เข้าสู่ระบบผ่าน

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 1138

บทที่ 1138.4 แต่ละคนต่างก็อยู่ในห้วงฝัน
นอกจากนี้หนิงจี๋อยากตื่นขึ้นมาเมื่อไหร่ก็จะสามารถตื่นขึ้นมาได้อย่างตรงเวลาเหมือนกับระฆังในวัดที่ตีเป็นเวลา แม่นยำราวกับนาฬิกาแดดที่วางไว้ตรงลานตากธัญพืชไม่คลาดเคลื่อนไปแม้แต่เสี้ยวเดียว

ส่วนจ้าวซู่เซี่ยที่เรียนวิชาหมัดคือศิษย์รักของเฉินผิงอัน แน่นอนว่านิสัยใจคอต้องดีมาก อีกทั้งยังเป็นคนที่รู้ขอบเขตรู้อะไรควรไม่ควรเหมือนเฉินผิงอันอย่างมาก ก็บอกไม่ได้ว่านิสัยนี้มีติดตัวมาตั้งแต่เกิดหรือว่าเพิ่งจะมาฝึกเอาภายหลัง

เจียงซ่างเจินหัวเราะร่าถามว่า “หนิงจี๋ เทียบกับอาจารย์พ่อของเจ้าแล้ว ข้ากับเขาใครสอนหนังสือได้เก่งกว่ากัน?”

เด็กน้อยตอบตามสัตย์จริง “อาจารย์โจวมีความอดทนดีกว่า แต่ยังคงเป็นอาจารย์พ่อที่ร้ายกาจมากกว่า”

เจียงซ่างเจินสงสัย “หนิงจี๋อ่า คำกล่าวนี้ขัดแย้งในตัวเองนะ เจ้าพูดสลับกันหรือเปล่า?”

เฉินหลิงจวินลูบหัวของหนิงจี๋ มองดูเหมือนเด็กน้อยที่หัวไวคนหนึ่ง ไฉนกบาลเล็กๆ นี่ถึงไม่ฉลาดเลยล่ะ เมื่อเทียบกับตนแล้วยังด้อยกว่าเยอะมากนัก หนิงจี๋ส่ายหน้าพูดด้วยสายตาเด็ดเดี่ยว “ไม่ได้พูดผิด” เด็กน้อยลังเลอยู่เล็กน้อย แล้วก็ไม่ได้มีท่าทางเด็ดเดี่ยวถึงเพียงนั้นแล้ว “บางทีอาจเป็นความรู้สึกของข้าที่ผิดพลาดไป”

เจียงซ่างเจินยิ้มเอ่ย “ไม่ผิดหรอก เจ้าพูดถูกแล้ว”

เฉินหลิงจวินรู้สึกเหลือเชื่อ “จะเป็นไปได้อย่างไร โจวอันดับหนึ่ง เจ้ามีความอดทนมากกว่านายท่านเจ้าขุนเขาอีกหรือ? อยากหัวร่อให้ฟันหัก เห็นๆ กันอยู่ว่าเจ้าขุนเขาบ้านข้าสอนหนังสือได้ดีกว่า ความอดทนก็ดียิ่งกว่า”

หนิงจี๋ทำหน้าอึ้งตะลึง พูดแบบนี้ก็ได้ด้วยหรือ?

เจียงซ่างเจินยิ้มบางๆ “เพราะในเรื่องอย่างการสอนหนังสือ อันที่จริงข้าไม่ได้ใส่ใจนักเรียนประถมในโรงเรียนทุกคนมากพอ ดังนั้นจึงกลายเป็นว่าข้าดูมีความอดทนมากกว่า”

ดวงตาของหนิงจี๋เป็นประกายทันใด “ใช่แล้วๆ นี่ก็คือความรู้สึกก่อนหน้านี้ที่ข้าพูดไม่ออก ใจของอาจารย์โจวอยู่แค่ในตำรา แต่อาจารย์พ่อสอนหนังสือ ใจอยู่นอกตำรา”

เจียงซ่างเจินพยักหน้า “ถูกต้อง” ไม่เสียแรงที่เป็นลูกศิษย์ผู้เป็นที่ภาคภูมิใจที่เฉินผิงอันวางใจสอนความรู้เรื่องยันต์ให้

เจียงซ่างเจินพูดเบี่ยงประเด็น “แม้ว่าทุกวันนี้จะเป็นอาจารย์สอนหนังสือ แต่อันที่จริงตอนที่ยังหนุ่มก็เคยท่องอยู่ในยุทธภพมาก่อน หนิงจี๋ รู้หรือไม่ว่าอะไรคือยุทธภพ?”

เฉินหลิงจวินฟังจนดวงตาเบิกกว้าง โจวอันดับหนึ่งจะไม่สั่งสอนลูกศิษย์ของคนอื่นไปในทางผิดจริงๆ หรือ?

หนิงจี๋ลังเลเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหน้า เด็กน้อยไม่ได้รู้สึกวาดฝันต่อยุทธภพมากขนาดนั้น เจียงซ่างเจินเองก็ไม่ได้พูดต่อ

เฉินหลิงจวินชวนคุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ เนื้อหาของหัวข้อบทสนทนาหลายๆ เรื่อง หนิงจี๋ล้วนฟังไม่เข้าใจ

ท่ามกลางสีสันแห่งราตรี หนิงจี๋ลุกขึ้นยืนขอตัวลากลับไป เอาเก้าอี้ไม้ไผ่วางกลับไปไว้ในห้อง เจียงซ่างเจินไม่ได้ลุกขึ้น แต่เฉินหลิงจวินกลับบอกว่าจะเดินไปด้วยกันสักระยะหนึ่ง ยังไม่เคยไปเยือนหมู่บ้านข้างๆ มาก่อนเลย

เจียงซ่างเจินมองเงาร่างของพวกเขาสองคน อันที่จริงส่วนสูงต่างกันไม่มากเท่าไร

ภูเขาลั่วพั่วคือสถานที่ที่ดีที่เหมาะแก่การสร้างวิชาความรู้จริงๆ บันทึกคนผ่านทางของเฉินหลิงจวิน ตำราวีรบุรุษของป่ายเสวียน และยังมีสมุดบัญชีหลายหีบที่เผยเฉียนสะสมเอาไว้ สมุดหลายเล่มที่หน่วนซู่ใช้บันทึกรายรับรายจ่ายในชีวิตประจำวัน บันทึกประจำวันของหมี่ลี่น้อยที่เขียนแค่สภาพอากาศ เอกสารข้อมูลที่คงโหวบันทึกเรื่องราวของคนและเหตุการณ์ทั้งหมดในภูเขาเอาไว้ ถึงขั้นที่ว่าทุกวันนี้แม้กระทั่งเซี่ยโก่วก็ยังเริ่มเขียนบันทึกภูเขาสายน้ำแล้ว

ผ่านไปได้ไม่นานเท่าไร เฉินหลิงจวินก็เดินเตร็ดเตร่กลับมา เอ่ยว่า “หนิงจี๋คือเด็กที่มีชาติกำเนิดลำบากยากจน พี่โจวช่วยดูแลให้มากหน่อยนะ” เจียงซ่างเจินพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม “ได้เลย”

เฉินหลิงจวินอ้าปากหาว เอนกายพิงพนักเก้าอี้ ยกขาขึ้นนั่งไขว่ห้าง

เจียงซ่างเจินถามอย่างใคร่รู้ “ได้ยินมาว่าพี่สาวที่มีฉายาว่ายวนหูผู้นั้น คราวก่อนมาเป็นแขกในภูเขา เจ้าได้เจอหรือไม่ รูปร่างเป็นอย่างไร?”

เฉินหลิงจวินแคะขี้มูกแล้วดีดทิ้ง ตอบง่ายๆ ว่า “เคยเจอแล้วสิ จำไม่ค่อยได้เท่าไรแล้ว รูปร่างน่าจะธรรมดากระมัง”

เจียงซ่างเจินทำหน้าตกตะลึง แสร้งถามด้วยท่าทางเลื่อมใสสุดขีด “น้องจิ่งชิง สตรีที่เจ้าพบเจอในชีวิตนี้ล้วนเป็นเทพธิดาบนสวรรค์หมดเลยหรือ?”

เฉินหลิงจวินกลอกตามองบน คร้านจะเปลืองน้ำลายพูดแม้แต่ครึ่งประโยค

เจียงซ่างเจินหวนนึกถึงอดีตอย่างที่หาได้ยาก นี่คงเป็นเพราะเขาแทบจะไม่เคยรู้สึกเสียใจภายหลังต่อเรื่องใดมาก่อน ทำไมฟ้าดินกว้างใหญ่ขนาดนี้ ท่ามกลางผู้คนมากมายดุจน้ำในมหาสมุทร กลับมองเห็นแค่นางที่เดินตรงมาหาข้า เพียงแค่มองครั้งเดียวก็ยากจะลืมเลือนได้อีก

เจียงซ่างเจินเอนกายนอนบนเก้าอี้หวาย สองมือวางทับซ้อนกันไว้บนหน้าท้องเอาอย่างพ่อครัวเฒ่า “ข้าสามารถมอบทุกสิ่งที่นางต้องการให้ได้ มีเพียงสิ่งเดียวที่ข้าให้ไม่ได้และนางเองก็ดันต้องการสิ่งนี้สิ่งเดียวเท่านั้น”

เฉินหลิงจวินนั่งอยู่บนม้านั่งตัวเล็ก เอ่ยเสียงเบาว่า “แต่งงานกันอย่างถูกต้องตามจารีตประเพณีหรือ?”

เจียงซ่างเจินกล่าว “ความจริงใจที่บริสุทธิ์ รักได้แค่คนเดียว อยู่ด้วยกันไปจนเส้นผมขาวโพลน”

เฉินหลิงจวินเบ้ปาก “จะว่าไปแล้วก็ไม่ใช่เพราะว่าเจ้าชู้จนกลายเป็นสันดาน เจอคนหนึ่งก็ชอบคนหนึ่งได้ง่ายไปหมด เก็บความคิดจิตใจไว้ไม่ได้ สตรีผู้นั้นเจอเจ้าก็เท่ากับเจอคนไม่ดี ชาติก่อนนางต้องติดค้างเจ้ามาก่อนแน่”

เจียงซ่างเจินเงียบงัน หากเป็นที่สำนักกุยหยกและพื้นที่มงคลถ้ำเมฆา ใครเล่าจะกล้าพูดจาตรงไปตรงมาอย่างไม่หวั่นเกรงเช่นนี้ เจียงซ่างเจินต้องซ้อมจนเขาอึราดแน่นอน

เฉินหลิงจวินกล่าว “พี่น้องคนกันเอง ข้าถึงได้พูดอย่างนี้ อย่าถือสาล่ะ” เจียงซ่างเจินโบกมือยิ้มๆ เป็นการบอกกับเขาว่าไม่ต้องคิดมาก หากไม่เป็นเพราะถูกชะตากันจริงๆ ไยต้องพูดถึงเรื่องนี้ด้วยเล่า ขนาดลูกชายแท้ๆ ยังไม่เคยได้ยินเขาพูดเรื่องนี้เลย

เงียบกันไปพักหนึ่ง เจียงซ่างเจินก็ถามว่า “จิ่งชิง เจ้าคิดว่าตัวเองเหมือนเฉินผิงอันหรือไม่?”

เฉินหลิงจวินอึ้งตะลึง “ฮ่า นี่มันคำถามผายลมสุนัขอะไรกัน ข้ากับนายท่านเจ้าขุนเขาจะเหมือนกันได้หรือ? ขอแค่มีจุดที่เหมือนกันสักจุดสองจุด นายท่านเจ้าขุนเขาก็ไม่มีทางมีผลสำเร็จอย่างในทุกวันนี้แล้ว ข้าเองก็ไม่มีทางมาดื่มลมตะวันตกเฉียงเหนืออยู่กับเขาแน่นอน ยังจะเหมือนตอนนี้ที่ได้กินดื่มเอร็ดอร่อยทุกวัน มีทั้งสุราทั้งอาหารครบครัน อยู่บนภูเขาถ้าเบื่อก็แค่ลงจากภูเขาไปเดินเล่นย่อยอาหารได้หรือ?”

หน่วนซู่เงยหน้าขึ้น ดวงตาพลันเป็นประกาย แต่กระนั้นก็ยังกึ่งเชื่อกึ่งกังขา มือยังคงกำแน่น

จูเหลี่ยนอธิบายว่า “เจ้าโง่เฉินหลิงจวินผู้นี้ ถึงอย่างไรก็เป็นคนในยุทธภพ เป็นคนบนเส้นทางเดียวกันกับจอมยุทธใหญ่สวีพอดี พูดคุยกันถูกคอ ความใจกว้างของจอมยุทธใหญ่สวีก็วางอยู่ตรงนั้น ยิ่งเฉินหลิงจวินพูดจาตรงไปตรงมาไม่รู้ร้อนไม่รู้หนาวมากเท่าไร คำพูดของเขาก็ยิ่งไม่ทำร้ายคนมากเท่านั้น กลับยิ่งทำให้จอมยุทธใหญ่สวีคลายปมในใจได้ กลายมาเป็นปล่อยวาง คือเรื่องดี”

หน่วนซู่ใคร่ครวญคำพูดประโยคนี้อย่างละเอียด แล้วสีหน้าก็อ่อนโยนลง พยักหน้ารับเบาๆ ดูเหมือนว่าจะเป็ นเช่นนี้? นางถาม “อาจารย์จู เฉินหลิงจวินจงใจทำแบบนี้หรือ?”

จูเหลี่ยนหยิบมีดหั่นผักขึ้นมาใหม่ “เขาไม่มีสมองขนาดนั้นหรอก”

สังเกตเห็นว่าหน่วนซู่ไม่พูดไม่จา เอาแต่จ้องมองตน จูเหลี่ยนก็ยิ้มแล้วร้องว่าโธ่เอ๊ย หน่วนซู่พูดขอบคุณ ดวงตาหยีลงเป็นจันทร์เสี้ยว สีหน้านุ่มนวล หันมาเลือกผักต่ออีกครั้ง

กับแกล้มเพิ่งจะถูกยกวางลงบนโต๊ะ เด็กชายชุดเขียวก็เดินเอ้อระเหยลอยชายมาถึงหน้าประตู ยื่นหัวเข้ามา “พ่อครัวเฒ่า นังหนูโง่ ยุ่งอยู่หรือ? มัวทำอะไรอยู่ เร็วเข้าสิ ทำแตงกวาดองอีกสักจาน ช่วยแก้อาหารเมาค้างได้ดี นายท่านเจ้าขุนเขาไม่อยู่ ข้าต้องรับภาระในการรับรองแขกมาไว้ที่ตัวเอง นี่ข้าก็เพิ่งเรียกพี่ใหญ่สวีมาด้วย ต้องประลองกันดีๆ สักมื้อ บนโต๊ะเหล้าไม่มีความผูกพันพี่น้องอะไรทั้งนั้น บนเส้นทางแห่งหมัดมีแค่สูงกับต่ำเท่านั้น….”

จูเหลี่ยนมองหน่วนซู่ เห็นไหม โง่หรือไม่ล่ะ? หน่วนซู่พยักหน้า เป็นคนโง่จริงๆ ด้วย

ก่อนหน้านี้หนิงจี๋กลับมาถึงที่พักในหมู่บ้านข้างๆ ก็เปิดประตูและลงกลอนเบาๆ เดินย่องไปถึงห้องของตัวเองแล้วก็ล้มตัวลงนอน จ้าวซู่เซี่ยที่นอนอยู่ในห้องด้านนอกหลับตาลง วางใจได้อย่างแท้จริง ลมหายใจจึงเริ่มทอดยาวและแผ่วเบา

หนิงจี๋ฝันประหลาด มือกระบี่ชุดเขียวคนหนึ่งเหมือนจะเป็นอาจารย์ ในมือถือไม้เท้าเดินป่า ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาไปกี่เดือนปี ไม่เคยทะยานลม แต่เดินเท้าเดินไปจนทั่วภูเขาสายน้ำของทวีปแห่งหนึ่งที่พังภินท์

และในใต้หล้าเปลี่ยวร้าง ผู้ฝึกกระบี่เผ่าปีศาจอายุน้อยที่เพิ่งจะขึ้นเขาฝึกตนคนหนึ่งก็ได้พลัดหลงเข้ามาในพื้นที่ลับ คล้ายจะเป็นสถานที่สำหรับอ่านหนังสือ เรือนแห่งนี้ชื่อว่าไพศาล?

เรือนไพศาล!

ผู้ฝึกตนหนุ่มตื่นตระหนกสุดขีด เป็นใครกันนะที่ไม่รู้จักกลัวตาย กล้าตั้งชื่อห้องหนังสือแบบนี้อยู่ในใต้หล้าเปลี่ยวร้าง? อยู่ดีๆ ก็ทะเล่อทะล่าเข้ามาในที่แห่งนี้ เดินวนอยู่หลายตลบก็ยังหาทางออกไม่เจอ ผู้ฝึกตนหนุ่มจึงได้แต่เริ่มพลิกเปิดตำราในห้องหนังสืออ่าน วางตำราพื้นบ้านที่ไม่ว่าจะมองอย่างไรเนื้อหาก็ธรรมดาพวกนั้นลง ฝึกควบคุมลมหายใจอยู่พักหนึ่ง

ท่ามกลางความมืดมิดที่มองไม่เห็น เขารู้สึกสะลึมสะลือ แล้วก็ฝันไป บนสนามรบที่กว้างใหญ่แห่งหนึ่ง สองทัพประจัญบานกัน กองกำลังของสองฝ่ายล้วนมีมากมายเกินกว่าจะนับได้หมด ด้านหนึ่งคือเผ่าปีศาจที่ตั้งเป็นค่ายทัพ อีกด้านหนึ่งคือกองทัพม้าเหล็กของไพศาล

สุดท้ายสถานการณ์ทางการสู้รบก็เริ่มโน้มเอียงไปด้านหนึ่ง และเวลานี้เอง มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์เกราะทองที่เรือนกายสูงใหญ่ราวกับมหาบรรพตองค์หนึ่งเยื้องกรายมาตรงกลางของสนามรบ ร่างกระแทกลงพื้นดังครืนครั้น ราวกับว่าโชคชะตาหลากหลายประเภทมารวมตัวกันอยู่ในร่างนี้ร่างเดียว กั้นขวางการโจมตีของกองทัพใหญ่เผ่าปีศาจไว้ได้อย่างแข็งกร้าว

บนไหล่ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ร่างยักษ์มีบุรุษสวมชุดสีแดงสดคนหนึ่งที่ร่างกายเล็กเหมือนเมล็ดงา ทั้งยังพร่าเลือนเหมือนประกอบขึ้นจากเส้นด้ายนับพันนับหมื่นเส้น สะพายกระบี่ไว้ด้านหลัง สองมือค้ำยันไว้บนดาบ ทั่วทั้งร่างเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายแห่งมรรคาที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกร พลังอำนาจมีเหนือกว่าองค์เทพ

“เฉินผิงอันจับมือกับไป่ถงทวีป มอบของขวัญกลับคืนแก่เปลี่ยวร้าง”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!