหรือ?”
ฮว่อหลงเจินเหรินไม่ยอมรับและไม่ปฏิเสย ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “นึกไม่ถึงว่าสหายจะยังไม่เลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่เสียที กลับกลายเป็นเรื่องประหลาดที่ไม่เล็กเรื่องหนึ่ง เป็นผู้ถวายงานอันดับรอง ถือว่าเอาคนมีความสามารถมาใช้งานเล็กน้อยแล้ว”
เซี่ยโก่วถือโอกาสถามต่ออีกว่า “ยอดเขาพาตี้ขาดผู้ถวายงานอันดับหนึ่งหรือ?”
ฮว่อหลงเจินเหรินได้รับการยอมรับว่าเป็นยอดฝีมือในการพูดคุยที่ไม่เคยปล่อยให้บทสนทนาเกิดช่องว่าง ไม่ว่าคำพูดแบบไหนก็รับคำได้หมด ไม่ว่าบรรยากาศจะเงียบกร่อยแค่ไหนเขาก็ทำให้อบอุ่นได้
“หากเจ้าขุนเขาเฉินไม่ถือสาว่าผินเต้ามาขุดมุมกำแพง เป็นผู้ถวายงานอันดับหนึ่งที่แขวนชื่อเอาไว้ ทำไมจะไม่ได้เล่า”
เซี่ยโก่วยิ้มกว้าง “ช่างเถอะ สตรีคนหนึ่งไม่ควรแต่งงานกับบุรุษสองคน”
ฮว่อหลงเจินเหรินรีบใช้เสียงในใจเอ่ยทันใด “ขอแค่สหายป่ายจิ่งเป็นผู้ถวายงานอันดับหนึ่งของยอดเขาพาตี้ก็สามารถท่องไปในธวัลทวีปอย่างเปิดเผยกับผินเต้าได้แล้ว ไปพบเจอเทพเจ้าแห่งโชคลาภหลิวกับเหวยผู้มีพรสวรรค์ สองต่อสอง ถือว่ายุติธรรมมากแล้ว อีกทั้งยังเป็นการออกศึกอย่างมีเหตุผลชอบธรรม ขอแค่ไม่ทำให้ไฟโทสะลุกโชน ทางฝั่งของศาลบุ๋นก็ไม่สะดวกจะพูดอะไร”
เซี่ยโก่วที่ได้ฟังดวงตาลุกวาว “นำทัพเปิดศึก ให้ข้าลองดูก่อนว่า จะสามารถต่อสู้หนึ่งต่อสองได้หรือไม่? พอเห็นท่าไม่ดี เจ้าค่อยมาช่วย?”
ทุกวันนี้สิบสี่ใหม่พวกนี้มีน้ำหนักแค่ไหน เซี่ยโก่วสงสัยใคร่รู้เป็นอย่างยิ่ง
ฮว่อหลงเจินเหรินวางชามเหล้าลง เช็ดปาก ยิ้มเอ่ย “เรื่องบางอย่างแค่คิดก็อารมณ์ดีหลังจากอารมณ์ดีแล้วก็สามารถทำได้แล้ว”
คงเป็นเพราะรู้สึกว่าบนโต๊ะเหล้าในค่ำคืนนี้ไม่มีคนร่วมโต๊ะที่ธรรมดาสามัญซึ่งหาได้ยากยิ่ง เจินเหรินผู้เฒ่าจึงมีอารมณ์อยากจะพูดคุย เขาจึงพูดจ้อถึงประสบการณ์ในการฝึกตนของตัวเอง
“ไม่ว่าจะเป็นน้ำมาลำคลองก่อเกิด หรือว่าเป็นความโชคดีล้วนๆ ขอแค่ผู้ฝึกตนเลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่ได้สำเร็จก็เท่ากับว่าพบเจอมหามรรคาเส้นหนึ่งที่ใกล้เคียงกับคำว่าอมตะอย่างหาที่สิ้นสุดไม่ได้ ต่อจากนั้นก็แค่ค่อยๆ อดทนไปก็พอ ผู้ฝึกยุทธเต็มตัวยังมีคำกล่าวที่ว่าหมัดกลัวคนหนุ่มแข็งแรง ทว่าผู้ฝึกบำเพ็ญตน ขยับเข้าใกลยอดเขา ยังต้องพิถีพิถันในเรื่องของอายุขัยที่ยิ่งยาวนาน มหามรรคาก็ยิ่งสูง ขอบเขตสิบสี่ใหม่อดทนจนกลายเป็นสิบสี่เก่า รอกระทั่งภรรยาที่ยากลำบากอดทนจนได้กลายเป็นแม่สามี แน่นอนว่าย่อมต้องดูแคลนคุณสมบัติของสิบสี่ใหม่กลุ่มถัดไป”
“ขอบเขตบินทะยานเก่าหลายคนที่ร่างกายและจิตใจเสื่อมโทรม กาลเวลายาวนาน ส่วนใหญ่มักจะเข้าใจผิดคิดว่าการฝึกตนก็มีแค่เรื่องพวกนี้แล้ว ผินเต้าเองก็เคยมีช่วงเวลาที่น่าเวทนาซึ่งจิตแห่งมรรคาเสื่อมถอยพลิกผันแบบนี้เช่นกัน”
“สามารถเลื่อนเป็นบินทะยานได้ ใครบ้างที่ไม่ใช่ลูกรักแห่งสวรรค์ ช่วงต้นของการพิสูจน์มรรคาเป็นบินทะยาน มีใครบ้างที่ไม่มีจิตใจที่กล้าหาญและมุ่งมั่นก้าวหน้า น่าเสียดายเมื่อเวลานานวันเข้า เจออุปสรรคในการฝึกตน ย่อมเกิดใจเกียจคร้านอย่างเลี่ยงไม่ได้ เข้าใจผิดคิดต่อไปว่ามหามรรคาไร้ความหวัง ทดท้อทอดอาลัยไปอย่างสิ้นเชิง แต่ไม่รู้เลยว่าขอบเขตทั้งหมดสิบห้าขั้นของการฝึกตนก็เหมือนตำราสามส่วนที่แบ่งเป็นบนกลางล่าง ขอบเขตก่อกำเนิดฝ่าทะลุขอบเขตเลื่อนขั้นเป็นห้าขอบเขตบน ก็คิดว่าตัวเองได้มาถึงส่วนที่สามของตำราเล่มนี้แล้ว รอกระทั่งถึงขอบเขตเซียนเหรินก็ค้นพบด้วยความตะลึงพรึงเพริดอีกว่า หรือว่าตัวเองเพิ่งจะมาอยู่ส่วนที่สอง?”
ฟังมาถึงตรงนี้ เฝิ่งเซวี่ยเทาก็รับคำต่อว่า “จุดที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นอยู่ที่ว่าตัวเองเลื่อนเป็นขอบเขตบินทะยานแล้ว แต่กลัวว่าตัวเองยังอยู่ในตำราส่วนที่หนึ่ง”
หลวี่เหยียนยิ้มบางๆ “หากอนุมานไปตามนี้ หลังจากผสานมรรคาแล้วก็ต้องกลัวว่าชีวิตการฝึกตนของตัวเองเป็นแค่คำนำของบทหนึ่งเท่านั้นกระมัง?”
ฮว่อหลงเจินเหรินหัวเราะเสียงดังลั่น เพียงแค่ยกชามเหล้าขึ้น “ไม่ว่าเรื่องอะไรก็สู้การมีจอกอยู่ในมือไม่ได้ นอกจอกล้วนไม่มีเรื่องในใจที่ต้องให้เป็นกังวล”
เซี่ยโก่วเอ่ยเสริมไปประโยคหนึ่งว่า “หลับจนสามารถตื่นขึ้นได้ด้วยตัวเอง หลับจนถึงช่วงเวลาที่ข้าวในโลกมนุษย์หุงสุก”
ชุยตงซานเอ่ยชื่นชม “เป็นบทกวีที่ดี แม้ไม่ได้เคร่งครัดในเรื่องของกฎแห่งจังหวะ แต่กลับมีท่วงทำนองที่เป็นเสน่ห์ของตัวเอง”
มีเพียงเผยเฉียนเท่านั้นที่ตามองจมูก จมูกมองใจ สายตาไม่ลอกแล่ก ดื่มเหล้าไปเงียบๆ คนอื่นๆ ต่างก็พากันหันไปมองเจ้าขุนเขาเฉินที่เล่าลือกันว่าพรสวรรค์และความคิดสร้างสรรค์ล้นเหลือ ชื่อเสียงด้านการแต่งบทกลอนเลื่องลือไกลไปหลายใต้หล้า
ฉวยโอกาสตอนที่นักพรตฉุนหยางและฮว่อหลงเจินเหรินต่างก็อยู่ด้วย เฝิงเซวี่ยเทาเองก็รู้สึกว่าบรรยากาศบนโต๊ะเหล้าไม่เลว ฤทธิ์เหล้าปลุกความกล้า ถือโอกาสถามคำถามที่ค่อนข้างจะธรรมดาสามัญต่อหัวข้อสนทนาก่อนหน้านี้ “ขอบเขตบินทะยานจะต้องไม่อาจเอาชนะขอบเขตสิบสี่ได้เสมอไปหรือ?”
เท่าที่เขารู้มา อาเหลียงที่อยู่ฟ้านอกฟ้าของใต้หล้ามืดสลัวได้ทำการประลองฝีมือกับอวี๋โต้วผู้ไร้เทียมทานที่แท้จริงไปสองครั้ง นี่ก็คือการประลองเวทคาถาระหว่างผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตบินทะยานกับขอบเขตสิบสี่ ผู้ที่ชมศึกมีเพียงเทวบุตรมารนอกโลก
นอกมหาสมุทรของทักษินาตยทวีป เฉินฉุนอันขัดขวางหลิวชาแห่งเปลี่ยวร้าง นี่คือผู้รอบรู้ที่เป็นขอบเขตบินทะยานขั้นสมบูรณ์แบบซึ่งแบกตะวันจันทราไว้บนไหล่ เข่นฆ่าเอาชีวิตกับผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตสิบสี่ใหม่เอี่ยมคนหนึ่ง
สนามรบของนครมังกรเฒ่าที่แจกันสมบัติทวีป หวังจูมังกรที่แท้จริงเคยประมือกับเฟยเฟยและจูเยี่ยนที่เป็นราชาบนบัลลังก์ของเปลี่ยวร้างโดยหยุดแต่พอสมควร
ในอาณาเขตของภูเขาทัวเยว่ อิ่นกวานหนุ่มกับหยวนชงลูกศิษย์คนแรกของบรรพบุรุษใหญ่ ถือเป็นการประลองกำลังระหว่างขอบเขตสิบสี่สองคน เพียงแต่ว่าทั้งสองฝ่ายไม่ถือเป็นผู้ฝึกกระบี่บริสุทธิ์ตามความหมายที่แท้จริง



VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!