จำต้องยอมรับว่าไฉป๋อคือยอดฝีมือเรื่องขอบเขตถดถอยจริงๆ เรื่องอย่างขอบเขตถดถอยนี้ เขามำได้อย่างคล่องแคล่วจนเกิดเป็นความชำนาญ แม้ว่าทุกวันนี้ขอบเขตจะไม่สูง แต่รากฐานก็แน่นหนาอย่างมาก
ครั้งนี้เดินทางมาร่วมกันเพื่อร่วมแสดงความยินดีกับกู้ช่าน หลิ่วชื่อเฉิงก็สงสัยใคร่รู้เป็นอย่างยิ่งว่าไปๆ กลับๆ อยู่ระหว่างสองขอบเขตอย่างโอสถทองและก่อกำเนิดมาหลายครั้งขนาดนี้ สรุปแล้วจะเลื่อนเป็นห้าขอบเขตบนได้เมื่อไหร่? ตอนนั้นไฉป๋อรู้สึกอยุติธรรมอย่างมาก พูดด้วยแววตาไม่พอใจว่า “ข้าก็อยากรู้เหมือนกัน”
ไฉป๋อยังมีอีกครึ่งประโยคที่ให้ตายอย่างไรเขาก็ไม่กล้าพูดออกไป เจ้าช่วยไปถามศิษย์พี่ของเจ้าให้ข้าทีสิ
หลิ่วชื่อเฉิงตบไหล่ของสหายหลงป๋อ แต่งคำโกหกง่ายๆ ถือเป็นการปลุกเร้ากำลังใจหลีกเลี่ยงไม่ให้พลังใจของไฉป๋อดิ่งลงเหว “สหายอย่าได้ทดท้อ เห็นแก่มิตรภาพที่มีต่อกันจะยอมแหกกฎเปิดเผยความลับสวรรค์ให้เจ้ารู้ ศิษย์พี่ของข้าใช้เจ้ามาพิศมรรคา ในเมื่อโอสถทองและก่อกำเนิดถูกเรียกรวมกันว่าเซียนดิน ระหว่างสองขอบเขตนี้ก็ย่อมมีความรู้ยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่”
ไฉป๋อเหมือนคนที่ถูกปลุกให้สะดุ้งตื่นจากฝัน เข้าใจกระจ่างแจ้งในฉับพลัน น้ำตาร้อนๆ เอ่อคลอ ไม่พูดพร่ำทำเพลงก็หันไปคุกเข่าโขกหัวเสียงดังปิ้งๆๆ ให้กับทิศทางที่ตั้งของนครจักรพรรดิขาว
หลิ่วชื่อเฉิงตกใจ คงไม่ใช่ว่าจับพลัดจับผลู กลายเป็นว่าตนเปิดเผยความจริงไปแล้วหรอกนะ?
แต่ในความเป็นจริงแล้วไฉป๋อกลับไม่เชื่อเลยสักนิด ในใจร้องโอดครวญด้วยความขมขื่น ออกจากบ้านมาครั้งนี้เพิ่งจะหวนกลับมาก่อกำเนิดได้แค่ไม่กี่วัน ยังไม่ทันกุมให้ร้อน เจ้าคนแซ่หลิ่ว มารดาเจ้าเถอะ พูดถึงขนาดนี้แล้ว นอกจากข้าจะหันไปโขกหัวขอบคุณอาจารย์เจิ้งอยู่ไกลๆ แล้วยังจะทำอย่างไรได้อีก?
หลิ่วชื่อเฉิงพูดส่งเดชไปเรื่อย ไฉป๋อก็ไม่เชื่อเขาเลยสักนิด แต่ในความเป็นจริงแล้วเจิ้งจวีจงแห่งนครจักรพรรดิขาวกลับมีความตั้งใจเช่นนี้จริง เขาต้องการจะกำหนดขอบเขตคำว่า “เซียนดิน” ให้กับผู้ฝึกตนในโลกมนุษย์ใหม่อีกครั้ง
ยอดเขาแห่งหนึ่งบนภูเขาเฉวียนเจียว เดิมทีมีอารามเจี้ยงเจิน ทว่าตอนนี้ได้กลายเป็นซากปรักไปแล้ว เจิ้งชิงเจียมาบุกเบิกถ้ำสถิตอยู่ที่นี่เพื่อใช้เป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมในภูเขานอกนครจินชุ่ย ภูเขาเขียวสายน้ำใสกระจ่าง เป็นสถานที่ที่ยอดเยี่ยมแก่การหลบร้อน
เจิ้งชิงเจียมีนิสัยเย็นชารักความสงบ ต่อให้จะรับลูกศิษย์ผู้สืบทอดมากลุ่มใหญ่ก็ยังมีแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่เข้าตานางได้อย่างแท้จริง ยากที่จะฝากระบบสายสืบทอดเอาไว้ให้ มีแค่ตี๋ก่วงอวิ้นเพียงคนเดียวที่เป็นข้อยกเว้น แล้วก็มีแค่ลูกศิษย์ผู้เป็นที่ภาคภูมิใจคนนี้ที่สามารถแวะมาหานางที่ที่ตั้งเก่าของอารามเจี้ยงเจินแห่งนี้ได้
อายุขัยการฝึกตนของตี๋ก่วงอวิ้นไม่มาก ยังไม่เลื่อนเป็นก่อกำเนิด ไม่อาจร่ายวิชาอภินิหารมองภูเขาสายน้ำผ่านฝ่ามือได้ เป็นเหตุให้มองจนสุดสายตาแล้วก็ยังได้แค่เห็นเค้าโครงคร่าวๆ ของท่าเรือจินเซี่ยเท่านั้น “อาจารย์ อิ่นกวานกับเจ้าสำนักกู้สนิทกันขนาดนี้เขาต้องมาเข้าร่วมงานพิธีครั้งนี้แน่เลยใช่ไหม? หาไม่แล้วไม่ว่าจะเป็ นในด้านมิตรภาพของสหายหรือคุณธรรมในยุทธภพก็ล้วนฟังไม่ขึ้นนะ”
เจิ้งชิงเจียปวดหัวอยู่บ้าง วันนี้เจ้าสำนักกู้ลงจากภูเขาไปจริง แต่กู้ช่านไปพบใคร ใครจะกล้ารับรองอะไร
ตี๋ก่วงอวิ้นคือผู้เลื่อมใสอิ่นกวานหนุ่มผู้นั้น คราวก่อนไปหากู้ช่านที่แจกันสมบัติทวีป ไปเป็นแขกที่ภูเขาลั่วพั่ว เจิ้งชิงเจียสะบัดนางออกมาจากชายแขนเสื้อ แต่ไม่กล้าให้นางได้เจอกับเฉินผิงอัน เพราะกลัวว่าจะเกิดเรื่องแทรกซ้อน
ขอแค่ไม่เคยไปที่ใต้หล้าเปลี่ยวร้างก็จะไม่มีทางรู้ถึงสถานะอันโดดเด่นเหนือใครของอิ่นกวานหนุ่มได้ตลอดกาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ฝึกตนเผ่าปีศาจที่เคยไปเยือนใต้หล้าไพศาลแล้วได้หวนกลับมาที่เปลี่ยวร้างอีกครั้ง ก่อนหน้านี้มีคนที่ฝ่าทะลุขอบเขตอยู่บนสนามรบของหลายทวีปเยอะมาก ทุกวันนี้ก็มีผู้มีพรสวรรค์อายุน้อยอยู่หลายคนที่ค่อยๆ กลายมาเป็นกองกำลังหลักที่สำคัญของใต้หล้าเปลี่ยวร้าง
ผู้ฝึกตนเผ่าปีศาจกลุ่มนี้ ทุกคนต่างก็มีความทรงจำที่ลึกซึ้งอย่างมากต่อเงาร่างสีแดงสดที่อยู่บนกำแพงเมืองปราณกระบี่อีกครึ่งหนึ่งนั้น
ตี๋ก่วงอวิ้นกล่าว “อาจารย์ เจ้าสำนักกู้มองดูเหมือนบัณฑิต เชี่ยวชาญในการใช้คนทำงานด้านต่างๆ อยู่กับคนประเภทนี้ก็เหมือนได้กินยาสงบใจเข้าไป”
เจิ้งชิงเจียพูดหนึ่งประโยคสองความหมาย ยิ้มกล่าว “มองดูเหมือนจริงๆ” หากมองกู้ช่านเป็นบัณฑิตที่แท้จริง ถ้าอย่างนั้นก็ผิดมหันต์แล้ว
สายแร่ของภูเขาเฉวียนเจียวนี้ก็คือภูเขาสมบัติตามความหมายหน้าตัวอักษร แม้ว่าจะผ่านการตรวจสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่า การเจือปนของหินแร่มีค่อนข้างสูง ไม่เหมาะจะเอามาหลอมเป็นเงินเทพเซียน มิอาจกลายมาเป็น ‘เงินประเภทที่สี่” นอกเหนือจากเงินฝนธัญพืช เงินร้อนน้อยและเงินเกล็ดหิมะได้ แต่ใครก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสำนักฝูเหยาที่ได้ครอบครองภูเขาเฉวียน จะไม่ต้องกลัดกลุ้มกับคำว่าเงินไปอีกพันปี
สำนักฝูเหยาและสำนักศึกษาไหลหยวนได้ครอบครองสายแร่หนึ่งในสามส่วน ฝ่ายหลังจะเอารายรับส่วนนี้มาซ่อมแซมฝูเหยาทวีปที่ผุพังเสียหายทั่วทุกหนแห่ง ราชสำนักจินผูที่เพิ่งกอบกู้ชะตาแคว้นมาได้แค่ไม่กี่ปี ฮ่องเต้ที่มีวิสัยทัศน์ยาวไกลท่านนั้น ในฐานะงูเจ้าถิ่นได้ทำการค้าครั้งใหญ่กับมังกรข้ามแม่น้ำอย่างกู้ช่าน อันดับแรกก็ได้ยกสองมือประคองส่งท่าเรือจินเซี่ยที่สร้างอยู่บนหาดตระกูลหลวนมาให้ ถือว่ามอบให้เปล่าๆ จากนั้นก็มาคุยกันเรื่องที่ว่าสายแร่นั้นจะตกเป็นของใครและจะมีการแบ่งสรรปันส่วนกันอย่างไร
ถึงอย่างไรอีกไม่นานในราชสำนักจินผูก็จะมีพรรคแห่งใหม่เพิ่มขึ้นมา คนสี่คนที่ติดตามกู้ช่านออกจากแจกันสมบัติทวีปมาลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่ก็จะกลายเป็น “บรรพจารย์ผู้บุกเบิกภูเขา” ของพรรคแห่งนั้น อดีตราชครูแคว้นอวี้เซวียนอย่างหวงเลี่ย เซียนดินขอบเขตโอสถทอง มารับหน้าที่เป็นเจ้าประมุขได้อย่างเหลือแหล่ นอกจากนี้ผู้ฝึกยุทธเสิ่นเค่อที่เพิ่งฝ่าทะลุขอบเขตเป็นก่อกำเนิด ผีก่วนคุย กับหญิงชราขอบเขตก่อกำเนิดที่ใช้นามแฝงว่าผู้หลิว ต่างก็จะได้รับหน้าที่สำคัญในพรรค
เดิมทีสถานการณ์การสู้รบในฝูเหยาทวีปก็ดุเดือดรุนแรง ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนยากแค้น บ้านเมืองเสื่อมโทรม ภูเขาลูกนี้มิอาจดูแคลน แน่นอนว่ามันก็คือ “ภูเขาเบื้องล่าง” ที่ยังไม่ถูกเปิดเผยชั่วคราวของสำนักฝูเหยา
กู้ช่านเอาสายแร่หยกภูเขาเฉวียนเจียวหนึ่งในสามส่วนมาแบ่งออกเป็นอีกสามส่วน ส่วนหนึ่งมอบให้ราชสำนักจินผู อีกส่วนหนึ่งมอบให้โฮ่วซานที่เป็นพันธมิตรกัน สำนักฝูเหยาเก็บไว้เองส่วนหนึ่ง แต่ในนามก็ยังคงถือว่าเป็นของราชสำนักจินผู มีการสัญญาปากเปล่าคล้ายสัญญาวิญญูชนกับฮ่องเต้สกุลหง หลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกพวกบัณฑิตผู้ยึดมั่นในคุณธรรมแห่งหนทางอันเที่ยงธรรมของสำนักศึกษาไหลหยวนคว้าจับจุดอ่อนเอาไว้ได้
งานพิธีของสำนักยังไม่ทันได้จัด กู้ช่านก็ได้ครอบครองท่าเรือส่วนตัวแล้ว เรือข้ามทวีปลำหนึ่ง นครที่เหมือนต้นไม้เขย่าเงินเหมือนอ่างรวมสมบัติแห่งหนึ่ง มีพรรคที่เป็นภูเขาเบื้องล่างอย่างลับๆ อีกแห่งหนึ่ง
เจิ้งชิงเจียลูบมวยผมของลูกศิษย์ตัวเอง อดไม่ไหวเอ่ยเตือนไปด้วยความหวังดีว่า “ไพศาลไม่เหมือนกับเปลี่ยวร้าง เปลี่ยวร้างของพวกเราฆ่าคนไม่ต้องใช้เหตุผล แต่ที่ไพศาลแห่งนี้กลับเอาเหตุผลมาฆ่าคน นับแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าแค่ปิดประตูตั้งใจฝึกตนไปก็พอ วัตถุดิบวิเศษแห่งฟ้าดิน โชควาสนาตระกูลเซียนและฐานะลำดับศักดิ์ที่ควรเป็นของเจ้า จะไม่ขาดไปแม้แต่น้อย แต่เจ้ากลับต้องจำเรื่องหนึ่งให้ชัดเจน อย่าได้ไปท้าทายเจ้าสำนักกู้ส่งเดช จำไว้ให้แม่นมั่น หากกู้ช่านเกิดใจคิดอยากสังหารเจ้า แม้กระทั่งอาจารย์ก็ยังปกป้องเจ้าไม่ได้”
ตี๋ก่วงอวิ้นพยักหน้า “อาจารย์วางใจได้เลย ศิษย์รู้หนักเบาดีร้าย”
ต่อให้ได้รับคำสัญญาจากปากของลูกศิษย์ที่รักแล้ว เจิ้งชิงเจียก็ยังกังวลว่านางจะเคยชินกับขนบธรรมเนียมของเปลี่ยวร้างและความอิสระเสรีของนครจินชุ่ย “เจ้าต้องรับปากอาจารย์อีกเรื่องหนึ่ง ห้ามไปพบหน้าเจ้าสำนักกู้เพียงลำพังโดยพลการเด็ดขาด”
ตี๋ก่วงอวิ้นไม่ได้แสร้งทำเป็นออดอ้อนขอร้อง แล้วก็ไม่ได้แสร้งทำท่าเอ่ยคำสาบานเพียงแค่เอ่ยเสียงเบาว่า “อิ่นกวานหนุ่มยังสามารถพิทักษ์หัวกำแพงเอาไว้ได้ แต่กลับเกือบจะเดินออกมาจากทะเลสาบซูเจี่ยนไม่ได้ มดตัวน้อยๆ อย่างข้าต้องใช้ชีวิตอยู่ใต้เปลือกตาของเจ้าสำนักกู้ ไหนเลยจะกล้าประมาท”
เจิ้งชิงเจียมีสีหน้าซับซ้อน พยักหน้า ถือว่ายอมรับในคำสัญญาของลูกศิษย์แล้ว เพียงแต่ว่านางยังเอ่ยเตือนด้วยสีหน้าจริงจังอีกรอบ “คำพูดทำนองนี้ วันหน้าอย่าได้พูดอีก ไม่ว่ากับใครก็ห้ามพูด!” ตี๋ก่วงอวิ้นรีบตอบตกลงอย่างรวดเร็ว


VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!