เจียงซ่างเจินมองสนามรบแห่งนั้น แยกไม่ออกเลยสักนิดว่าใครเป็นใคร มองดูด้วยความอกสั่นขวัญผวา ไฉนพอเข้ามาก็เห็นเจ้าขุนเขาโดนซ้อมเลยเล่า ยังดี ยังดี มีการผลัดกันรุกผลัดกันรับกับปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหาร มีผลงานการสู้รบนี้อยู่ก็มากพอจะสร้างความตะลึงพรึงเพริดให้กับทั้งโลกได้แล้ว เล่าลือออกไปต้องไม่มีใครกล้าเชื่อ
ชุยตงซานพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึมเจียงซ่างเจินจับตามองสนามรบอย่างละเอียด สีหน้าซับซ้อน ถอนหายใจในใจหนึ่งที ต่อสู้กับคนที่เมื่อหมื่นปีก่อนได้เลื่อนติดอันดับสิบผู้กล้าแห่งใต้หล้าอย่างเจียงเซ่อน่ะหรือ? เป็นเรื่องที่แม้แต่คิดก็ยังไม่กล้าคิด หากมีคนโน้มน้าวให้เขาท่าเช่นนี้เร็วกว่านี้สักหนึ่งร้อยปี เจียงซ่างเจินคงจะต้องเด็ดหัวของคนผู้นั้นเอามาทำเป็นโถฉี่แน่นอน เมื่อเทียบกับการถามกระบี่ที่หากไม่ตีกันก็ไม่ได้รู้จักกันบนเรือราตรีครั้งนั้นแล้ว วันนี้ก็แค่มีเจียงเซ่อกับเจิ้งจวีจงเพิ่มมาเท่านั้น คนรู้จักเก่าเยอะมาก
อู๋ซวงเจี้ยง หนิงเหยาและสมบัติมีชีวิตคู่นั้นต่างก็ผงกศีรษะทักทายกัน ยังไม่ได้ลงมืออย่างแท้จริง อู๋ซวงเจี้ยงก็เริ่มปรึกษาแล้วว่าจะแบ่งโชคชะตาบู๊ห้าส่วนของเจียงเซ่อกันอย่างไรโชคชะตาบู๊สามส่วนของปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหารคนหนึ่ง ยังเป็นแค่ดอกเบี้ยเท่านั้น? ไม่อาจจินตนาการได้เลยว่า “เงินทุน” และ “ส่วนแบ่ง” จากการค้าครั้งนั้นของเจิ้งจวีจงกับชุยฉานจะมีอะไรบ้าง
อาจารย์ไม่อาจแบ่งสมาธิมาพูดคุยได้ ชุยตงซานจึงพยักหน้าตอบตกลงกับเรื่องนี้แทนเขาเรื่องบางอย่างทำได้แต่พูดไม่ได้ เรื่องบางอย่างกลับได้แต่พูด แต่ทำไม่ได้
อู๋ซวงเจี้ยงมองปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหารผู้นั้น ก่อนจะมองไปที่เจิ้งจวีจง ถอนหายใจเอ่ยว่าซากปรักสนามรบโบราณของใต้หล้ามืดสลัวแห่งนั้น ก่อนหน้านี้ไม่นานก็มีผู้ฝึกตนที่บรรลุมรรคา เดินไปบนเส้นทางที่คุณูปการสมบูรณ์พร้อม เลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่ เจียงซ่างเจินมึนงง เจิ้งจวีจงแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน
ชุยตงซานได้แต่อธิบายให้โจวอันดับหนึ่งฟังว่าเป็นความขัดแย้งภายในครั้งหนึ่ง สองกองทัพเข่นฆ่ากัน ไม่มีทหารคนใดไม่ใช่ทหารฝีมือดี พลังต้นกำเนิดเสียหายมหาศาล อำนาจและความรุ่งเรืองของราชวงศ์จึงเสื่อมถอยลงตั้งแต่นี้
ชุยตงซานเตรียมพร้อมรอรับทุกสถานการณ์ ในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมบึงใหญ่ยุคโบราณที่เปี่ยมล้นไปด้วยกลิ่นอายแห่งเปลี่ยวร้าง ไอหมอกสีขาวหิมะแผ่อบอวล เหมือนงูสีขาวตัวหนึ่งที่เลื้อยผ่านไป ล้อมพันตัวเองเหมือนผูกเชือก ขณะเดียวกันชุยตงซานก็หยิบม้วนภาพชิ้นหนึ่งออกมาจากชายแขนเสื้ออย่างระมัดระวัง กำไว้ในฝ่ามือแน่น แต่กลับไม่ได้รีบร้อนเปิด สมบัติพิทักษ์ภูเขาของภูเขาลั่วพั่วของตกทอดจากกำแพงเมืองปราณกระบี่ชิ้นนี้
คุยเล่นส่วนคุยเล่น มือของเจียงซ่างเจินก็ไม่ได้อยู่เฉย บัญชาการ “หลิ่วอินตี้” (พื้นที่ร่มเงาหลิว) ที่หลอมมาจากซากปรักโบราณแห่งหนึ่ง นั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะรองนั่ง อ้าปากหนึ่งทีก็มีเม็ดกระบี่สีทองที่เพิ่งจะหลอมออกมาได้ไม่นานปรากฏตัวบนโลก ป่ายเหย่ในศึกของฝูเหยาทวีป อวี๋โต้วที่เฝ้าพิทักษ์ป๋ายอวี้จิง และยังมีเจียงเซ่อในเวลานี้ การล้อมฆ่าที่น่าตะลึงพรึงเพริดสามครั้ง สองปรากฏหนึ่งอำพราง สองสนามรบแรกได้สร้างผลกระทบให้กับทิศทางการดำเนินไปของใต้หล้า ไม่รู้ว่าการต่อสู้ครั้งนี้จะส่งผลกระทบลึกล้ำยาวไกลอย่างไรให้กับโลกมนุษย์
เจียงเซ่อต้องการหวนคืนสู่ยอดเขา ฟื้นฟูตบะของปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหาร ก็ต้องแบกรับเคราะห์กรรมจากการที่อาจถูกร่วมสังหารเป็นครั้งที่สอง? ขอบเขตสิบห้าใหม่คนแรกในโลกมนุษย์ ต่อให้จะเป็นขอบเขตสิบห้าเทียม ก็ต้องแบกรับเคราะห์กรรมที่ใหญ่มาก ส่วนคนที่สองกลับผ่อนคลายกว่าเยอะ เรื่องของขอบเขตบินทะยานผสานมรรคาเป็นขอบเขตสิบสี่ แข่งขันกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ช้าหนึ่งก้าวก็ช้าไปทุกก้าว แต่พวกขอบเขตสิบสี่ที่คิดอยากจะเดินขึ้นไปข้างบนอีกครั้งกลับจะเป็นทัศนียภาพอีกอย่างหนึ่งแล้ว
สีหน้าเจียงซ่างเจินสดใสมีชีวิตชีวา พูดพึมพำกับตัวเองว่าเจิ้งจวีจงแห่งใต้หล้าไพศาล อู๋ซวงเจี้ยงแห่งใต้หล้ามืดสลัว หนิงเหยาแห่งใต้หล้าห้าสี นี่ก็คือผู้ฝึกตนขอบเขตสิบสี่สามคนแล้ว!
ปลีกตัวออกมาเล็กน้อย ต่อยเฉินผิงอันให้หล่นร่วงลงไปในจุดลึกใต้ดิน เจียงเซ่อยังคงมีสีหน้าเป็นธรรมชาติ ถามว่าคนที่คิดคำนวณของป๋ายอวี้จิงกลุ่มนั้น ไม่เสียแรงที่กินหญ้า ขนาดว่าขาดก็แค่ไม่ได้พลิกภูเขาลั่วพั่วจนถ้วนทั่ว แต่กลับยังรู้สึกตัวอย่างเชื่องช้าถึงเพียงนี้? โจวจื่อเองก็เก็บอารมณ์ได้ดีจริงๆ ก่อนหน้านี้เจอกันบนสนามรบของเขตจู๋ลู่ใต้หล้ามืดสลัวก็ไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว
ถามได้ดี เป็นคำถามที่เจียงซ่างเจินอยากถามที่สุดพอดี แต่หากเปลี่ยนคำว่าสมคบคิดเป็นคำว่าพันธมิตรจะดียิ่งกว่านี้ เจียงซ่างเจินเองก็อยากรู้เรื่องนี้มากเหมือนกัน เจ้าขุนเขาไม่เคยเล่าให้เขาฟังเลยนี่นา ที่ท่าเรืออำเภอพ่านสุ่ยของศาลบุ๋นแผ่นดินกลาง อาจารย์เจิ้งกับเจ้าขุนเขาบ้านตนเดินเล่นไปด้วยกัน เรื่องนี้กลับเป็นเรื่องที่ทุกคนล้วนรับรู้
ชุยตงซานขมวดคิ้วน้อยๆ นวดคลึงไฝสีแดงกลางหว่างคิ้วตามจิตใต้สำนึก คิดไปคิดมาก็พอจะวางใจได้ ไม่ว่าอย่างไรก็มีเจิ้งจวีจงกับอู๋ซวงเจี้ยงคอยให้การช่วยเหลือ โอกาสชนะมีมากกว่า เจิ้งจวีจงเคยไปเยือนภูเขาลั่วพั่วมารอบหนึ่ง ตอนนั้นซิ่วไฉเฒ่ากับชุยตงซานต่างก็อยู่บนภูเขา แต่การพบเจอกันครั้งนั้น เจิ้งจวีจงไม่ได้พูดคุยเรื่องเป็นการเป็นงานสักเท่าไร อย่างน้อยก็ไม่ได้คุยกับเขาว่าสำนักการทหารจะตกไปเป็นของใคร
ส่วนเรื่องที่เจิ้งจวีจงต้องการครอบครองสำนักการทหาร นับตั้งแต่ที่เขาให้หันเชี่ยวเซ่อกลับไปอ่านตำราพิชัยยุทธที่นครจักรพรรดิขาวให้มาก และนางเองก็ซื้อตำราพิชัยยุทธจากเฉินผิงอันมาจริงๆ ชุยตงซานก็สัมผัสได้แล้วว่าเจิ้งจวีจงอาจมีความคิดต่อสำนักการทหาร แต่ชุยตงซานก็ยังคิดไม่ได้ว่าเจิ้งจวีจงจะทำอย่างตรงไปตรงมา ต้องการฆ่าเจียงเซ่อให้ตายโดยตรงเช่นนี้ เปลี่ยนจากประคับประคองมังกรไปเป็นก่อกบฏ?

VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!