แล้วก็เพราะเหตุนี้ เขาถึงได้กล้าพูดคุยเรื่องพวกนี้บนเส้นทางเทพสายหลักของภูเขาตีเฝ่ย แทบจะเรียกได้ว่าพูดต่อหน้าเจินเหรินกระดูกขาวเลยด้วยซ้ำ หากอาศัยสถานะและภูมิหลังก็กล้าก่อเรื่องเช่นนี้ นั่นก็ประเมินซางเจียวต่ำไปแล้ว
เพียงแค่เพราะเขาคุ้นเคยกับภูเขาตีเฝ่ยเป็นอย่างดี พี่สาวสองคนก็อยากจะเห็นสถานที่ฝึกตนในอดีตของน้องชาย พวกนางอารามเล็กที่หยุดพักกันเมื่อครู่ก็คือที่ฝึกตนของเขาในอดีต
ชายฉกรรจ์หน้าแดงพยักหน้าดูเหมือนทุกคนจะถูกคำถามนี้ทำให้อึ้งงันไป ถึงได้พากันเงียบเสียงลง เพราะถึงอย่างไรก็เกี่ยวพันไปถึงมรรคาจารย์เต๋า จึงไม่มีใครกล้าพูดเหลวไหลอะไร
แม้กระทั่งหยางเจาก็ยังอดไม่ไหวหันไปมองหยางเจิงพี่หญิงสตรีที่สวมหมวกคลุมหน้าส่ายหน้า
ซางเจียวถามต่อไปว่า“คนที่เดินอยู่ท้ายขบวนก็คือมรรคาจารย์เต๋า”
“นอกจากนี้หนึ่งในนักพรตหลายคนที่อยู่ช่วงหน้าสุดของขบวน ทั้งฟังมรรคกถาในระยะประชิด ควบคู่กับการทำหน้าที่ปกป้องมรรคาและถ่ายทอดวิชาไปด้วย หากได้ยินได้ฟังอะไรที่เกิดเป็นความเข้าใจ ก็จะเป็นฝ่ายหันไปถ่ายทอดมรรคาให้กับคนที่อยู่ด้านหลัง ไม่มีการเก็บงำไว้กับตัว ทุกครั้งที่เจอกับภัยแล้งครั้งใหญ่ก็จะจำแลงเรือนกาย ขึ้นไปทะยานเมฆหมอก ร่ายวิชาน้ำ พร่างพรมฝนรสหวานลงมาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ดังนั้นจึงมีคุณูปการที่ไม่เล็กต่อโลกมนุษย์ น่าเสียดายที่ภายหลังผู้ร่วมเผ่าพันธุ์ทำความผิดมหันต์ ความชอบและความผิดแยกจากกัน ถูกสวรรค์ชิงชังรังเกียจ จึงเจอกับเคราะห์กรรม ผู้ที่สามารถหลุดพ้นมาได้ในหมื่นคนก็ไม่มีแม้แต่คนเดียว”
“ส่วนคำเปรียบเทียบอีกอย่างหนึ่งนั้นก็คือพูดถึงสตรีบางคนที่เชี่ยวชาญการหลอมวัตถุ นางมีชาติกำเนิดมาจากเผ่าปีศาจ มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ดังนั้นในเวลานั้นจึงแทบจะไม่มีความหมายในเชิงลบ”
ฟังมาถึงตรงนี้ ซางเจียวก็เอ่ยอย่างปลงอนิจจังว่าซางเจียวหัวเราะเสียงดังลั่น กุมหมัดเอ่ยขออภัย
ดูเหมือนผู้เฒ่าจะถูกหัวข้อสนทนานี้ไปกระตุ้นอารมณ์บางอย่าง ในดวงตาที่ลึกเหมือนบ่อโบราณคู่นั้นจึงมีเส้นสีทองผุดขึ้นมาวูบวาบ คล้ายกับมังกรที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเหวลึก ต่อให้ผ่านเวลามานานหลายปี แต่ถึงอย่างไรก็เคยเห็นตากับตา ได้ยินกับหูและประสบพบเจอกับตัวเองมาก่อน เรื่องข้างกายที่เกิดขึ้นในระยะประชิด อยากจะลืมก็ยังยาก ไม่จำเป็นต้องหลอกตัวเองและโกหกคนอื่น
หยางเจาถามเรื่องหนึ่งว่าหรือว่าดินที่พบเห็นได้ทั่วทุกหนแห่งในโลกมนุษย์ก็มีอายุ มีระดับสูงต่ำของอายุขัยการฝึกตนเหมือนกัน?
หยางเจาคือคนพูดมาก มิน่าเล่าหยางเจิงพี่สาวของเขาถึงชอบพูดบ่อยๆ ว่าเมื่อชาติก่อนเขาน่าจะเป็นคนใบ้ ชาตินี้ถึงได้พยายามจะชดเชยกลับมาเช่นนี้
ผู้เฒ่ายิ้มตอบสตรีที่สวมหมวกคลุมหน้าพยักหน้า คำกล่าวนี้เลิศล้ำ ซาบซึ้งถึงแก่นปรัชญามหัศจรรย์เกินกว่าจะบรรยาย หยางเจาพลันรู้สึกว่าต้องมองผู้เฒ่าเสียใหม่ เด็กหนุ่มรู้แค่ว่าชิงเค่อสกุลหยางผู้นี้เรียกตัวเองว่านักพรตหลง คือคนจากตระกูลยากจนของมณฑลเสี่ยวซือ มักจะไปฉกฉวยผลประโยชน์ที่สกุลหยางอยู่บ่อยๆ ว่าด้วยมรรคกถาก็แค่ฝึกตนประสบความสำเร็จเล็กน้อยเท่านั้น
ตลอดชีวิตชื่นชอบการสะสมสิ่งของ ชำนาญในการตรวจสอบและประเมินค่า เป็นปรมาจารย์ด้านการจัดทำบรรณานุกรมหนังสือ ก่อนหน้านี้เคยเจออยู่ในตระกูลสองครั้ง เดิมทีหยางเจาคิดว่า อีกฝ่ายคือ “ผู้มีชื่อเสียงด้านการพูดคุย” ที่ชอบหลอกกินหลอกดื่ม คิดไม่ถึงว่ายังพอจะมีวิชาความรู้อยู่บ้าง
คนที่ไม่สนใจเรื่องในใต้หล้าพวกนี้มากที่สุด แล้วก็ไม่คิดจะสอดปากพูดแม้แต่ครึ่งคำ ก็คือชายวัยกลางคนที่อยู่ข้างกายชายชรา ท่าทางเหมือนคนโบราณ อีกฝ่ายเอาแต่ใจลอย ซางเจียวเห็นว่าชายที่ชื่อเถียนก้งมีท่าทางเบื่อหน่ายก็เป็นฝ่ายชวนคุย หากมีคนคุยด้วยก็จะไม่เบื่ออีกแล้ว
เถียนก้งเองก็เห็นว่า “ซางเจียว” เป็นบุคคลที่แค่ช่วยหนุนคนอื่นให้เด่นเหมือนกับตัวเองเป็นโรคเดียวกัน จึงเกิดความสงสารกันและกัน เขาจึงใช้ภาษาราชการของโยวโจวที่สำเนียงไม่ชัดนักคุยไปเรื่อยเปื่อย แต่ในใจกลับรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะเถียนก้งเกิดราคะต่อสาวใช้ที่มีนามว่าโล่วจูคนนั้น เถียนก้งไม่มีความกล้านี้ คนสนิทของลูกหลานสายตรง สกุลหยางหงหนง ต่อให้จะเป็นแค่สาวใช้ก็ไม่ใช่คนที่เขาจะอาจเอื้อมได้
ยามที่สวีซวี่หยวนออกจากบ้านไปอยู่ข้างนอกได้กำหนดเป้าหมายอย่างชัดเจนให้กับตัวเองว่า ในสี่มหาสมุทรล้วนมีแต่พี่น้อง ถึงอย่างไรพื้นฐานครอบครัวของเขาก็ไม่แย่ ถ้าอย่างนั้นก็ใช้เงินเปิดทาง ใช้ทองมาแลกเปลี่ยนความจริงใจ สหายยืมเงินจากเขานั่น เรียกว่ายืมหรือ นั่นคือการเอาเงินที่มาฝากไว้กับเขากลับคืนไป สหายบนภูเขา “ขอยืม” สมบัติอาคม ตำรับลับ ตำราวิเศษ ก็หลักการเหตุผลเดียวกัน สรุปก็คือสวีซวี่หยวนไม่เคยปล่อยให้คำว่าเงินใหญ่เกินกว่าคำว่าสหาย
สวีซวี่หยวนถามด้วยสีหน้าจริงจังสถานการณ์เช่นนี้ถือเป็นเรื่องปกติสำหรับบนภูเขา
เถียนก้งไม่มีสำนัก แล้วก็ไม่เคยได้รับธรรมโองการ ดังนั้นจึงยังไม่มีฉายา แต่ก็เหมือนกับฉายาที่ตั้งเองของนักพรตหลง “จินเซิง” ซึ่งเป็นฉายาของเถียนก้งจึงไม่ถูกป๋ายอวี๋จิงจดลงบันทึก
อย่าเห็นว่าสวีซวี่หยวนพูดจาสบายๆ แค่กับหลัวอีเท่านั้น กับหยางเจาลูกรักแห่งสวรรค์ที่เพิ่งได้รู้จักกันก็ยิ่งไม่ถือสาสิ่งใด พอจะสนิทสนมกันบ้างแล้ว หยางเจาที่เดาใจได้ง่ายถามอะไรมา สวีซวี่หยวนก็สามารถหัวเราะร่าเอ่ยประโยคว่า “ไม่มีใครรู้ใจลูกดีไปกว่าพ่อ” ได้อย่างไม่ยำเกรงสิ่งใด
กลับกลายเป็นว่าตอนอยู่กับเถียนก้ง เขากลับมีมารยาทอยู่เสมอ คอยให้การดูแลมาตลอดทาง แล้วก็มักจะหาเรื่องมาชวนคุย ถึงได้ทำให้เถียนก้งไม่ถึงกับลังเลสับสนทำตัวไม่ถูก
เถียนก้งไม่ได้ปิดบัง ตอบไปตามตรงว่าอาณาเขตของมณฑลเสี่ยวซือไม่เล็ก ศึกที่ป๋ายอวี๋จิงล้อมปราบเทวบุตรมารนอกโลกชักนำให้พื้นดินของหนึ่งทวีปจมดิ่งกลายเป็นทะเลสาบ อาณาเขตน่านน้ำกว้างใหญ่ไพศาล ผู้ฝึกตนอิสระ นักพรตที่ได้รับธรรมโองการส่วนตัวจำนวนมากที่ไม่ถูกกับป๋ายอวี๋จิงต่างก็ชอบมาจัดตั้งกองกำลังอยู่ที่นี่ สวีซวี่หยวนเข้าใจขนบธรรมเนียมของมณฑลเสี่ยวซือดี แต่กลับไม่เคยได้ยินชื่อของนักพรตหลงอะไรมาก่อน
เถียนก้งส่ายหน้า ไม่ยินดีจะพูดอะไรมาก เพราะถึงอย่างไรก็เกี่ยวพันไปถึงระบบสืบทอดอันเป็นเรื่องส่วนตัว สวีซวี่หยวนจึงไม่ได้ถามมาก เขาเปลี่ยนเรื่องคุยว่า“เป็นคำกล่าวที่ดี” สวีซวี่หยวนพยักหน้ายิ้มเอ่ย “สหายจินเซิง มีโอกาสจะเลี้ยงห่านตุ๋นหม้อเหล็กเจ้าสักมื้อ”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!