เข้าสู่ระบบผ่าน

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 1154

แล้วก็เพราะเหตุนี้ เขาถึงได้กล้าพูดคุยเรื่องพวกนี้บนเส้นทางเทพสายหลักของภูเขาตีเฝ่ย แทบจะเรียกได้ว่าพูดต่อหน้าเจินเหรินกระดูกขาวเลยด้วยซ้ำ หากอาศัยสถานะและภูมิหลังก็กล้าก่อเรื่องเช่นนี้ นั่นก็ประเมินซางเจียวต่ำไปแล้ว

เพียงแค่เพราะเขาคุ้นเคยกับภูเขาตีเฝ่ยเป็นอย่างดี พี่สาวสองคนก็อยากจะเห็นสถานที่ฝึกตนในอดีตของน้องชาย พวกนางอารามเล็กที่หยุดพักกันเมื่อครู่ก็คือที่ฝึกตนของเขาในอดีต

ชายฉกรรจ์หน้าแดงพยักหน้า
“ไม่ต้องสงสัยเลย ต้องสูงกว่าข้าหนึ่งขอบเขตแน่นอน”สายตาของซางเจียวเป็นประกายระยิบระยับ พลันเกิดความสนใจ
“จะต้องช่วยแนะนำให้ข้ารู้จักสักหน่อยนะ ต่อให้ต้องกินน้ำแกงประตูเปิดก็ไม่เป็นไร”ชายฉกรรจ์หน้าแดงกล่าว
“ได้เลย”ซางเจียวมักจะชอบมีความคิดที่จินตนาการเลิศล้ำบางอย่างอยู่เสมอ เขาถามทุกคนอย่างใคร่รู้ว่า
“ทำไมคำบรรยายถึงมรรคาจารย์เต๋าในตำราโบราณบางเล่ม ถึงได้เป็นคำกล่าวที่ว่า “มรรคกถาเหมือนมังกร? นี่ไม่ใช่วิธีการเขียนแบบภายนอกยกย่อง แต่แอบแฝงไปด้วยการตำหนิวิจารณ์หรอกหรือ?”

ดูเหมือนทุกคนจะถูกคำถามนี้ทำให้อึ้งงันไป ถึงได้พากันเงียบเสียงลง เพราะถึงอย่างไรก็เกี่ยวพันไปถึงมรรคาจารย์เต๋า จึงไม่มีใครกล้าพูดเหลวไหลอะไร

แม้กระทั่งหยางเจาก็ยังอดไม่ไหวหันไปมองหยางเจิงพี่หญิง
“คำถามของพี่ซางเจียวช่างยากยิ่งนัก ท่านอ่านตำรามาหลายเล่ม พอจะตอบได้หรือไม่?”

สตรีที่สวมหมวกคลุมหน้าส่ายหน้า

ซางเจียวถามต่อไปว่า
“แล้วก็มีคำบรรยายถึงคนรุ่นเดียวกันคนหนึ่งที่มีกลยุทธ์อันแยบยล เหนือชั้นกว่าผู้คนในยุคเดียวกัน ทำไมถึงใช้คำว่า “สติปัญญาใกล้เคียงกับปีศาจ? สรุปแล้วคือคำชมหรือว่าคำด่ากันแน่?”ทุกคนยังคงหันมามองหน้ากันตาปริบๆ อยู่เหมือนเดิม ผู้เฒ่าลักษณะเหมือนคนโบราณที่ไม่ได้พูดอะไรสักเท่าไรยิ้มเอ่ยว่า
“สหายซาง คำกล่าวสองอย่างนี้ อันที่จริงล้วนมีที่มา”สายตาของซางเจียวฉายประกายสดใส ถามอย่างจริงใจว่า
“คืออย่างไรหรือ?”ผู้เฒ่าเอ่ยเนิบช้า
“เล่าลือกันว่าในยุคบรรพกาลอันห่างไกล มีขบวนกลุ่มคนขบวนหนึ่งที่เกิดขึ้นมาเองตามธรรมชาติ สร้างขบวนที่ยาวมากบนเส้นทางของโลกมนุษย์ คดเคี้ยวเหมือนงูเลื้อย ระหว่างนั้นยังมีนักพรตที่ถามมรรคา ผู้ฝึกตนที่พิสูจน์มรรคาพากันเป็นดังมังกรและงูที่เลื้อยจากไปบนพสุธาอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่พวกนักพรตจะจากไป บ้างก็หัวเราะบ้างก็ร้องไห้ ต่างก็ไม่ลืมคุกเข่าก้มลงกราบนักพรตที่อยู่ด้านหน้าสุดของขบวนคนนั้น ภายหลังก็มีนักพรตที่มากกว่าเดิมเข้ามารวมกลุ่ม หลังจากนั้นมาก็มีพิธีการคารวะด้วยการก้มหัวที่ค่อนข้างจะเรียบง่าย”

“คนที่เดินอยู่ท้ายขบวนก็คือมรรคาจารย์เต๋า”

“นอกจากนี้หนึ่งในนักพรตหลายคนที่อยู่ช่วงหน้าสุดของขบวน ทั้งฟังมรรคกถาในระยะประชิด ควบคู่กับการทำหน้าที่ปกป้องมรรคาและถ่ายทอดวิชาไปด้วย หากได้ยินได้ฟังอะไรที่เกิดเป็นความเข้าใจ ก็จะเป็นฝ่ายหันไปถ่ายทอดมรรคาให้กับคนที่อยู่ด้านหลัง ไม่มีการเก็บงำไว้กับตัว ทุกครั้งที่เจอกับภัยแล้งครั้งใหญ่ก็จะจำแลงเรือนกาย ขึ้นไปทะยานเมฆหมอก ร่ายวิชาน้ำ พร่างพรมฝนรสหวานลงมาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ดังนั้นจึงมีคุณูปการที่ไม่เล็กต่อโลกมนุษย์ น่าเสียดายที่ภายหลังผู้ร่วมเผ่าพันธุ์ทำความผิดมหันต์ ความชอบและความผิดแยกจากกัน ถูกสวรรค์ชิงชังรังเกียจ จึงเจอกับเคราะห์กรรม ผู้ที่สามารถหลุดพ้นมาได้ในหมื่นคนก็ไม่มีแม้แต่คนเดียว”

“ส่วนคำเปรียบเทียบอีกอย่างหนึ่งนั้นก็คือพูดถึงสตรีบางคนที่เชี่ยวชาญการหลอมวัตถุ นางมีชาติกำเนิดมาจากเผ่าปีศาจ มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ดังนั้นในเวลานั้นจึงแทบจะไม่มีความหมายในเชิงลบ”

ฟังมาถึงตรงนี้ ซางเจียวก็เอ่ยอย่างปลงอนิจจังว่า
“อาจารย์ผู้เฒ่า รู้เรื่องปฏิทินเหลืองเก่าแก่พวกนี้ได้อย่างไร?”ผู้เฒ่าหลุดขำอย่างอดไม่อยู่ ย้อนถามไปว่า
“แน่นอนว่าฟังคนอื่นเล่ามา ไม่อย่างนั้น?”

ซางเจียวหัวเราะเสียงดังลั่น กุมหมัดเอ่ยขออภัย

ดูเหมือนผู้เฒ่าจะถูกหัวข้อสนทนานี้ไปกระตุ้นอารมณ์บางอย่าง ในดวงตาที่ลึกเหมือนบ่อโบราณคู่นั้นจึงมีเส้นสีทองผุดขึ้นมาวูบวาบ คล้ายกับมังกรที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเหวลึก ต่อให้ผ่านเวลามานานหลายปี แต่ถึงอย่างไรก็เคยเห็นตากับตา ได้ยินกับหูและประสบพบเจอกับตัวเองมาก่อน เรื่องข้างกายที่เกิดขึ้นในระยะประชิด อยากจะลืมก็ยังยาก ไม่จำเป็นต้องหลอกตัวเองและโกหกคนอื่น

หยางเจาถามเรื่องหนึ่งว่า
“ดินห้าสีพูดได้ง่าย แต่ดินหมื่นปีล่ะ จะหามาได้อย่างไร?”

หรือว่าดินที่พบเห็นได้ทั่วทุกหนแห่งในโลกมนุษย์ก็มีอายุ มีระดับสูงต่ำของอายุขัยการฝึกตนเหมือนกัน?

หยางเจาคือคนพูดมาก มิน่าเล่าหยางเจิงพี่สาวของเขาถึงชอบพูดบ่อยๆ ว่าเมื่อชาติก่อนเขาน่าจะเป็นคนใบ้ ชาตินี้ถึงได้พยายามจะชดเชยกลับมาเช่นนี้

ผู้เฒ่ายิ้มตอบ
“ในบรรดาห้าธาตุ ธาตุดินต่างหากถึงจะรักษาคำว่าบริสุทธิ์ไว้ได้ยากที่สุด หากไม่เชื่อก็ลองก้มหน้ามองใต้ฝ่าเท้าของพวกเรา แผ่นดินของโลกมนุษย์ที่รองรับหมื่นสรรพสิ่ง รองรับสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาทั้งหมดผืนนี้ หากว่า… สะอาดเกินไป เหมือนน้ำที่ใสกระจ่าง จะหล่อเลี้ยงปลาให้มีชีวิตได้อย่างไร”

สตรีที่สวมหมวกคลุมหน้าพยักหน้า คำกล่าวนี้เลิศล้ำ ซาบซึ้งถึงแก่นปรัชญามหัศจรรย์เกินกว่าจะบรรยาย หยางเจาพลันรู้สึกว่าต้องมองผู้เฒ่าเสียใหม่ เด็กหนุ่มรู้แค่ว่าชิงเค่อสกุลหยางผู้นี้เรียกตัวเองว่านักพรตหลง คือคนจากตระกูลยากจนของมณฑลเสี่ยวซือ มักจะไปฉกฉวยผลประโยชน์ที่สกุลหยางอยู่บ่อยๆ ว่าด้วยมรรคกถาก็แค่ฝึกตนประสบความสำเร็จเล็กน้อยเท่านั้น

ตลอดชีวิตชื่นชอบการสะสมสิ่งของ ชำนาญในการตรวจสอบและประเมินค่า เป็นปรมาจารย์ด้านการจัดทำบรรณานุกรมหนังสือ ก่อนหน้านี้เคยเจออยู่ในตระกูลสองครั้ง เดิมทีหยางเจาคิดว่า อีกฝ่ายคือ “ผู้มีชื่อเสียงด้านการพูดคุย” ที่ชอบหลอกกินหลอกดื่ม คิดไม่ถึงว่ายังพอจะมีวิชาความรู้อยู่บ้าง

คนที่ไม่สนใจเรื่องในใต้หล้าพวกนี้มากที่สุด แล้วก็ไม่คิดจะสอดปากพูดแม้แต่ครึ่งคำ ก็คือชายวัยกลางคนที่อยู่ข้างกายชายชรา ท่าทางเหมือนคนโบราณ อีกฝ่ายเอาแต่ใจลอย ซางเจียวเห็นว่าชายที่ชื่อเถียนก้งมีท่าทางเบื่อหน่ายก็เป็นฝ่ายชวนคุย หากมีคนคุยด้วยก็จะไม่เบื่ออีกแล้ว

เถียนก้งเองก็เห็นว่า “ซางเจียว” เป็นบุคคลที่แค่ช่วยหนุนคนอื่นให้เด่นเหมือนกับตัวเองเป็นโรคเดียวกัน จึงเกิดความสงสารกันและกัน เขาจึงใช้ภาษาราชการของโยวโจวที่สำเนียงไม่ชัดนักคุยไปเรื่อยเปื่อย แต่ในใจกลับรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะเถียนก้งเกิดราคะต่อสาวใช้ที่มีนามว่าโล่วจูคนนั้น เถียนก้งไม่มีความกล้านี้ คนสนิทของลูกหลานสายตรง สกุลหยางหงหนง ต่อให้จะเป็นแค่สาวใช้ก็ไม่ใช่คนที่เขาจะอาจเอื้อมได้

บทที่ 1154.2 เป้าธนู 1

บทที่ 1154.2 เป้าธนู 2

Verify captcha to read the content.VERIFYCAPTCHA_LABEL

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!