ยกตัวอย่างเช่นเล่าลือกันว่ามีครั้งหนึ่งตกอยู่ในวงล้อมสังหารที่อันตรายรายล้อมไปรอบด้าน มีปีศาจใหญ่สองตนเป็นผู้นำ ผู้ฝึกตนร้อยกว่าคนเข้าร่วมการล้อมฆ่าและซุ่มโจมตี บินทะยานสองตนที่วางแผนมานาน กระนั้นก็ยังถูกป่ายจิ่งฆ่าไปหนึ่งทำให้บาดเจ็บไปอีกหนึ่ง ส่วนมดตัวอื่นๆ ที่เหลือล้วนถูกกระบี่ฟันร่างแยกออกจากกันทั้งสิ้น การส่งกระบี่ของป่ายจิ่งชอบฟันผ่าร่าง ผู้ฝึกกระบี่หญิงที่บาดเจ็บสาหัสเผยร่างจริง บนสนามรบแห่งนั้นนางสวาปามไปคำใหญ่ กินศพพวกนั้นเต็มอิ่มไปหนึ่งมื้อ ไม่ปล่อยให้สิ้นเปลืองเลยแม้แต่น้อย ต่อให้เป็นปีศาจใหญ่ที่มีอายุขัยการฝึกตนอย่างจูเยี่ยน คนรุ่นหลังยามที่พูดถึงป่ายจิ่งก็ยังต้องด่านางว่าเป็นสตรีดุร้าย
เวลานี้เซี่ยโก่วเอาสองมือเท้าเอว พยายามตีหน้าเคร่ง แต่แท้จริงแล้วนางอารมณ์ดีอย่างถึงที่สุด โอ้ว้าว โอ้ว้าว แม่หนูน้อยปากหวานจริงๆ ปากแบบนี้กินน้ำตาลมาหรือไร วะฮ่ะฮ่า ความสามารถในการรับลูกศิษย์ของเจิ้งชิงเจียไม่เลวเลยนะ ถูกชะตายิ่งนัก
แต่ปากของเซี่ยโก่วกลับพูดว่า “อืม วันหน้าแม่นางน้อยสามารถไปเยือนภูเขาลั่วพั่วบ่อยๆ ได้ ใช่แล้ว เจ้าชื่ออะไรแล้วนะ?” ตี๋ก่วงอวิ้นเอ่ยอย่างขลาดๆ “ตอบอาจารย์ย่า ข้าชื่อตี๋ก่วงอวิ้น เลื่อมใสนับถือใต้เท้าอิ่นกวานมาโดยตลอด”
เซี่ยโก่วทอดถอนใจ ได้ยินประโยคหลังนางก็รีบเปลี่ยนคำพูดทันที “ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็อย่าไปภูเขาลั่วพั่วดีกว่า” ตอนนี้ข้ายังเป็นแค่ผู้ถวายงานอันดับรอง หมวกขุนนางไม่อาจเทียบกับฮูหยินเจ้าขุนเขาได้ เจ้าขุนเขามีดีมากมาย ก็แค่ว่าเรื่องที่กลัวหนิงเหยาที่ยังต้องปรึกษาหารือกันให้ถ่องแท้
เสี่ยวโม่รู้สึกเสียใจภายหลังเล็กน้อย ไม่ควรพานางมาที่นี่เลย เดิมเซี่ยโก่วคิดว่าจะหยิ่งในศักดิ์ศรีเลียนแบบจิ่งชิงสักครั้ง ต่อให้ต้องเสียตำแหน่งขุนนางไปก็ยังต้องพูดถ้อยคำสัตย์จริงที่ระคายหู โน้มน้าวเจ้าขุนเขาสักหน่อยว่า ท่านแต่งภรรยาสู่ขอเมีย จะต้องกลัวหนิงเหยาทำไม แต่เสี่ยวโม่เกลี้ยกล่อมนางว่าอย่าพูด ถ้าอย่างนั้นก็จะฟังเสี่ยวโม่แล้วกัน
ทะยานลมไปถึงภูเขาเฉวียนเจียวด้วยกัน เฉินผิงอันแค่ชมทัศนียภาพรอบภูเขาบรรพบุรุษคร่าวๆ ไปรอบหนึ่ง ไม่ได้แวะไปดูยอดเขาอื่นๆ หลิ่วชื่อเฉิงเห็นว่าไม่มีใครสนใจตนก็ได้แต่เป็นฝ่ายสอบถามว่าจะให้ตนพักอยู่ที่ไหน กู้ช่านบอกให้เขาปูผ้านอนกับพื้น
ตอนนี้หลิวโยวโจวไม่อยู่บนภูเขา ช่วงนี้เขาไปอยู่ที่นครจินชุ่ยตลอดเพื่อทำความเข้าใจกับขั้นตอนการถักทอชุดคลุมอาคมอย่างละเอียด
คืนนี้บุปผาสวยงามดวงจันทร์เต็มดวง คนพบเจอกับเรื่องน่ายินดี จิตใจก็ปลอดโปร่ง พรุ่งนี้เข้าก็คืองานพิธีเปิดสำนักแล้ว เจ้าสำนักหนุ่มคนหนึ่งที่อายุสามสิบกว่าปี ผลสำเร็จและชื่อเสียง มีความหวังบนมหามรรคา
กู้ช่านนั่งอยู่บนราวรั้วของหอชมทัศนียภาพเพียงลำพัง สองมือวางลงบนหัวเข่าเบาๆ ตบเข่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า สาวใช้กู้หลิงเยี่ยนเคาะประตูพอเป็นพิธี เดินมาถึงตรงนี้แล้วก็ยกสองแขนกอดอก เอนกายพิงกรอบประตู มองไปยังแผ่นหลังที่มองแล้วเหมือนจะหม่นเศร้าอยู่บ้าง
เพราะใต้เท้าอิ่นกวานไม่มาพูดคุยรำลึกความหลังอยู่ที่นี่ด้วยกัน วิ่งไปดื่มเหล้าพูดคุยกับพวกปรมาจารย์เสิ่น ก็เลยแอบโกรธหรือ? กู้ช่านไม่เอ่ยอะไร นางเบื่อหน่ายอย่างมากจึงใช้ปลายรองเท้าที่ปักลายบุปผาจิ้มลงไปบนพื้นครั้งแล้วครั้งเล่า
หึ ก่อนที่คุณชายจะลงจากภูเขาได้ตั้งใจกำชับกองห้องเครื่องเป็นพิเศษว่าไม่ต้องเตรียมอะไร คาดว่าคงจะอยากให้เฉินผิงอันเข้าครัวเองกระมัง? ผลคือ? ผลก็คือภาพเหตุการณ์อย่างในตอนนี้อย่างไรเล่า กู้หลิงเยี่ยนเงียบปากแต่โดยดี แน่นอนว่านางไม่กล้าสาดเกลือลงบนบาดแผล หากถูกอีกฝ่ายอาฆาตเข้าจริงๆ อีกทั้งนี่ยังเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเฉินผิงอันเสียด้วย
กู้ช่านพูดกับตัวเองว่า “ภูเขาสูงข้ามได้ง่าย ทางเรียบเดินได้ยากที่สุด”
กู้หลิงเยี่ยนเห็นว่าในที่สุดเขาก็ไม่ทำตัวเป็นคนใบ้อีกแล้ว จึงเอ่ยคล้อยตามว่า “ทักษะที่ฝึกฝนในชีวิตประจำวันสำคัญอย่างมาก เหตุผลคือเหตุผลนี้ คุณชายอยากจะเป็นผู้นำของทวีปแห่งหนึ่ง ทุกวันนี้ก็เพิ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นเท่านั้น”
อายุน้อยก็ถูกหลิวจื้อเม่าสกัดคงคาเจินจวินถูกใจในฐานกระดูก พาไปอยู่ที่ทะเลสาบซูเจี่ยน นับแต่นั้นมาก็เดินไปบนเส้นทางการฝึกตนอย่างเป็นทางการ อยู่ในทะเลสาบซูเจี่ยนที่จิตใจคนชั่วร้าย ปราณสังหารซุ่มซ่อนอยู่ทั่วทุกหนแห่ง อาศัยเจียวน้ำขอบเขตก่อกำเนิดตัวหนึ่งกระทำการกำเริบเสิบสาน ใช้การฆ่าหยุดยั้งการฆ่า สิ่งที่เบื่อหน่ายที่สุดก็คือคำว่า “กฎเกณฑ์”
ภายใต้โชควาสนาที่บังเอิญ ได้ติดตามเจิ้งจวีจงไปอยู่นครจักรพรรดิขาว กลายมาเป็นอาจารย์และศิษย์กัน ได้เปลี่ยนโฉมหน้าใหม่ ทำลายคอขวดขอบเขตก่อกำเนิด พิฆาตจิตมาร เลื่อนเป็นห้าขอบเขตบนได้สำเร็จ นับแต่นั้นมาก็มีฟ้าดินแห่งใหม่ คนวัยตั้งตัวของล่างภูเขา (เปรียบเปรยถึงคนอายุประมาณสามสิบปี) ได้กลายเป็นบรรพจารย์ผู้บุกเบิกภูเขาแล้ว กลายมาเป็นเจ้าสำนักอายุน้อยจำนวนไม่มากในประวัติศาสตร์ของไพศาล
กู้ช่านไม่ได้หันหน้าไปมอง เพียงเอ่ยว่า “ไม่ต้องมานั่งกินลมเป็นเพื่อนข้าหรอก ไปทำธุระของเจ้าเถอะ”
กู้หลิงเยี่ยนคลี่ยิ้มราวบุปผาผลิบาน “ปรนนิบัติรับใช้คุณชายให้ดีก็ไม่ใช่หน้าที่หลักของสาวใช้หรอกหรือ?”
กู้ช่านกล่าว “ข้าไม่มีอารมณ์จะพูดไร้สาระกับเจ้า” กู้หลิงเยี่ยนไม่ถือสา ยอบกายคารวะแล้วจากไปเงียบๆ อย่างว่าง่าย
กู้ช่านทอดสายตามองไปยังทิศไกล หวนนึกถึงชีวิตที่ผ่านมาก็รู้สึกเหมือนอยู่ในห้วงฝัน
ฟ้าเริ่มสว่าง ห่างจากงานพิธีอย่างน้อยอีกหนึ่งชั่วยาม คนแรกที่มาถึงลานกว้างนอกประตูศาลบรรพจารย์กลับเป็นคนนอกคนหนึ่ง พอมาถึงที่นั่น ด้วยไม่มีอะไรให้ทำ บุรุษชุดเขียวที่สวมรองเท้าผ้าจึงเดินเล่นเนิบช้าอยู่บนลานกว้างที่ปูไว้ด้วยหยกขาว หากจำไม่ผิด ก่อนหน้านี้ในงานพิธีเปิดภูเขาของสำนักกระบี่ชิงผิง บุรุษที่เป็นเจ้าสำนักของสำนักเบื้องบนเป็นคนสุดท้ายที่มาถึงงาน
ที่พักของกู้ช่าน กู้หลิงเยี่ยนเคาะประตูแล้วเปิดออก ปรนนิบัติคุณชายของตนล้างหน้าเช็ดมือ ช่วยจัดระเบียบเสื้อผ้าให้อย่างละเอียด สวมกวานหยกและปักปิ่นทองให้เรียบร้อย
ตอนที่นางพูดถึงเรื่องนี้ ดูเหมือนกู้ช่านจะไม่ประหลาดใจ เพียงแค่หยิบผ้าขึ้นมาเช็ดใบหน้าใหม่อีกครั้ง จากนั้นรอยยิ้มก็ค่อยๆ คลี่แผ่ออกมาบนใบหน้า เอ่ยว่า “อยู่กับข้า เขามักจะเป็นเช่นนี้เสมอ”
……
ท่ามกลางแสงสนธยา บนถนนของหมู่บ้านชนบทมีเด็กชายชุดเขียวคนหนึ่งสะบัดชายแขนเสื้อสองข้างเดินอาดๆ ผ่านหมู่บ้านไป เท้าเหยียบบนแผ่นหินสีเขียว มุ่งหน้าไปยังโรงเรียนที่อยู่ติดริมลำธาร
หมาข้างทางเห่าไม่หยุด เด็กชายชุดเขียวก็ตั้งท่าทันใด ตั้งกระบวนท่าหมัดเปิดภูเขาถามทาง คุมเชิงอยู่กับพวกมัน สุดท้ายพวกมันหางลู่วิ่งห่างไปไกล เด็กชายชุดเขียวพลันยืนตรง สะบัดชายแขนเสื้อเสียงดังพึ่บพั่บ “คิดจะสู้กับนายท่านใหญ่หรือ?! ช่างมีดีสุนัขจริงๆ!”
มีคนในหมู่บ้านเห็นภาพนี้ก็ส่ายหน้าโดยตรง ทุกหมู่บ้านล้วนมีคนโง่ ไม่รู้ว่าเด็กคนนี้มาจากหมู่บ้านไหนถึงได้เดินเตร็ดเตร่มาถึงที่นี่
ขยับเข้าใกล้โรงเรียนที่เพิ่งเลิกเรียน เด็กชายชุดเขียวก็ตะเบ็งเสียงดัง “พี่โจว พี่โจว!” เจียงซ่างเจินที่เหน็บตำราสองสามเล่มไว้ใต้รักแร้เดินออกมาจากห้องเรียน ยกมือขึ้นกวัก “ตรงนี้ ตรงนี้”
เฉินหลิงจวินเดินเร็วๆ ไปหาโจวอันดับหนึ่ง จะเมินเฉยพี่น้องโจวบ้านตัวเองไม่ได้เด็ดขาด มาสอนหนังสือในหมู่บ้านชนบทแทนนายท่านเจ้าขุนเขา โดดเดี่ยวเดียวดาย ต้องแวะมาดูเขาสักหน่อย


VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!