ก่อนจะขึ้นเขามา อาศัยการเป็นฝ่ายชวนคุยเรื่องนั่นเรื่องนี่ สวีซวี่หยวนจึงรู้ว่าเถียนก้งผู้นี้บอกว่าตัวเองชอบฝึกวิชาเซียนมาตั้งแต่เด็ก แต่วิธีการไม่ถูกหลัก ลำบากตรงที่ไม่มีอาจารย์คอยช่วยชี้แนะ หูข้างหนึ่งจึงหนวก แล้วยังได้รับบาดเจ็บที่อวัยวะภายใน ภายนอกออกมาแสวงหาความเป็นเซียนข้างนอก ขึ้นเขาลงห้วย ตามหาผู้บรรลุมรรคาที่สามารถรักษาโรคและชักนำให้ฝึกเซียนได้สำเร็จ
โชคดีที่สวรรค์ไม่ไร้ทางให้คนเดิน เขาจึงเจอผู้หลอมลมปราณที่ออกมาท่องโลกมนุษย์ในตลาดแห่งหนึ่งจริงๆ ผ่านการทดสอบหลากหลายรูปแบบ ยอดฝีมือเห็นว่าจิตแห่งมรรคาของเขาหนักแน่น จึงนำทางเขาขึ้นเขา ฝึกวิชาเซียนที่แท้จริง ดังนั้นสวีซวี่หยวนถึงได้เดาว่า ‘นักพรตหลง” ผู้นี้ก็คืออาจารย์ผู้ชี้แนะที่ชักนำเถียนก้งที่ในอดีตเคยเดินทางผิด จนทำให้ตัวเองหูหนวกไปข้างหนึ่ง
ตัวเลือกอาจารย์ผู้ชี้แนะที่ยอดเยี่ยมที่สุดในใจของสวีซวี่หยวนในอดีตก็คือเกากูแห่งตำหนักหัวหยาง ด้วยเหตุนี้เขายังตั้งใจมาเยือนอารามแห่งหนึ่งของภูเขาตีเฝ่ยโดยเฉพาะ มาเป็นนักพรตที่ประจำการอยู่ที่นั่น ปิดบังชื่อแซ่อยู่ร้อยกว่าปี ได้เรียนรู้วิชายันต์อย่างจริงจังตั้งใจหลอมโอสถ
น่าเสียดายที่เกากูมองดูอยู่หลายปีก็ยังไม่เลือกสวีซวี่หยวน คงเป็นเพราะไม่อยากจะให้คนหนุ่มต้องเสียเวลาต่อไป จึงเป็นฝ่ายปรากฏตัวโน้มน้าวให้เขาลงจากภูเขาไปหาอาจารย์คนอื่น เกากูแสดงท่าทีชัดเจนขนาดนี้แล้ว สวีซวี่หยวนจึงไม่สะดวกจะทำหน้าหนาอยู่ในอารามต่อ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกากูยังแนะนำเขาว่า สามารถไปเยือนมณฑลเสี่ยวซือได้ สวีซวี่หยวนถึงได้ไปที่นั่น แล้วก็ได้รู้จักกับนักพรตเฒ่าที่เลี้ยงห่านคนนั้นจริงๆ ได้เรียนรู้วิธีการดีๆ มาจากหวังซึง เพียงแต่ว่าพวกเขาไม่มีฐานะเป็นอาจารย์และศิษย์กัน
เถียนก้งคิดแค่ว่านั่นเป็นคำพูดตามมารยาท จึงพยักหน้าตอบตกลงด้วยรอยยิ้ม คนเราอยู่ต่างบ้านต่างเมือง ร่อนเร่พเนจรไร้ที่พึ่ง ย่อมรู้สึกเหงาเดียวดายอย่างเลี่ยงไม่ได้ ได้เจอกับสหายที่ถูกชะตาคนหนึ่ง จึงทำให้เขาปิติยินดีมากเป็นพิเศษ
หลัวอีรู้เรื่องวงใน แต่ก็ได้แต่อ่อนใจ ห่านตุ๋นหม้อเหล็กของสวีซวี่หยวน หากไม่กินได้ก็อย่ากินจะดีกว่า
สวีซวี่หยวนใช้เสียงในใจยิ้มเอ่ยเถียนก้งลังเลเล็กน้อย แต่ก็ยังพยักหน้ารับ
สวีซวี่หยวนตบไหล่ของเถียนก้งเถียนก้งเพียงแค่ส่ายหน้า
สวีซวี่หยวนเอ่ยเสียงแผ่วเบาเถียนก้งอึ้งค้างอยู่กับที่ มองคนผู้นี้อย่างเหม่อลอย ไม่รู้ว่าตกตะลึงกับความหน้าหนาของ ‘ซางเจียว” หรือสงสัยว่าตัวเองมองผิดไป เข้าใจผิดคิดว่า “ซางเจียว” สามารถคบหาเป็นสหายได้ ที่แท้ความกระตือรือร้นของตนก็เป็นแค่เรื่องสนุกของอีกฝ่ายเท่านั้น?
สวี่เหมียนได้ยินก็เบิกตากว้าง ใช้เสียงในใจเอ่ยเตือนสวีซวี่หยวนขุ่นเคือง
หวังเจินตบหลังมือของสวีซวี่หยวน ยิ้มเอ่ยว่าสวีซวี่หยวนปล่อยมือออก มึนงงไปทันใด
เวลานี้มีนักพรตของตำหนักหัวหยางคนหนึ่งเดินมาบอกว่าเจ้าตำหนักเชิญทุกท่าน
ระหว่างที่กำลังครุ่นคิด สวีอิ่งหนิงผู้เป็นพี่สาวก็หัวเราะคิกช่วยไขข้อข้องใจให้ชื่ออักษรเดียว คือคำว่า “เจิน”
สวีซวี่หยวนกระจ่างแจ้งทันใด ชื่อเดียวว่าเจิน? ถ้าอย่างนั้นแซ่แท้จริงล่ะคืออะไร?
สวีอิ่งหนิงเห็นว่าน้องชายยังไม่มีไหวพริบ เบาะแสที่ชัดเจนขนาดนี้กลับยังพลาดไปได้ขณะที่กำลังจะไขปริศนาให้เขา นางกลับเงยหน้ามองไปเห็นกรอบป้ายคำว่าเรือนหมื่นตำรา ความคิดจึงไปอยู่ที่เรื่องอื่น
หลัวอีถามหลัวอีหลุดหัวเราะพรืด บัณฑิตต่างก็ชอบใช้เหตุผลบิดเบี้ยว ในฐานะฮ่องเต้ผู้บุกเบิกแคว้นของราชวงศ์ที่ใหญ่ที่สุดในหนึ่งมณฑล เขาเชี่ยวชาญแค่การใช้งานบัณฑิตหรือไม่ก็ตัดหัวของพวกเขา
อันที่จริงชาติกำเนิดของหลัวอีต่ำมาก เป็นพลทหารตัวเล็กในกองทัพ เดินทีละก้าวจนมามีตำแหน่งสูงอย่างในทุกวันนี้ แน่นอนว่าไม่มีทางรู้สึกดูแคลนเถียนก้งเพียงแค่เพราะแค่มองก็รู้ว่าเขาไม่ได้มาจากตระกูลชั้นสูง อีกอย่างตระกูลสูงศักดิ์จะนับเป็นอะไรได้ หวนนึกถึงปีนั้น ศึกเปิดแคว้นในขณะที่แผ่นดินสุขสงบ เมื่อกองทัพใต้บังคับบัญชาของเขาบุกฆ่าเข้าไปในเมืองหลวงเก่า บนถนนใหญ่หลายสายเลือดนองเป็นสายน้ำ ล้วนไหลออกมาจากในจวนเชื้อพระวงศ์และขุนนางชั้นสูงทั้งสิ้น กีบเท้าเท้าที่เขานั่งอยู่เหยียบย่ำจนเกือบจะลื่นล้ม ตอนนั้นข้างกายมีผู้ให้คำปรึกษาที่เอ่ยทัดทาน รู้สึกว่าการกระทำเช่นนี้ไม่เหมาะ ไม่ควบคุมหน่อยหรือ? ฆ่ามากไปก็ง่ายที่จะไม่ได้ใจผู้คนในหนังสือประวัติศาสตร์ของรุ่นหลังก็ไม่น่าดู
หลัวอีนั่งอยู่บนหลังม้าสูง สีหน้าเรียบเฉย ตอบไปแค่ประโยคเดียวว่า

VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!