เข้าสู่ระบบผ่าน

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 1145

บทที่ 1145.1 ใครกล้าก่อตั้งลัทธิเรียกตัวเองเป็นบรรพจารย์
สถานที่ในการปิดฉากศึกน้ำและไฟในยุคบรรพกาล

เรือนกายของเจียงเซ่อพุ่งมาถึงในชั่วพริบตา ปล่อยหมัดแสกหน้าทันใด เฉินผิงอันไม่ได้รีบร้อนออกกระบี่ เรือนกายไม่ถอยร่นกลับยังบุกรุดหน้า ขยับไปเบื้องหน้าเหมือนพุ่งไปหาภูเขาก่อนแล้วค่อยเขย่าภูเขา ใช้มือเดียวแบกรับหมัดนี้ของเจียงเซ่อเอาไว้

เพียงแค่คนหนึ่งปล่อยหมัด คนหนึ่งรับหมัดนี้ บนท้องฟ้าเหนือหัวของทั้งสองฝ่ายก็มีน้ำวนแห่งกาลเวลาลูกหนึ่งปรากฏขึ้นมา นี่ก็คือภาพปรากฏการณ์ผิดปกติที่ปณิธานหมัดของทั้งสองฝ่ายพุ่งไปชนแม่น้ำแห่งกาลเวลาแล้วกระเทือนให้เกิดขึ้น

ในน้ำวนแห่งกาลเวลายังมีภาพเหตุการณ์ประหลาดพิสดารอีกมากมายทยอยกันเกิดขึ้นต่อเนื่องไม่ขาดสาย เผยให้เห็นขั้นตอนของการเข่นฆ่าบนสนามรบโบราณหลากหลายรูปแบบ ประหนึ่งภาพวาดฝาผนังที่ขยับเคลื่อนได้อย่างมีชีวิต

ถึงอย่างไรก็เป็นหมัดของผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตสิบเอ็ด เรือนกายของเฉินผิงอันถอยกรูดไปด้านหลัง ถอยแล้วถอยอีก พริบตานั้นก็ลากเส้นยาวสีเขียวยาวหลายสิบลี้เส้นหนึ่งออกมา สุดท้ายหยุดยืนนิ่ง ชายแขนเสื้อสองข้างสะบัดพองไม่หยุด เหมือนมีเสียงฟ้าคำรามดังอื้ออึงเป็นระลอก เฉินผิงอันควงกระบี่ ปลายกระบี่มีแสงสีทองไหลริน ส่องประกายแสงระยิบระยับพร่าตา

“พอจะมีความกล้าอยู่บ้าง หากเป็นผู้ฝึกยุทธ์ปราณโชติช่วงคนหนึ่ง กล้ารับหมัดนี้คาดว่าเวลานี้ก็น่าจะไปเกิดใหม่ได้แล้ว”

ยืนอยู่ตรงตำแหน่งเดิมที่เฉินผิงอันยืนอยู่ เจียงเซ่อบิดหมุนข้อมือ กระเทือนปณิธานหมัดให้สลายไป เผยสีหน้าชื่นชมออกมา ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า

“เมื่อเทียบกับคราวก่อนที่รับครึ่งหมัดตอนอยู่ภูเขาไท่ผิงแล้ว ล้มคว่ำแกล้งตาย ก็ถือว่ามีพัฒนาการไม่น้อย”

โชคชะตาบู๊ห้าส่วนในร่าง สองต่อสู้กับสาม ก่อเกิดเป็นสนามรบที่การต่อสู้ดำเนินไปไม่หยุดหย่อนอยู่ในฟ้าดินเล็กร่างกายมนุษย์ของเจียงเซ่อ เหมือนโจรกบฏสามกลุ่มที่กำลังก่อกวน นี่ทำให้เจียงเซ่อมีสีหน้าหงุดหงิดอย่างเลี่ยงไม่ได้ จำเป็นต้องแบ่งสมาธิมาสยบกำราบพวกมัน เหมือนฮ่องเต้ที่จำต้องออกจากเมืองหลวงเดินทางไปปราบกบฏด้วยตัวเอง อีกทั้งในด้านกำลังการต่อสู้ยังตกเป็นรอง

เจียงเซ่อไม่จำเป็นต้องพูดอะไร ถึงขั้นไม่จำเป็นต้องใช้ปราณวิญญาณใดๆ เพียงแค่กวักมือ รอยแตกบนพื้นดินที่เกิดขึ้นจากการที่เขางอเข่าก่อนหน้านี้ก็ถึงกับกลายมาเป็นค่ายกลใหญ่ “เทือกเขา” พื้นที่ตรงใจกลางก็คือภูเขามังกรบรรพบุรุษ ส่วนอื่นๆ ที่เหลือล้วนเป็นเส้นลมปราณมังกรที่ยืดขยายออกไป

วิธีการเช่นนี้เหมือนวิธีแกะสลักตราประทับในโลกยุคหลัง รอกระทั่งเจียงเซ่อออกคำสั่ง ค่ายกลใหญ่ก็ผุดขึ้นมาจากพื้นดิน เทือกเขาทอดยาวสลับขึ้นลง นอกจากจะมีสีดำทมิฬปรากฏขึ้นมาแล้วก็ไม่มีความแตกต่างจากเทือกเขาทั่วไปบนโลกมนุษย์อีก ค่ายกลเหมือนขุนเขาใหญ่ที่กดทับลงมาเหนือหัวแล้วขว้างเข้าใส่เรือนกายเล็กเท่าเมล็ดงาของเฉินผิงอันเหมือนตราประทับอักษรภูเขาที่ขนาดไม่ด้อยไปกว่าภูเขาห้อยหัว เห็นแผ่นดินเป็นกระดาษ เซวียนจื่อ ใช้ความเร็วดั่งฟ้าผ่าไม่ทันป้องกันหูพุ่งไปประทับตราใส่เฉินผิงอัน

เฉินผิงอันยืนนิ่งไม่ขยับ เพียงแค่ยกกระบี่ยาวขึ้นวาดไปยังจุดสูงหนึ่งที ก็ฟันให้มันแหลกได้อย่างง่ายดาย

กลุ่มเทือกเขาสูงตระหง่านพากันแตกสลายตามไปด้วย ปณิธานแห่งมรรคาไร้ที่สิ้นสุดที่ซุกซ่อนอยู่ในค่ายกล เมื่อไม่มีจุดศูนย์กลางช่วยประคับประคองก็กลายมาเป็นฝนห่าใหญ่เทกระหน่ำที่สาดยิงออกไปรอบด้าน เม็ดฝนสีทองจำนวนนับไม่ถ้วนพากันหล่นร่วงลงพื้น ภาพนี้เรียกได้ว่าเจิดจ้าพร่าตาสุดขีด

การสยบกำราบบนมหามรรคาที่ราวกับหายนะจากสวรรค์ หนึ่งกระบี่คิดจะฟันก็ฟัน

เจียงเซ่อหัวเราะ หากฝีมือหยุดอยู่เพียงเท่านี้ ตนหรือจะกล้าพูดจาอย่างโอหังว่าจะกำจัดครึ่งของหนึ่งนั้น แล้วค่อยขึ้นสวรรค์ไปพบโจวมี่

เห็นเพียงว่าเม็ดฝนสีทองพวกนั้นเพิ่งจะสัมผัสพื้น แตะโดนดินเพียงเล็กน้อยก็จำแลงกลายเป็นมัลละร่างทองมากหลายหมื่นตน บนร่างสวมเสื้อเกราะ ยืนตระหง่านอยู่บนพื้น สร้างค่ายกลโอบล้อมสังหารเฉินผิงอัน ยังคงมีเทือกเขาอีกหลายเส้นที่ยังไม่ได้ปริแตกอย่างสิ้นเชิงซึ่งจำแลงร่างกลายเป็นแม่ทัพเทพร่างกายาที่สวมเสื้อเกราะหลากสีอยู่กลางอากาศ เรือนกายสูงร้อยจิ้งพันจิ้งไม่เท่ากัน ในมือถือศาสตราวุธ บ้างก็เรียกวิชาอภินิหารออกมา บ้างก็เรียกเวทคาถาการโจมตี วิชาคาถาจำนวนนับพันกองทับรวมกันเหมือนลูกธนูที่หนาแน่น สาดยิงเข้าใส่เฉินผิงอันอย่างพร้อมเพรียง…

ใบหน้าของเฉินผิงอันประดับยิ้มน้อยๆ ในมือถือกระบี่ยาว ความคิดในใจขยับไหว แสงกระบี่ไหลรินเหมือนช่วยกันถักทอดวงจันทร์เต็มดวงที่ส่องแสงสุกสกาวดวงหนึ่งขึ้นมา

ดวงจันทร์ดวงนี้พลันขยายใหญ่ห่อหุ้มกระบี่ยาวเอาไว้ ปกคลุมร่างของมือกระบี่ชุดเขียวที่ปักปิ่นหยกบนมวยผม ปราณกระบี่โชติช่วงแข็งแกร่งไร้ที่สิ้นสุด แสงจันทร์เหมือนสายน้ำ พริบตาเดียวก็เอ่อล้นไปทั่วร่างมนุษย์

วิชาอภินิหารเวทคาถาอะไร มัลละบนพื้นดินอะไร สิ่งศักดิ์สิทธิ์เกราะทองที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศ….พลังสังหารที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรล้วนถูกปราณกระบี่ชำระล้างจนหมดสิ้น ก่อนจะแหลกสลายไปอย่างไร้ร่องรอย

เฉินผิงอันขมวดคิ้วน้อยๆ ก้มหน้าลงมองก็เห็นเพียงว่าตรงหัวใจมีง้าวสั้นที่ส่องรัศมีห้าสีเสียบอยู่ในแนวขวาง ไม่รู้ว่าทะลุหัวใจและแผ่นหลังไปตั้งแต่เมื่อไหร่

ง้าวสั้นที่ไม่ใช่ของจริงเล่มนั้นถูกชักออกไปช้าๆ เพิ่มน้ำหนักบนนิ้วมือเล็กน้อยก็บีบให้มันแตกเบาๆ เห็นเพียงว่าตรงหัวใจที่ถูกง้าวสั้นแทงทะลุเป็นรู มีแสงสีทองที่เข้มข้นเหมือนสุยอิ๋น (ปรอท) เท่านั้น ไม่มีเลือดสดแม้แต่น้อย เป็นเหตุให้ไม่ถือว่าเป็นจุดอันตรายถึงชีวิต บอกว่าได้รับบาดเจ็บก็น่าจะยังถูไถอย่างมาก นี่ก็คือความแข็งแกร่งเผด็จการของเรือนกายเทพ ไร้มลทินไร้จุดด่างพร้อยไร้ช่องโหว่ มหามรรคาโคจรไปด้วยตัวเองไม่หยุดพัก

ก็จริงนะ ครึ่งของหนึ่งในโลกมนุษย์ที่คุมเชิงกับโจวมี่บนสรวงสวรรค์อยู่ไกลๆ หากเฉินผิงอันไม่คิดจะเก็บซ่อนอำพรางอะไรอีก เขาจะฆ่าอีกฝ่ายได้ง่ายขนาดนั้นเลยหรือ?

เจียงเซ่อยืนอยู่ในจุดที่ห่างไปไกล ยื่นมือไปกุมหอกยาว “โพ่เจิ้น” มือข้างหนึ่งยันไว้ข้างแก้ม หัวเราะอย่างขันๆ ปนฉุน

เมื่อครู่นี้ไม่ทันระวังก็ถึงกับถูกกระบี่บินสีเขียวมรกตเล่มหนึ่งพุ่งมาแทงแก้มอย่างลับๆ ล่อๆ แต่บาดแผลประสานตัวอย่างรวดเร็ว แน่นอนว่าเจียงเซ่อไม่ได้เป็นอะไรมาก ก็แค่ขายหน้านิดหน่อยเท่านั้น แต่กระนั้นก็ยังถูกกระบี่บินกรีดเอาเลือดสดไปได้หยดหนึ่ง

บทที่ 1145.1 ใครกล้าก่อตั้งลัทธิเรียกตัวเองเป็นบรรพจารย์ 1

บทที่ 1145.1 ใครกล้าก่อตั้งลัทธิเรียกตัวเองเป็นบรรพจารย์ 2

Verify captcha to read the content.VERIFYCAPTCHA_LABEL

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!