บนราวรั้วหยกขาวของบนยอดเขา เซี่ยโก่วนั่งอยู่ข้างกายเสี่ยวโม่
เสี่ยวโม่เงียบไปพักหนึ่งก็เอ่ยว่า “เจ้ากลัวว่าข้าจะเลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่ ข้าเองก็เป็นกังวลเหมือนกัน หากเจ้าไม่ได้ถือสาขนาดนั้น ข้าก็จะไม่ต้องเป็นกังวลแล้ว”
เซี่ยโก่วกลับคืนสู่โฉมหน้าที่แท้จริง นางแกว่งสองเท้า สายตามองตรงไปข้างหน้า แสร้งร้องว้าวอย่างตกตะลึง ก่อนจะยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ไม่เหมือนคำพูดที่เสี่ยวโม่จะพูดเลยนะ ใครเป็นคนสอนเจ้าหรือ?”
เสี่ยวโม่ส่ายหน้าเอ่ย “ไม่มีใครสอน เป็นคำพูดจากใจของข้า”
เซี่ยโก่ว (ป่ายจิ่ง) ยิ้มตาหยี “ถ้าอย่างนั้นข้าก็ต้องคิดเป็นจริงเป็นจังแล้วนะ”
แม่นางน้อยชุดดำที่สะพายกระเป๋าผ้าฝ้ายเฉียงๆ กลับมาจากการลาดตระเวนที่ภูเขาด้านหลัง บังเอิญอ้อมมาถึงลานหยกขาวของศาลเทพภูเขาเก่าพอดี เมื่อนางเห็นภาพนี้ก็อึ้งตาค้างไปในฉับพลัน
ทำอย่างไรดี ทำอย่างไรดี อาจารย์เสี่ยวโม่อยู่กับสตรีแปลกหน้าหรือ? นี่ถือเป็นการคลอเคลียเบื้องหน้าบุปผาใต้แสงจันทราอย่างที่กล่าวถึงในตำราหรือไม่ ไม่น่าจะผิดแล้วกระมัง? ทำอย่างไรดี ทำอย่างไรดี ควรจะบอกกับเซี่ยโก่ว (โก่วจื่อ) ไหม? แต่หากบอกโก่วจื่อแล้ววันหน้าอาจารย์เสี่ยวโม่จะทำอย่างไร? ความคิดดีๆ ผุดวาบขึ้นมา แผนการผุดขึ้นในใจ
หมี่ลี่น้อยรีบหลับตาลง ก้าวถอยหลังท่องเงียบๆ อยู่ในใจว่าไม่เห็นอะไรทั้งนั้น ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น…
เพียงแต่ว่าย่องเบาๆ เดินไปได้สิบกว่าก้าว หมี่ลี่น้อยอ้อมกลับไปที่หลังตำหนักใหญ่อีกครั้ง นางทรุดตัวลงนั่งยอง ขมวดคิ้วมุ่น เกาแก้มแรงๆ ด้วยความกลัดกลุ้ม รู้สึกเสียใจแทนโก่วจื่อ
เสียงหนึ่งกลับดังขึ้นข้างหู “ผู้พิทักษ์โจว ทำอะไรน่ะ?”
หมี่ลี่น้อยตกใจสะดุ้งโหยง หันหน้ากลับไปมองอึ้งๆ “หา?”
เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวยื่นนิ้วออกมา ทำเสียงชู่ว์ “อย่าเสียงดัง ข้ากำลังจับชู้”
หมี่ลี่น้อยเอียงหัว พูดอย่างน่าสงสาร “หา? หา?”
คืนนี้เดือนมืดลมแรง ยุทธภพอันตรายยิ่งนัก หากเจ้าขุนเขาคนดีอยู่ด้วยก็ดีน่ะสิ
เสี่ยวโม่เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “เลิกขู่ให้หมี่ลี่น้อยกลัวได้แล้ว”
เซี่ยโก่วกอดหมี่ลี่น้อย เอาหน้าถูใบหน้า หัวเราะร่าเสียงดัง “หมี่ลี่น้อยมีคุณธรรมยิ่งนัก!”
เสี่ยวโม่อธิบายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “หมี่ลี่น้อย สตรีที่เจ้าเห็นเมื่อครู่นี้ก็คือรูปโฉมที่แท้จริงของเซี่ยโก่ว คือหนึ่งในร่างจริงของนาง”
หมี่ลี่น้อยโล่งใจเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก แล้วก็หัวเราะฮ่าๆ ตามไปด้วย ยกนิ้วโป้งเอ่ยชื่นชมว่า “โก่วจื่อตัวสูงจริงๆ”
เสี่ยวโม่มึนงงไปทันที โก่วจื่อ?
เซี่ยโก่วดึงหมี่ลี่น้อยให้ลุกขึ้นยืนด้วยกัน “ไป ไปเข้าเรียนกันเถอะ เจ้าขุนเขาของพวกเราเพิ่งรับลูกศิษย์มาใหม่ กำลังถูกกานธรรมดาชี้นำลูกศิษย์ของผู้อื่นไปทางผิดอยู่นะ”
หมี่ลี่น้อยตื่นเต้นอยู่บ้าง ถามอย่างระมัดระวังว่า “อายุเท่าไร ตัวสูงแค่ไหน?”
เซี่ยโก่วยิ้มกว้าง “สูงใหญ่มาก เป็นคนหนุ่ม คือผู้ฝึกกระบี่”
หมี่ลี่น้อยเกาแก้ม หัวเราะหึหนึ่งที หยิบไม้เท้าไผ่เขียวขึ้นมา “ไป โก่วจื่อ พวกเราไปดูกันเถอะ!”
เสี่ยวโม่ยิ้มอ่อนโยนเดินตามหลังพวกนางที่กำลังคุยกันเจื้อยแจ้วไป
พอเซี่ยโก่วไปถึงพื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่ใช้สอนหนังสือของยอดเขาฮวาอิ่งพร้อมกับเสี่ยวโม่ อีกทั้งยังมีโจวหมี่ลี่ผู้ถวายงานพิทักษ์ภูเขาของภูเขาลั่วพั่วด้วย เฒ่าหูหนวกตื่นเต้นอย่างห้ามไม่ได้ ตัวอ่อนผู้ฝึกตนทุกคนที่นั่งอยู่ก็ยิ่งตื่นเต้นยิ่งกว่า ได้ยินมาว่าทุกวันนี้เจ้าขุนเขาปิดด่านอยู่ที่เนินฝูเหยา ตลอดทั้งภูเขาลั่วพั่วก็มีแค่ผู้ถวายงานโจวเท่านั้นที่ไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระเสรี?
อันที่จริงคนที่ตื่นเต้นที่สุดต้องเป็นหมี่ลี่น้อยที่พยายามตีหน้าเคร่งถึงจะถูก
พวกเสี่ยวโม่เดินอยู่ท้ายสุด หยิบเบาะรองนั่งออกมาสี่ใบ หมี่ลี่น้อยนั่งลงแล้วก็พรูลมหายใจยาวเหยียด เซี่ยโก่วนั่งขัดสมาธิ โบกมือเป็นวงกว้าง บอกให้กานธรรมดาที่อึ้งงันไปหุ่นไม่อย่ามัวอึ้งงัน ถ่ายทอดมรรคา สอนเวทกระบี่ของพวกเราต่อไปสิ
เมื่อครู่นี้เฒ่าหูหนวกมองเสี่ยวโม่แวบหนึ่ง เวลานี้กว่าจะทำจิตใจให้มั่นคงได้ไม่ใช่เรื่องง่าย ที่หน้าประตูก็มีเงาร่างของคนชุดเขียวโผล่มาอีกคนหนึ่ง ผู้ที่มาแค่ยิ้มเอ่ยประโยคเดียวว่า “รบกวนแล้ว สอนกันต่อเถอะ”
เฒ่าหูหนวกหน้ามุ่ย มีพวกเจ้าอยู่ด้วย ข้าจะสอนอย่างไรล่ะ
เติ้งเจี้ยนผิงที่เป็นลูกศิษย์ให้ความสำคัญกับเรื่องมารยาทเถียงสู้เซี่ยอันดับรองไม่ได้ นางรีบลุกขึ้นจะยกเบาะนั่งให้เฉินผิงอัน แต่เฉินผิงอันแค่นั่งลงง่ายๆ ข้างกายหมี่ลี่น้อย สอดสองมือไว้ในชายแขนเสื้อ ใบหน้าประดับยิ้มน้อยๆ
เฒ่าหูหนวกอวดฉลาดน้อยๆ ด้วยการถามหยั่งเชิงว่า “ไม่สู้ใต้เท้าอิ่นกวานมาสอนด้วยตัวเอง เล่าเรื่องรายละเอียดทั้งหลายตอนที่เข่นฆ่ากับผู้ฝึกกระบี่ของกระโจมเจี่ยเซิ่นสักหน่อย?”
เฉินผิงอันโต้กลับด้วยการเอ่ยว่า “ไม่สู้ลองพูดถึงการประลองภายในระหว่างยอดเขาฮวาอิ่งกับยอดเขาอิงอวี่อย่างละเอียดก่อน? ผู้ที่ฝึกเซียนบนภูเขากลุ่มใหญ่ ไฉนถึงแพ้ให้กับผู้ฝึกยุทธได้เสียล่ะ?”
เซี่ยโก่วจุ๊ปาก “อนาถจนแทบไม่อาจทนมอง ไม่อยากย้อนนึกถึง ชวนให้คนโมโห เจ็บปวดรวดร้าวใจ…”
หมี่ลี่น้อยกดเสียงลงต่ำเอ่ยว่า “โก่วจื่อ เจ้าไม่ใช่หัวหน้าผู้สอน คืออาจารย์ใหญ่ของที่นี่หรอกหรือ?”
เซี่ยโก่วร้องเฮ้อ “ล้วนเป็นผู้ถวายงานกานที่เป็นคนสอน ข้าก็แค่มาประสมให้ครบจำนวน สอนไว้ไม่มาก”
เสี่ยวโม่ได้แต่ลุกขึ้นยืน เอ่ยว่า “ข้าจะเป็นคนอธิบายเองว่าทำไมพวกเจ้าถึงแพ้”
……
สวีหย่วนเสียพักอยู่ที่ภูเขาลั่วพั่ว หมี่ลี่น้อยรับหน้าที่พาแขกท่องเที่ยว บางทีบนภูเขาลั่วพั่วแห่งนี้ คนที่เลื่อมใสจอมยุทธใหญ่เคราดกผู้นี้มากที่สุดก็คือภูตน้ำใหญ่แห่งทะเลสาบคนใบ้ ไม่มีหนึ่งในแล้ว
จอมยุทธใหญ่สวีเขียนบันทึกท่องเที่ยวได้ ข้าเองก็มีเรื่องเล่าแห่งภูเขาสายน้ำเป็นกระบุงใหญ่ ดังนั้นทุกวันจะตื่นมาแต่เช้าตรู่ แล้วแม่นางน้อยชุดดำก็จะมายืนเฝ้าเป็นเทพทวารบาล

VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!