เข้าสู่ระบบผ่าน

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 1155

หลิวเสี่ยงมองช่องทางเทพบนภูเขาที่เหมือนเชื่อมโยงไปถึงฟ้าเส้นนั้น ยิ้มเอ่ยว่า

“เว่ยเสินจวิน เจ้าประมุขลู่ พวกท่านคุยธุระของพวกท่านต่อไป พวกเราดื่มชาของพวกเราไปก็พอ”

ลู่เสิ่นกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง เฉินผิงอันไม่ได้อยู่ในภูเขาเสียด้วย พูดคุยกับเว่ยป้อมากไปกว่านี้ก็ไม่มีความหมาย

ออกจากภูเขามาครั้งนี้ การที่พูดถึงลูกศิษย์ผู้สืบทอดของหม่าขู่เสวียน เดิมก็เป็นการยกผลประโยชน์ให้กับภูเขาลั่วพั่วอยู่แล้ว จึงไม่มีธุระอะไรให้ต้องคุยไปมากกว่านี้

แล้วก็นับประสาอะไรกับที่ลู่เสิ่นได้เจอกับเจิ้งจูจีจงที่ไม่ยากเจอ นั่นก็ยิ่งไม่มีเรื่องให้ต้องคุยกันอีก สิ้นเปลืองพลังตบะมากเกินไป

ส่วน “หลิวเสี่ยง” ตอนที่ลู่เสิ่นอายุน้อยก็ต้องเข้าร่วมพิธีบวงสรวงโบราณที่ตระกูลสกุลลู่จัดขึ้นทุกปีอยู่แล้ว แล้วยังเคยแสดงเป็นนักพรตที่ขึ้นแท่นพิธีร้องเพลงเอ่ยคำสรรเสริญด้วย

นามต้องห้ามที่เขียนไว้บนป๋ายวิญญาณหลักซึ่งเป็นผู้รับควันธูปหลักในพิธีบวงสรวง ก็คือชื่อจริงของฉายาเทพ “หลิวเสี่ยง”

ดูเหมือนหลิวเสี่ยงจะไม่ยินดีปล่อยลู่เสิ่นไป

“อ่านตำราก็มีวิชาความรู้ของการอ่านตำรา ศึกษาวิชาความรู้ก็มีช่องทางของการศึกษาวิชาความรู้

ตอนกลางวันทำเรื่องชั่วร้ายดักปล้นกลางทาง สังหารคนในตรอกเก่าโทรม ก็ยังดีกว่าคนคนหนึ่งที่ตอนกลางวันทำตัวเป็นพ่อพระ แต่ตอนกลางคืนกลับทำตัวเป็นผี”

ก็เหมือนเจ้าของที่ดินที่ทุบตีชาวนาซึ่งมาเช่าที่ของตัวเอง เพราะอำนาจสู้คนอื่นไม่ได้

ลู่เสิ่นได้ยินแล้วก็ได้แต่นั่งลง หลิวเสี่ยงบวกกับเจิ้งจูจีจง เมื่อพวกเขาพร้อมใจกันปรากฏตัว ไม่ว่าเป็นใครก็ต้องรู้สึกหัวโตเป็นสองเท่าตัว

เฉินหลิงจวินฟังด้วยความมึนงง เหลือบตามองเว่ยเย่โหยว ไม่เสียแรงที่เป็นพี่น้องที่มาจากภูเขาพีอวิ๋น อีกฝ่ายก็ฉงนสนเท่ห์พอๆ กับตน

เว่ยป้อตกตะลึงว่าทำไมหลิวเสี่ยงถึงได้ปรากฏตัวพร้อมกับเจิ้งจูจีจง ยิ่งใคร่รู้ว่าพวกเขามีการแบ่งหลักแบ่งรองหรือไม่ และต้องการจะ ‘ขอความรู้’ เรื่องอะไรจากลู่เสิ่น?

พอได้ยินว่าแขกผู้สูงศักดิ์จะดื่มชา หมี่ลี่น้อยก็บอกให้พวกเขารอสักครู่ นางชักเท้าวิ่งไปต้มน้ำ

นักพรตเซียนเวยก็ต้องไปเอาใบชาป่าที่เด็ดมาครั้งแรกในรอบปีที่พ่อครัวเฒ่าเด็ดและผัดเองมาให้

ตรงดินเขาวางโต๊ะไว้ตัวหนึ่ง หลิวเสี่ยงนั่งลงตรงตำแหน่งประธานที่หันหลังให้กับภูเขาลั่วพั่ว

เจ้าขุนเขาไม่อยู่ที่บ้าน เว่ยป้อจึงรับหน้าที่เป็นเจ้าบ้านแทนให้ เจิ้งจูจีจงนั่งฝั่งตรงข้ามกับเว่ยป้อ ลู่เสิ่นนั่งตรงข้ามกับหลิวเสี่ยงที่นั่งอยู่ทางทิศเหนือหันหน้าเข้าหาทิศใต้ นั่งอยู่ในตำแหน่งท้ายสุดด้วยความเคารพ

เด็กชายชุดเขียวเพิ่งจะได้นับญาติที่ได้มาเปล่าๆ คนหนึ่ง ลำดับอาวุโสเพิ่มมาหนึ่งขั้น เวลานี้กำลังยุ่งอยู่กับการหัวเราะอย่างโง่งม สัมผัสไม่ได้ถึงคลื่นใต้น้ำของโต๊ะตัวนี้เลยแม้แต่น้อย

เว่ยป้อกับลู่เสิ่นต่างฝ่ายต่างเกลียดขี้หน้ากัน แต่เผชิญหน้ากับบุคคลอย่างหลิวเสี่ยง คนหนึ่งคือเทพแห่งมหามบรรพตที่กุมอำนาจสูงและสำคัญ อีกคนหนึ่งคือคนของสำนักหยินหยางห้าธาตุที่ตรวจสอบวิถีแห่งสวรรค์แต่กลับให้ความสำคัญกับมารยาทพิธีกรรมมากกว่าผู้ฝึกตนทั่วไป

ได้เจอกับหลิวเสี่ยงที่เกิดจากการจำแลงของฟ้าดินแห่งไพศาล ไยไม่ใช่การ “พบเจอมรรคา” ที่พันปียากจะพานพบอย่างหนึ่ง ก็เหมือนพ่อค้าที่บ่นบอกว่าชั่วชีวิตตัวเขายังไม่เคยเจอเงินก้อนใหญ่มาก่อน จากนั้นก็ได้เจอกับหลิวจีเป่าตัวเป็นๆ

หลิวเสี่ยงนั่งอยู่ข้างกาย แม้ว่าเว่ยป้อจะมีท่าทางสำรวมระมัดระวัง แต่ก็ไม่ถึงขั้นเงียบกริบเป็นจักจั่นในหน้าหนาว

ในเมื่อหลิวเสี่ยงตั้งใจจะอยู่ฟังด้วย เว่ยป้อก็ยินดีจะช่วยขอยืมอำนาจจากหลิวเสี่ยงมาให้กับเฉินผิงอันและภูเขาลั่วพั่ว

เว่ยป้อร้องเหอะ ต่อบทสนทนาก่อนหน้านี้อีกครั้ง

“”ฉี่” คำนี้ช่างกล่าวได้ดีจริงๆ”

ความหมายของอักษรคำว่าฉี่คือภูเขาหินขรุขระ แห้งแล้ง แข็ง กระด้าง พืชพรรณบางตา พลังชีวิตจืดจาง

ตามคำกล่าวของบนภูเขาจะถือว่าเป็น ‘ภูเขาว่างเปล่า’ คล้ายคลึงกับ “สายน้ำไหลตรง” หากอ้างอิงตามหลักความรู้ทั่วไปด้านฮวงจุ้ย

ภูเขาลั่วพั่วแห่งนี้ใหญ่แต่ว่างเปล่า การรวบรวมลมปราณจึงไม่ง่าย ไม่เหมาะจะบุกเบิกเป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรม เพราะอาจจะเป็นภูเขาว่างเปล่าที่ผลาญพลังของอาจารย์ผู้หล่อหลอม หรือไม่นักพรตก็อาจต้องใช้ของนอกกาย สมบัติต่างๆ มาเติมเต็มช่องว่างของฮวงจุ้ยนี้

สรุปก็คืออาจารย์หล่อหลอมจะเกิดความขัดแย้งกับพื้นที่ประกอบพิธีกรรมได้ง่าย ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ซื้อพื้นที่ประกอบพิธีกรรมนี้มาจะมีประโยชน์อะไร?

ลู่เสิ่นกล่าว

“ภายนอกภูเขาลูกนี้เป็นซี่โครงไก่ก็จริง เป็นเหตุให้ไม่เข้าตาของผู้หลอมลมปราณทั่วไป แต่หากมองในระยะยาว กลับสอดคล้องกับชะตาชีวิตของเฉินผิงอัน”

เว่ยป้อหัวเราะเยาะ

“จะดีจะชั่วลู่เหว่ยก็เป็นเซียนเหริน ทำไมไม่เก็บภูเขาลั่วพั่วไว้ในกระเป๋าตัวเองให้สบายใจเสียก่อน?

ถอยไปพูดหมื่นก้าว สกุลลู่มีโอกาสชิงความได้เปรียบก่อน ไม่ว่าอย่างไรก็ควรหว่านแหกว้างถึงจะถูก

อย่าว่าภูเขาลั่วพั่วกับยอดเขาเทียนตูเลย แม้กระทั่งภูเขาทีวอวี่ เนินสู่เหย๋อก็น่าจะเก็บรวบไปพร้อมกันด้วย ให้พวกมันร้อยเรียงกันเป็นเส้นเส้นหนึ่งทางทิศใต้ จะมีอะไรยาก? ไม่สมเหตุสมผล ขอเจ้าประมุขลู่ช่วยอธิบายให้ฟังหน่อยเถอะ”

ตอนนั้นหนันจ้านฮองเฮาเหนียงเนียงของต้าหลี มีชื่อจริงว่าลู่เจียง นางยังไม่ได้กลายเป็นตัวหมากที่ถูกทอดทิ้งของสกุลลู่แผ่นดินกลาง มีอำนาจอยู่ในราชสำนักอย่างมาก มีสายลับอย่างน้อยครึ่งหนึ่งที่นางเป็นผู้ดูแล

ตอนนั้นไม่ว่าใครก็รู้สึกว่านี่ก็คือวิธีในการควบคุมและถ่วงดุลอย่างหนึ่ง

ซิวหูดูแลเรื่องการปกครอง ซึ่งจ่างจิ่งอ๋องเจ้าเมืองดูแลกองทัพชายแดน หนันจ้านดูแลเรื่องรายงานข่าว ในสามฝ่ายนี้ต่างก็สอดแทรกขัดขวางกันและกันบวกกับที่ยังมึแซ่สกุลเสาค้ำยันแคว้นทั้งหลาย…

สรุปก็คือไม่อนุญาตให้มีกองกำลังฝ่ายใดตั้งตัวเป็นเป็นใหญ่ได้เพียงฝ่ายเดียว ไม่ปล่อยให้ใครมีโอกาสใช้อำนาจเด็ดขาดในราชสำนักยึดอำนาจเพียงฝ่ายตนปกครองแบบเผด็จการ

เรื่องราวหนึ่งร้อยเรื่อง ประวัติศาสตร์สามารถเข้าใจได้ชัดเจนเก้าสิบเก้าเรื่อง แต่ก็ต้องมีสักเรื่องที่ถือเป็นประวัติศาสตร์ที่สร้างขึ้นใหม่ เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ใช้เป็นบทเรียน

ลู่เสิ่นส่ายหน้า

“ทำไม่ได้ มีใจแต่ไร้กำลัง”

หลิวเสี่ยงยิ้มช่วยอธิบายแทนให้

“ลู่เหว่ยเคยถูกอาจารย์ฉีจัดการอย่างรุนแรงไปรอบหนึ่ง เป็นฝ่ายไร้เหตุผลทั้งยังเป็นววัสันหลังหวะ จึงไม่กล้าจะยื่นมือออกมาเวลายาวเกินไปอีก

รอกระทั่งซิวหูรับสถานที่นี้มาดูแลทั้งหมด สกุลลู่คิดอยากจะทำอะไรก็ยิ่งต้องดูสีหน้าของคนอื่น

ยกตัวอย่างเช่นลู่เสิ่นอยากจะใช้ยอดเขาเทียนตูเป็นที่ลงหลักปักฐาน ก่อเตาขึ้นมาใหม่ ก็จำเป็นต้องถามความเห็นของซิวหูก่อน

หากทำได้ก็ขึ้นฝั่งมาที่แจกันสมบัติทวีป ทำไม่ได้ก็ต้องกลับไปทางเดิม หาโอกาสครั้งใหม่”

เฉินหลิงจวินฟังจนอ้าปากค้าง ที่แท้ซิวหูผู้นั้นก็ทำอะไรเผด็จการถึงขนาดนี้? จำได้ว่าคราวก่อนที่สองฝ่ายเจอหน้ากัน เขาก็เป็นคนพูดง่ายอยู่นะ หรือว่าเป็นเพราะราชครูเห็นว่าฐานกระดูกของตนยอดเยี่ยมจึงโปรดปรานมากเป็นพิเศษ ก็เลยปฏิบัติต่อเขาดีหน่อย?

ดูเหมือนเจิ้งจูจีจงจะไม่สนใจเนื้อหาที่กำลังพูดคุยกัน เพียงแค่มองไปที่โต๊ะตัวนั้น

อันที่จริงก่อนหน้านี้ตอนที่อยู่บนเส้นทางหมู่บ้านชนบท เจิ้งจูจีจงไม่ได้ดักเสียงในใจของจ้าวซู่เซี่ยเอาไว้ เพียงแค่อธิบายให้เว่ยป้อฟังคร่าวๆ ความหมายก็คือบอกว่าหลิวเสี่ยงที่อยู่ข้างกายจะไปดูโรงเรียนของเฉินผิงอันสักหน่อย

แน่นอนว่าเว่ยป้อต้องเชื่อใจเจิ้งจูจีจง ปัญหาก็คือต่อให้เขาไม่เชื่อ แล้วจะทำอะไรได้ เว่ยป้อได้แต่รอให้เฉินผิงอันกลับมาแล้วค่อยเล่าเรื่องนี้ให้อีกฝ่ายฟัง ให้เฉินผิงอันไปปวดหัวเอาเอง

หลิวเสี่ยงมองลู่เสิ่น

“ทำไม่ได้คือเรื่องจริง แต่ว่า “มีใจแต่ไร้กำลัง” กลับเป็นคำพูดที่เอ่ยในทางตรงกันข้าม มีกำลังแต่ไม่มีความมั่นใจพอ ต่างหากถึงจะเป็นความจริง

ข้าเดาว่าปีนั้นชุ่ยฉานขึ้นไปบนยอดเขาเทียนตู ไปเจอเจ้า ต้องเป็นเพราะชุ่ยฉานมีความมั่นใจมานานแล้ว เดิมพันว่าเจ้าไม่กล้าเดิมพัน

ยกตัวอย่างเช่น ชุ่ยฉานจงใจพูดโน้มน้าวเจ้าให้สกุลลู่ลงเดิมพันอย่างเต็มที่ เดิมพันไว้ที่แจกันสมบัติทวีป ถ้าสำเร็จก็ให้เขามาช่วยเจ้ารับมือกับโจวจื่อ?

เจ้าก็ไม่กล้าเดิมพันจริงๆ ได้แต่ช่วยชุ่ยฉานจับตามองร่องรอยการท่องหาประสบการณ์ของเจ้าขุนเขาเฉิน แจกันสมบัติทวีป ออกทะเล กำแพงเมืองปราณกระบี่ ใบถงทวีป ทะเลสาบซูเจียน อุตรกุรุทวีป…

ก็เหมือนหุ่นเจ่อคนใหม่ที่มารับหน้าที่แทนหลินเจิงเฉิง ชุ่ยฉานและราชสำนักต้าหลีไม่จำเป็นต้องควักเงินเดือนจ่ายก็สามารถเรียกใช้ปรมาจารย์ใหญ่สำนักหยินหยางขอบเขตบินทะยานขั้นสมบูรณ์แบบคนหนึ่งได้

ลู่เสิ่นมีแต่จะใส่ใจการพบปะกันทุกครั้งระหว่างโจวจื่อกับเฉินผิงอันมากกว่าเขา”

“พูดถึงการอธิบายคัมภีร์ก็ดี การไขสัญลักษณ์กว้าก็ช่าง ฉีจิ้งชุนต่างก็เป็นคนแรกที่เปิดเผยความลับสวรรค์อย่างแท้จริง เพียงแต่ว่าราคาที่ต้องจ่ายกลับมากไปสักหน่อย”

“คำอธิบายของเจ้าลัทธิลู่ ทำตัวเป็นศิษย์ของสวรรค์ ถือเป็นอย่างที่สอง”

“ส่วนชุ่ยฉานนั้นไม่สน “คน” สนแค่ “เรื่องราว” เขารับผิดชอบช่วงท้ายของกระดานหมาก คืออันดับหนึ่งหากนับย้อนหลัง กลับกลายเป็นอันดับหนึ่งในอีกแบบหนึ่ง”

หลิวเสี่ยงที่อดทนฟัง “การตีความตำราโบราณ” ของลู่เสิ่นมาโดยตลอดยิ้มเอ่ยว่า

“เจ้าลัทธิลู่มี “ความเห็นที่สูงส่ง” แค่นี้เองหรือ?”

ในที่สุดเจิ้งจูจีจงก็เปิดปากเอ่ยเสริมมาประโยคหนึ่งว่า

“ยังคงเป็นข้อสอบแบบเปิดตำรา”

เห็นว่าลู่เสิ่นสะอึกอึ้งไปแล้ว ความอัดอั้นในใจขของเว่ยป้อก็คลายออกได้หลายส่วน เด็กชายชุดเขียวกลับรีบหันไปส่งสายตาให้กับเจิ้งจูจีจง ใช้เสียงในใจเตือน

“หลานเจิ้ง ว่าไอ้หมอนั่นแซ่ลู่เชียวนะ หากเป็นยอดฝีมือสกุลลู่ของแผ่นดินกลางจะทำอย่างไร อย่าได้ปากไวเกินไปนัก หากเจ้าหมอนั่นอาฆาตแค้นขึ้นมา…เจ้าก็ควรโน้มน้าวสหายข้างกายด้วย

ว่าหากชอบพูดจาใหญ่โตข่มขู่คนอื่นก็พูดแต่เรื่องของตัวเองไป อย่าเอาอย่างเว่ยซานจวินที่มักจะชอบพูดจาเหน็บแนม เสียดสีประชดประชัน มีเรื่องหรือไม่มีเรื่องก็จิกกัด “เจ้าประมุขลู่” สองสามประโยคอยู่เสมอ…

หาก “เจ้าประมุขสกุลลู่” ผู้นี้คือ “เจ้าประมุขสกุลลู่” ที่มีรายชื่ออยู่ในช่วงแรกๆ ของ “รวมเล่มคนผ่านทาง” จริง ไม่ได้สนิทสนมอะไรกัน ข้าก็ไม่อาจปกป้องสหายของเจ้าได้นะ!

เจิ้งจูจีจงใช้เสียงในใจยิ้มเอ่ยไปว่าคงไม่บังเอิญขนาดนี้หรอกกระมัง คนแซ่เจิ้งก็คือเจิ้งจูจีจง คนแซ่ลู่จะต้องเกี่ยวข้องกับสกุลลู่แผ่นดินกลางด้วยหรือ?

เฉินหลิงจวินร้อนใจอย่างมากแล้ว รีบตอบกลับไปด้วยคำพูดจริงใจว่า

หลานชายเจ้าไม่รู้อะไร ข้ากับคนแซ่ลู่แต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่ค่อยถูกกันเท่าไร พวกเจ้าอย่าได้ถูกข้าทำให้เดือดร้อนเลย…

บอกตามตรง ก่อนหน้านี้ก็มีนักพรตแซ่ลู่ที่ไม่รู้จักวางตัวคนหนึ่งขึ้นมาบนภูเขา…ช่างเถอะ นินทาคนอื่นลับหลังไม่ถือเป็นวีรบุรุษ ไอ้หมอนั่นก็ร้ายกาจมาก แค่ว่าข้าไม่ค่อยชอบขี้หน้า แต่นั่นก็ไม่ขัดต่อความเก่งกาจของเขา

ส่วนเขาจะเป็นใคร ชื่อแซ่อะไร เจ้าก็เดาไปถึงคนที่สถานะใหญ่โต ตบะสูงเทียมฟ้าได้เลย

สรุปก็คือเจ้าก็โน้มน้าวสหายหน่อยเถิดไม่ต้องไว้หน้าข้าก็ได้ ไม่สู้บอกกับเขาไปตรงๆ บอกไปว่า ข้าเฉินหลิงจวินกับคนแซ่ลู่มีความขัดแย้งในชะตาชีวิตที่ลึกลับต่อกัน

ให้สหายของเจ้าระวังไว้หน่อย ออกจากบ้านมาอยู่ข้างนอกไม่ได้ถกมรรคากับคนอื่นเสียหน่อย ไยต้องเอาชนะคะคานในเรื่องคำพูด

ใต้หล้านี้ขอแค่เกิดการโต้เถียงด้วยปาก ก็ไม่เคยมีใครที่เป็นผู้ชนะแท้จริงหรอก

เจิ้งจูจีจงกล่าว

“ข้าบอกต่อให้สหายรู้แล้ว แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่รับน้ำใจ ตอบกลับมาประโยคหนึ่งว่า ลำดับอาวุโสของท่านอาของข้าคนนี้สูง แต่ออกจะขี้ขลาดเกินไปหน่อยหรือไม่”

เฉินหลิงจวินเบิกตากว้าง หลิวเสี่ยงอ่อนใจยิ่งนัก เขาไม่มีทางพูดแบบนี้อยู่แล้ว อาจารย์เจิ้งนี่ท่านติดใจกับการเป็นหลานชายคนอื่นขนาดนี้เลยหรือ?

เกี่ยวกับเรื่องของการ “ทำนายชะตา” เฉินหลิงจวินกลับเคยได้ยินบทสนทนาของเจิ้งต้าเฟิงกับเซียนเวย์มาบ้าง ความหมายคร่าวๆ ก็คือพูดว่า

วิญญูชนผู้เที่ยงตรง ไม่จำเป็นต้องทำนายชะตา แค่ถามใจตัวเองแล้วไม่ละอาย พากเพียรในหน้าที่ บ่มเพาะคุณธรรม สะสมพลังตบะไปก็พอ

ก็เหมือนอย่างอริยะปราชญ์ที่มีเทวรูปอยู่ในศาลบุ๋นทั้งหลายที่หากขอความรู้จากปรมาจารย์มหาปราชญ์ก็มักจะถามเกี่ยวกับความเมตตากรุณา แต่ไม่เคยถามถึงมรรคา

นี่ก็เพราะมรรคาไม่จำเป็นต้องถามให้มากความ เพราะมรรคาไม่อยู่ห่างไกลจากเราไม่อยู่ห่างแม้ชั่วขณะเดียว ฝึกอบรมบ่มเพาะวิชาความรู้ได้ลึกซึ้งแล้ว ย่อมต้องรู้ลิขิตฟ้าได้อย่างเป็นธรรมชาติ…

คุยกันไปคุยกันมา เฉินหลิงจวินเพิ่งจะเริ่มรู้สึกเลื่อมใสในความตัวพวกเขา พวกเขาก็กลับคืนไปเป็นสภาพเดิมกันอย่างรวดเร็ว

เจิ้งต้าเพิ่งยื่นฝ่ามือออกมา ถามเซียนเวย์ว่า

เจ้าคือนักพรตที่ตั้งแผงดูดวงมานานหลายปี ช่วยพี่น้องของตัวเองดูลายมือหน่อยสิว่าวาสนาชีวิตคู่ในอนาคตเป็นอย่างไร ช่วงนี้มีดวงความรักบ้างหรือไม่ ไม่พูดถึงว่าเอาอย่างการจมน้ำท่วมตายของโจวอันดับหนึ่ง แต่ขอแค่อย่าให้แห้งแล้งตายก็พอ

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!