เข้าสู่ระบบผ่าน

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 1138

บทที่ 1138.1 แต่ละคนต่างก็อยู่ในห้วงฝัน
เฉินผิงอันกล่าว “ระหว่างที่เดินทางมาได้เห็นรูปโฉมทั้งหมดของนครจินชุ่ยแล้ว”

กู้ช่านยิ้มเอ่ย “หล่นลงพื้นหยั่งรากเหมือนกัน ดีกว่าถ้ำสวรรค์หลีจูของพวกเราหน่อย”

เฉินผิงอันพยักหน้า “อาจารย์เจิ้งมีอิสระมากกว่า”

กู้ช่านเอ่ยอย่างอ่อนใจ “ข้าก็แค่เกิดแรงบันดาลใจจึงพูดถึงไปอย่างนั้นเอง”

เฉินผิงอันเอ่ย “ข้าก็เหมือนกัน”

หลิ่วชื่อเฉิงที่อยู่ข้างๆ ตามองจมูก จมูกมองใจ หาได้ยากที่คนพูดมากจะเงียบขนาดนี้ ช่วยไม่ได้ คนหนึ่งคือศิษย์พี่ อีกคนคืออาจารย์ฉี ล้วนต้องให้ความเคารพจากใจจริง

ตอนนั้นที่ยันต์ตราประทับของค่ายกลคลายออก หลิ่วชื่อเฉิงโชคดีหลุดพ้นจากกรงขังแรกเริ่มเขายังมีความฮึกเหิมอยู่มาก คิดอยากจะทำเรื่องอะไรบางอย่าง ที่แจกันสมบัติทวีปสะดุดล้มตรงไหนก็ต้องปีนออกมาจากตรงนั้นนี่นะ เพื่อที่จะให้ศิษย์พี่ที่ไม่ได้เจอกันนานหลายปีสบายใจหน่อย ตอนนั้นยังไม่รู้ตื้นลึก คิดไปเองว่าบนภูเขาของแจกันสมบัติทวีปไม่มียอดฝีมือ ขอบเขตหยกดิบคนหนึ่งก็มากพอจะเดินกร่างได้แล้ว ผลคือหลิ่วชื่อเฉิงที่อยู่ในวัดร้างคิดอยากจะรับเฉินผิงอันเป็นลูกศิษย์ ไหนเลยจะคิดได้ว่าเด็กหนุ่มถึงกับเป็นคนบนเส้นทางเดียวกันกับตน ต่างก็มีที่พึ่ง ต่างก็มีศิษย์พี่

จะว่าไปแล้ว ขนาดศิษย์หลานอย่างฟูจิ้นที่ไม่เคยมีสีหน้าดีๆ ให้อาจารย์อาเห็น ตอนที่หลิ่วชื่อเฉิงพูดถึงเรื่องราวในแจกันสมบัติทวีปให้ฟัง ก็ยังถึงกับแววตาเปลี่ยนไปทันที

เฉินผิงอันถาม “ชุดคลุมอาคมที่นครจินชุ่ยเป็นผู้ถักทอ ตอนนี้ปริมาณการขายเป็นอย่างไร?”

ฟังความนัยนอกเหนือจากคำพูดนี้ของเฉินผิงอันออก กู้ช่านก็เอ่ยอย่างตรงไปตรงมาว่า “ตอนนี้ข้ายังไม่อยากคบค้าสมาคมกับศาลบุ๋น”

ที่แท้ภายในค่ำคืนเดียว ในอาณาเขตของภูเขาเฉวียนเจียว สถานที่แห่งหนึ่งที่ราบเรียบกว้างขวาง จู่ๆ ก็มีนครยักษ์โผล่ขึ้นมา เรียกได้ว่ายิ่งใหญ่อลังการ ประกายแสงระยิบระยับ ตอนกลางคืนเหมือนยามทิวา

เดิมทีด้านในของนครจินชุ่ย ผู้ฝึกตนบนทำเนียบหลายร้อยคนที่เหมือนอยู่ท่ามกลางสุริยปราคามืดมนก็ได้กลับมาเห็นแสงตะวันอีกครั้ง ผู้ฝึกตนหญิงมีมากมาย มากถึงเจ็ดแปดในสิบส่วน พวกนางได้ออกมาครั้งนี้ถึงได้รู้ว่าที่แท้ได้เปลี่ยนใต้หล้าและทำเนียบของสำนักกันแล้ว ระหว่างที่กำลังตื่นตะลึงก็มีความรู้สึกโล่งใจเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอกพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย จากนั้นก็ปิติยินดีอย่างถึงที่สุด วาดฝันถึงอนาคต

ผู้ฝึกตนเปลี่ยวร้างเกิดมาก็เลื่อมใสผู้แข็งแกร่ง จะใช่ห้าขอบเขตบนหรือไม่ เป็นห้าขอบเขตบนแล้ว จะใช่ขอบเขตบินทะยานหรือไม่ เป็นบินทะยานแล้วจะใช่ปีศาจใหญ่บนบัลลังก์ราชาหรือไม่ ล้วนเป็นหลักการเหตุผลที่เชื่อถือได้มากที่สุด เจิ้งจวีจงถึงกับสามารถย้ายนครจินชุ่ยมายังไพศาลในช่วงเวลาที่สองใต้หล้าทำสงครามกัน ไม่เสียแรงที่เป็นบุคคลอันดับหนึ่งของวิถีมาร

กู้ช่านลังเลเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยว่า “ในนครจินชุ่ยยังมีผู้ฝึกตนอีกหลายสิบคนที่จิตแห่งมรรคาสั่นไหว ร่วมมือกันหมายจะติดต่อไปหาเปลี่ยวร้าง แต่ถูกเจิ้งชิงเจียสัมผัสได้ถึงเบาะแสเสียก่อนจึงลงมือสังหารพวกเขาทั้งหมดด้วยตัวเอง”

เฉินผิงอันไม่ยอมรับและไม่ปฏิเสธ

หลิ่วชื่อเฉิงเดาะลิ้น สหายยวนหูผู้นั้นมองดูเหมือนบอบบางน่าหลงใหล น้ำเสียงยามพูดจาก็อ่อนนุ่ม คิดไม่ถึงว่าจะดุดันขนาดนี้ มิน่าเล่านางถึงได้ถูกศิษย์พี่พากลับมาที่ใต้หล้าไพศาล มีจุดที่สามารถเอามาใช้งานได้จริงๆ

เฉินผิงอันถามอย่างใคร่รู้ “โน้มน้าวจ้งซู่แห่งเกาะหวงหลีได้อย่างไร?”

ก่อกำเนิดเฒ่าจ้งซู่ ในฐานะที่ในอดีตคืองูเจ้าถิ่นจำนวนไม่มากของทะเลสาบซูเจี่ยนที่สามารถงัดข้อกับสกัดคงคาเจินจวินได้ เขามีแนวทางของตัวเองไม่เดินตามรอยผู้ใด เป็นเหตุให้ขนบธรรมเนียมของเกาะหวงหลีก็แตกต่างไปจากเกาะแห่งอื่น ตามหลักแล้วเส้นทางแตกต่างก็มิอาจร่วมทาง จ้งซู่ไม่ควรสนใจกู้ช่านถึงจะถูก

กู้ช่านตอบ “รับมือกับกระดูกแข็งที่หัวรั้นประเภทนี้ ได้แต่ควักใจออกมาให้ ปฏิบัติต่อคนอื่นด้วยความจริงใจ”

เฉินผิงอันคร้านจะถามรายละเอียด เพียงถามว่า “ให้เขามารับหน้าที่เป็นบรรพจารย์ผู้คุมกฎหรือ?”

กู้ช่านพยักหน้า “ให้จ้งซู่มาทำหน้าที่ควบคุมคน เพราะเขาใจดำไม่นับใครเป็นญาติ ให้รางวัลและลงโทษอย่างชัดเจน จึงเหมาะสมพอดี

เจิ้งชิงเจียดูแลเงิน ไม่ว่าจะใช้เงินหรือหาเงินก็ล้วนเป็นนางและนครจินชุ่ยรับผิดชอบ หลิวโยวโจวมีตำแหน่งรองเจ้าสำนัก ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ไปยุ่งด้วยได้ หรือจะไม่ยุ่งเลยก็ได้ อวี่จิ่นรับหน้าที่เป็นผู้ถวายงานอันดับหนึ่ง ก็แค่ทำไปพอเป็นพิธี ค่อนข้างจะสบาย

กู้หลิงเยี่ยนสาวใช้ข้างกายมีสถานะมากหน่อย เป็นมือรองของสายผู้คุมกฎ เป็นขุนนางหลักที่รับหน้าที่ในกองตรวจสอบ ตอนนี้ควบตำแหน่งในกองระเบียบพิธีการด้วย คนอื่นๆ ที่เหลือ คนเก่าแก่ของนครจักรพรรดิขาวก็ให้ตำแหน่งขุนนางในกองงานต่างๆ และเก้าอี้ในศาลบรรพจารย์เหมือนกัน โดยภาพรวมแล้วในสำนักก็มีเค้าโครงเช่นนี้”

เฉินผิงอันกล่าว “ช่วงต้นของการเปิดสำนักก่อตั้งพรรค มีเซียนเหรินสามคนในเวลาเดียวกันก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีมากแล้ว ในส่วนของพลังการสู้รบสูงสุดนี้ แม้ว่าพวกเจ้าจะเป็นสำนักเบื้องล่าง แต่กลับเหนือกว่าสำนักเบื้องบนของฟู่จิ้น”

นอกจากหันเชี่ยวเซ่อที่เป็นขอบเขตเซียนเหรินซึ่งปิดด่านพิสูจน์มรรคาเป็นบินทะยานแล้ว เจิ้งชิงเจียที่มีฉายาว่ายวนหู ได้รับการประทานแซ่จากเจิ้งจวีจง เซียนหญิงที่มาจากเปลี่ยวร้างผู้นี้ แน่นอนว่าจะยังรับหน้าที่เจ้านครของนครจินชุ่ยไปอีกนาน ส่วนผีอวี่จิ่นที่ขอบเขตถดถอยจากบินทะยานมาเป็นเซียนเหริน ในฐานะคนในท้องถิ่นของฝูเหยาทวีป อวี่จิ่นนั้นถือว่าได้กลับคืนมายังสถานที่เดิม ได้สวมชุดแพรกลับมายังบ้านเกิด

อย่าเห็นว่ากู้ช่านบอกว่าอวี่จิ่นคือผู้ถวายงานอันดับหนึ่งบนหน้ากระดาษ ในฐานะฮ่องเต้คนแรกในประวัติศาสตร์ของเปลี่ยวร้างที่เกือบจะปกครองหนึ่งทวีปให้เป็นหนึ่งเดียวได้ คำกล่าวที่ว่าความสามารถและแผนการอันยิ่งใหญ่ ความทะเยอทะยานพวกนี้ ต่อให้โยนไปให้อวี่จิ่นรวดเดียวหมด ไอ้หมอนี่ก็ยังรับไว้ได้ไหว

นึกถึงตอนที่ภูเขาลั่วพั่วเพิ่งเปิดภูเขา ก็มีแค่เด็กหนุ่มรองเท้าสานทั่วร่างเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความยากจนกับเด็กชายชุดเขียวและเด็กหญิงชุดกระโปรงชมพูเท่านั้น แล้วนับประสาอะไรกับที่ตอนนั้นศาลเทพภูเขายังไม่ได้ย้ายออกไป เจ้าบ้านและแขกอยู่อาศัยร่วมกันอย่างคลุมเครือ เป็นเพื่อนบ้านที่ไม่ไปมาหาสู่กันอยู่นาน

กู้ช่านส่ายหน้า “ศิษย์พี่ฟูก็แอบรวบรวมกำลังคนแล้ว ไปถึงเปลี่ยวร้างก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ เขาเป็นคนหยิ่งทระนง คาดว่าคงไม่มีทางรับตัวพวกกุ้งหอยปูปลาเละเทะมา กลับกันยังจะจงใจลดจำนวนของคนบนทำเนียบลง อาศัยสิ่งนี้มาดึงดูดผู้ฝึกตนห้าขอบเขตบนจำนวนมากกว่าเดิม”

ในที่สุดหลิ่วชื่อเฉิงก็สามารถสอดปากพูดได้ “ในฐานะลูกศิษย์เปิดขุนเขาของศิษย์พี่ สถานะนี้ถือว่ามีพลังดึงดูดอย่างมาก บวกกับที่ฟู่จิ้นเองก็เป็นเซียนกระบี่ที่มีความหวังบนมหามรรคาอยู่แล้ว ก็แค่ว่านิสัยเย่อหยิ่งไปหน่อย แต่ขอแค่เป็นคนที่ชอบคนแบบเขาก็ต้องไม่ใช่พวกคนธรรมดาอย่างแน่นอน”

เฉินผิงอันกล่าว “ลืมถามชื่อสำนักของพวกเจ้าเลย”

กู้ช่านเอ่ย “ชื่อว่าสำนักฝูเหยา ค่อนข้างจะธรรมดา”

เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “สำนักศึกษาไหลหยวน และยังมีจวนเซียนกับสำนักในท้องถิ่นมากมายขนาดนั้น ต่างก็ไม่มีความเห็นกันเลยหรือ?”

หลิ่วชื่อเฉิงพูดจาไม่ผ่านสมอง “ไป่ถงทวีปก็มีสำนักไป่ถงไม่ใช่หรือไร”

สังเกตเห็นว่าทั้งเฉินผิงอันและกู้ช่านต่างก็มองมายังตน หลิ่วชื่อเฉิงยิ้มกระอักกระอ่วน “ถือเสียว่าข้าพูดจาไม่รู้ความเหมือนเด็กน้อยก็แล้วกัน”

กู้ช่านกล่าวต่อว่า “บนภูเขาจะมีความเห็นอะไร ใครจะกล้ามีความเห็น ลูกศิษย์ของเจิ้งจวีจงสร้างสำนัก ไม่ตั้งชื่อเช่นนี้ พวกเขาถึงจะประหลาดใจ

แล้วนับประสาอะไรกับที่ในประวัติศาสตร์ฝูเหยาทวีปก็มีสำนักหลายแห่งที่ชื่อว่าสำนักฝูเหยา จุดจบล้วนไม่ดี รู้สึกว่าเพราะชื่อยิ่งใหญ่เกินไปจึงไม่อาจแบกรับโชคชะตานี้ไว้ได้ มีสำนักฝูเหยาแห่งหนึ่งที่เป็นผู้ฝึกตนบนภูเขาของในทวีปซึ่งอวี่จิ่นที่เป็นฮ่องเต้ในเวลานั้นประคับประคองขึ้นมาด้วยตัวเอง รอกระทั่งราชสำนักล่มสลาย ชะตาแคว้นขาดสะบั้น ผ่านไปได้แค่ไม่กี่วัน สำนักก็แตกแยกตาม

ก่อนหน้านี้ไม่นานอวี่จิ่นได้พูดถึงเรื่องนี้ ฝืนกลั้นน้ำตาอันขมขื่นไม่ให้ไหลริน บอกว่านั่นคือการสละชีวิตเพื่อชาติบ้านเมือง ราชครูหญิงที่โตมากับเขาตั้งแต่เด็กๆ ก็ยิ่งเป็นคนรู้ใจ นางงดงามมากเลยล่ะ แต่ข้าเคยตรวจสอบเอกสารมาก่อนแล้ว อวี่จิ่นพูดจริงอยู่แค่ไม่กี่คำเท่านั้น”

กู้ช่านพูดมาถึงตรงนี้ก็ใช้สายตาสอบถามเรื่องบางเรื่อง เฉินผิงอันกล่าว “ข้าไม่รู้อะไรทั้งนั้น”

หลิ่วชื่อเฉิงคลางแคลงไม่เข้าใจ เล่นทายคำปริศนากันอยู่หรือ?

บทที่ 1138.1 แต่ละคนต่างก็อยู่ในห้วงฝัน 1

บทที่ 1138.1 แต่ละคนต่างก็อยู่ในห้วงฝัน 2

Verify captcha to read the content.VERIFYCAPTCHA_LABEL

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!