ลู่เสิ่นลังเลอยู่พักใหญ่ แต่ก็ยังบากหน้าใช้เสียงในใจถามเจิ้งจูจีจง
“ขอถามอาจารย์เจิ้ง ครั้งนี้มาเฝ้าตอรอกระต่ายเพราะต้องการทำเรื่องใด?”
ไม่ว่าจะเป็นผู้ฝึกตนบนยอดเขานำคนใดก็ตามที่มีตบะหนาลึกซึ้ง ใครบ้างที่ไม่ขยันหมั่นเพียรอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่ระมัดระวัง ต่างก็วางแผนให้กับเส้นทางของตัวเอง
เหวยเซ่อแห่งธวัลทวีป ฮั่วหลงเจินเหรินแห่งอุตรกุรุทวีป พวกเขาต่างก็ผสานมรรคาล้มเหลวสองครั้งแล้ว
ก็ยังมีหลิวจีเป่าเทพเจ้าแห่งโชคลาภกับอาจารย์ฟ่านแห่งสำนักการค้าที่ต่างก็แสวงหามรรคาของตัวเองบนคำว่าเงิน
และยังมีปีศาจใหญ่ขอบเขตบินทะยานแผ่นดินกลางที่ปีนั้นถูกป๋ายเหย่ซึ่งออกจากพื้นที่ประกอบพิธีกรรมพกกระบี่ไปสังหาร มันรับมือได้ยากถึงเพียงใด พื้นที่ประกอบพิธีกรรมเชื่อมต่ออยู่กับเส้นทางน้ำพุเหลือง
หากไม่เป็นเพราะมันใช้แผนการสารพัดอย่างแสวงหามรรคาแต่ก็ยังไร้ความหวัง มีหรือที่จิตแห่งมรรคาจะไม่มั่นคง พยายามทุ่มเดิมพันหมดหน้าตักเพื่อทำการ “ดึงเรือน” หวังว่าจะอาศัยการกระทำที่อุกอาจนี้มาผสานมรรคา
ถึงเวลานั้นจะสร้างความปั่นป่วนให้กับโลกคนเป็นในอาณาเขตของหลายสิบแคว้น ความมืดและความสว่างจะปะปนกันจนแยกไม่ออก และด้วยเหตุนี้ก็ทำให้มันต้องเจอกับหายนะจากคมอาวุธต้องรับกระบี่นั้นไป
คำว่า “ลำบากเหลือเกิน” ที่ลู่เสิ่นเหมือนพูดอย่างง่ายๆ สบายๆ แต่กลับเรียกได้ว่าได้เอ่ยเสียงในใจแทนผู้ฝึกตนมากมายบนยอดเขาออกมา
แน่นอนว่าลู่เสิ่นต้องกลัวโจวจื่อที่มาขวางทาง แล้วยังมาเจอเจิ้งจูจีจงที่มาดักกลางทางอีก
เจิ้งจูจีจงให้คำตอบอย่างตรงไปตรงมา
“ยืมตำราฆ่าคน”
ลู่เสิ่นเกิดความสงสัยอย่างเลี่ยงไม่ได้ ยืมตำราอะไร? ฆ่าใคร?
นักพรตหนุ่มกับแม่นางน้อยชุดดำร่วมมือกันอย่างรู้ใจ ตักน้ำต้มชา แบ่งงานกันอย่างชัดเจน พวกเขาเดินเร็วๆ ไปทางเรือนหลังนั้น เซียนเวย์อดไม่ไหวเอ่ยทอดถอนใจว่า
“สหายเทียนเปียนผู้นั้นต้องเป็นยอดฝีมืออย่างแน่นอน”
หมี่ลี่น้อยถามอย่างใคร่รู้
“ทำไมล่ะ?”
เซียนเวย์ลังเลเล็กน้อย ก่อนใช้เสียงในใจเอ่ยว่า
“บนร่างไม่มีกลิ่นอายมนุษย์เลยสักนิดอย่างไรล่ะ ”
หมี่ลี่น้อยกล่าวอย่างกระจ่างแจ้ง
“ข้ารู้แล้ว ฝึกตนประสบความสำเร็จ ไม่สัมผัสกับธุลีแดงคละคลุ้ง กลิ่นอายเซียนล่องลอย ในตำราล้วนกล่าวเช่นนี้”
เซียนเวย์มองสบตากับหมี่ลี่น้อย ต่างคนต่างรู้ใจกันจึงหัวเราะ ฮ่าๆ เสียงดังออกมาพร้อมกัน
พวกเราสองคนนั้นทำไม่ได้ ไม่ได้อย่างยิ่งเลย ไม่มีมาดของเทพเซียนอะไรทั้งนั้น ขาดความหมายไปเยอะมาก
เข้ามาในห้องแล้ว เซียนเวย์ก็ร้องเอ๊ะ กระปุกดีบุกหลายใบล้วนวางเปล่า ใบชาหายไปไหนแล้วเล่า
ไม่รู้ว่าเจิ้งต้าเฟิงมาถึงที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ เอนกายพิงหน้าประตูหาข้อแก้ตัวห่วยๆ อย่างคนมีพิรุธว่า
“คงไม่ใช่ว่าถูกโจรขโมยไปแล้วหรอกนะ? ไม่ขโมยเงินทองแต่ขโมยใบชาก็ถือว่าเป็นโจรที่มีรสนิยมอยู่เหมือนกัน”
เซียนเวย์รู้สึกลำบากใจอยู่บ้าง เจิ้งต้าเฟิงตบหัวตัวเอง
“นึกออกแล้ว ช่วงนี้ปรมาจารย์เหวินชอบต้มชาดื่มอยู่บ่อยๆ ยังเอ่ยชมใบชาไม่ขาดปากด้วย”
หมี่ลี่น้อยกล่าว
“อย่าเพิ่งลนลาน อย่าเพิ่งลนลาน ข้าจะไปขอความช่วยเหลือเร่งด่วนจากพี่หญิงหน่วนซู่เดี๋ยวนี้”
เจิ้งต้าเฟิงยิ้มเอ่ยอย่างเกียจคร้านว่า
“เซียนเวย์เอาใบชาที่ดีที่สุดที่มีอยู่ในห้องตอนนี้ออกมาก็พอแล้ว ไม่ต้องเอาจริงเอาจัง ระดมกำลังใหญ่โตเกินไป เพราะนั่นกลับจะดูว่าพวกเราประจบสอพลอ
คนตัดฟืนที่เดินผ่านมาดื่มได้ นายท่านเทพเซียนที่ตั้งใจมาเป็นแขกกลับดื่มไม่ได้แล้วหรือ ไม่มีเหตุผลแบบนี้หรอกนะ”
หมี่ลี่น้อยเหลือบมองเซียนเวย์ เซียนเวย์พยักหน้า ยังคงเป็นพี่น้องต้าเฟิงที่มีความคิด
“เอาตามนี้แหละ!”
ฉวยโอกาสตอนที่หมี่ลี่น้อยไปต้มน้ำ เซียนเวย์ถามอย่างใครรู้วันว่า
“พี่น้องต้าเฟิง สหายลู่ผู้นั้นคงไม่ใช่ลู่ของสกุลลู่แผ่นดินกลางหรอกระมัง?”
ถึงอย่างไรนักพรตเซียนเวย์ก็ไม่ใช่เจ้าโง่น้อยเฉินหลิงจวิน
เจิ้งต้าเฟิงพยักหน้ายิ้มเอ่ย
“เทียนเปียนเสิ่น ฉายาใหญ่โตขนาดนี้ ชื่อที่มีความหมายยิ่งใหญ่ขนาดนี้ก็ต้องใช้กับแซ่สกุลที่ใหญ่หน่อยถึงจะสมเหตุสมผล ถึงจะสยบกำราบเอาไว้ได้
ลู่เสิ่นไม่เพียงแต่แซ่ลู่ เขายังดูแลคนแซ่ลู่ทุกคนในตระกูลด้วย อืม พวกที่มีรูปแขวนไว้บนผนังนั้นไม่นับ เพราะถึงอย่างไรลู่เสิ่นก็ยังไม่ใช่ขอบเขตสิบสี่
แล้วนับประสาอะไรกับที่ต่อให้วันใดผสานมรรคาแล้วก็ดูเหมือนว่าจะยังไม่อาจควบคุมน้องลู่ที่ตั้งแผงดูดวงของพวกเราคนนั้นได้”
แล้วก็เพราะเซียนเวย์มาอยู่ที่นี่ช้าไป ไม่อย่างนั้นเจิ้งต้าเฟิงจะต้องลากเขาให้ไปไหว้ลู่เฉินทุกวันอย่างแน่นอน เรื่องสนุกแบบนี้หากไม่ดูก็เสียเปล่าน่ะสิ
เจ้าประมุขสกุลลู่ ขอบเขตบินทะยาน?! เซียนเวย์จุ๊ปากด้วยความทึ่ง
“ได้เจอบุคคลยิ่งใหญ่แล้ว”
เจิ้งต้าเฟิงหัวเราะร่วน
“ได้เจอบุคคลยิ่งใหญ่จริงๆ นั่นแหละ”
เซียนเวย์เอ่ยอย่างสะท้อนใจ
“ผินเต้ามาลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่ก็ได้เพิ่มพูนความรู้มากมายจริงๆ”
เจิ้งต้าเฟิงนวดปลายคาง เงยหน้ามองม่านฟ้า ยิ้มตาหยีเอ่ยว่า
“ปราณสังหารจากฟ้า มังกรและงูผุดออกจากพสุธา ปราณสังหารจากมนุษย์ ฟ้าดินพลิกตลบ”
เซียนเวย์ที่รอคอยหมี่ลี่น้อยต้มน้ำอย่างอดทนพูดชวนคุยว่า
“ข้ากลับรู้สึกว่าลมและเมฆเกิดจากฟ้า วิญญูชนยับยั้งด้วยใจเคารพ มังกรและงูผุดจากพสุธา เหล่าวีรบุรุษผู้กล้าเผยตัว พลังชีวิตเปี่ยมล้น”
เจิ้งต้าเฟิงยกสองแขนกอดอก หลุบสายตาลงต่ำ มองไปยังเรือนหลังนั้น
“เจ้าพูดได้ถูกต้องแล้ว ขอให้สมพรปากเจ้า ข้าก็คือผู้ฝึกยุทธที่ใช้หมัดใช้เท้า แต่เจ้ากลับเป็นผู้ที่ศึกษามรรคาอย่างจริงจัง คำพูดของเจ้าย่อมต้องเชื่อถือได้มากกว่าข้า”
การสลายมรรคาของบรรพจารย์สามลัทธิ สำหรับโลกมนุษย์ทั้งแห่งแล้วคือการที่น้ำจากสี่ทิศไหลรวมเข้าสู่ลานเดียวกัน ถ้าอย่างนั้น ภูเขาลั่วพั่วก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
เซียนเวย์ยิ้มรับ พี่น้องต้าเฟิงมักจะชอบพูดจาประหลาดที่ไม่เข้าท่าพวกนี้เสมอ ถึงอย่างไรตนก็หน้าบาง ไม่สะดวกใจจะรับไว้อย่างผึงผาย เจิ้งต้าเฟิงถอนหายใจ
ตามหลักแล้ว เดิมทีสกุลลู่แผ่นดินกลางก็มีโอกาสที่จะร่วมมือกับภูเขาลั่วพั่ว กลัวก็แต่วันทั้งๆ ที่เป็นเรื่องดีที่สามารถมอบผลประโยชน์ให้กันได้
เพียงแต่วันคนที่เป็นตัวหลักในการจัดการกลับเป็นคนไร้ประโยชน์ อวดฉลาดที่ไม่มีความสามารถพอจะทำเรื่องให้สำเร็จ แต่กลับมีความสามารถจะทำให้เสียเรื่องอย่างล้นเหลือ
อูโซ่วของร้านผ้าห่อบุญ ก็เคยมาชนกำแพงกับชุ่ยฉานตอนอยู่แจกันสมบัติทวีป และกับเฉินผิงอันตอนอยู่ใบถงทวีป ยังคงเป็นบรรพจารย์จางจือที่ปรากฏตัวมาช่วยไกล่เกลี่ยด้วยตัวเองถึงจะเก็บกวาดเรื่องเละเทะได้
ลู่เหว่ยที่วางแผนอยู่ในถ้ำสวรรค์หลีจูมานาน สำหรับสกุลลู่สำนักหยินหยาง หรือควรจะพูดว่าสำหรับเจ้าประมุขลู่เสิ่นแล้ว ก็เป็นสถานการณ์ที่ไม่ต่างกันสักเท่าไร
หากลู่เสิ่นไม่ล้อมคอกเมื่อวัวหาย ก็ต้องเอาหางหมามาแซมขนหมี? (เปรียบว่าเอาของไม่ดีมาแชมของดีทำให้ยากจะบอกได้วันของชิ้นนั้นดีหรือไม่ดีกันแน่)
ตอนที่เทพเทวดางีบหลับ แขกบางคนก็มาเคาะประตูโดยไม่บอกกล่าว แต่บางคนกลับรู้ว่าต้องยืนรออย่างสงบอยู่นอกประตู
สกุลเจียงอวิ๋นหลินนั้นสงบเยือกเย็นอย่างมาก ต่อให้จะสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของกลไกแห่งสวรรค์ ก็ยังข่มอารมณ์เอาไว้ได้ ไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม
อย่างมากก็แค่ใช้วิธีอ้อมค้อมให้เจียงอวิ๋นที่เป็นบุตรอนุภรรยามาที่นี่ มาหาโชควาสนา แล้วก็ถือโอกาสสืบเสาะความตื้นลึก ไม่มีทางเอาชีวิตของคนทั้งตระกูลมาเดิมพันไว้ที่นี่เด็ดขาด
แล้วก็นับประสาอะไรกับที่ยังมีการจัดวาง “ฉากบังลม” หนึ่งฉาก ยกเอาหลิวเหล่าเฉิงแห่งทะเลสาบซูเจียนมาช่วยต้านหายนะ
ไม่ว่าจะอย่างไร ผู้ฝึกตนอิสระห้าขอบเขตบนคนแรกในช่วงพันปีล่าสุดของแจกันสมบัติทวีป ก็ต้องมีโชคชะตาอยู่บนร่างอย่างแน่นอน
หลิวเหล่าเฉิงกับเจียงอวิ๋นมีความสัมพันธ์เป็นอาจารย์และศิษย์กัน ก็เหมือนการสร้างผนังบังตาไว้ในเรือนของชาวบ้านล่างภูเขา สามารถช่วย ‘ต้านสิ่งอัปมงคล” ให้กับสกุลเจียงอวิ๋นหลินได้
แม้จะบอกว่าในวังหลวงของต้าหลี ลู่เหว่ยเคยเสนอว่าจะร่วมมือกับเฉินผิงอัน แต่ว่าข้อเสนอของลู่เหว่ยในเวลานั้น เห็นได้ชัดว่าไม่มีความจริงใจมากพอ ชัดเจนว่าเห็นเฉินผิงอันเป็นคนโง่
เฉินผิงอันเอ่ยประโยคเดียวก็แพร่งพรายความลับสวรรค์ เปิดโปงแผนการของสกุลลู่ว่าคิดจะอาศัยบทคันฉ่องดินมาเลือกหาภูเขาลูกหนึ่งที่สอดคล้องกับภูเขาลั่วพั่ว นำมาใช้ตรวจสอบเส้นสายในแนวตั้งและแนวนอนของสามพลังเก้าชะตาและตำแหน่งดาวของจักรราศีหกสิบปี ฯลฯ
ในเมื่อสามารถตรวจสอบภูมิศาสตร์ได้ ทั้งยังเก่งในการสังเกตปรากฏการณ์บนท้องฟ้า นี่ก็น่าจะเป็นวิธีคลี่คลายทางตันของลู่เสิ่นแล้ว พยายามที่จะทำลายริ้ว “กฎแห่งฟ้าหลักแห่งดิน” ที่มองไม่เห็นซึ่งโจวจื่อสร้างไว้ สุดท้ายผสานมรรคาเป็นขอบเขตสิบสี่
ก่อนหน้านี้เจิ้งชิงเจียมมา “นับบรรพบุรุษกลับเข้าตระกูล” กับเสี่ยวโม่ที่ภูเขาลั่วพั่ว เจิ้งต้าเฟิงได้ตอบคำถามบางอย่างที่นางขอถามรู้อย่างนอบน้อม
แต่ถึงอย่างไรความรู้ของฝ่ายหลังก็ตื้นเขิน ฟังความนัยนอกเหนือจากคำพูดของเจิ้งต้าเฟิงไม่ออก
เจิ้งต้าเฟิงพลันไม่รู้ว่าควรจะโต้กลับอย่างไรดี
หมี่ลี่น้อยกล่าวอย่างมึนงงว่า
“ท่านเขียนคนนั้นมาจากสกุลลู่แผ่นดินกลางหรือ? นั่นคือแซ่ใหญ่ที่ค้ำฟ้าได้เลยนะ แล้วยังเป็นเจ้าประมุขด้วย?
มองดูแล้วไม่เห็นเหมือนคนร่ำรวยสูงศักดิ์ที่ชอบบีบคั้นผู้อื่นสักเท่าไร ท่าทางเป็นมิตรมากนะ”
เจิ้งต้าเฟิงคืนสติกลับมา เอ่ยอย่างเกียจคร้านว่า
“หากเปลี่ยนสถานที่ก็ลองดูเถอะว่าพลังอำนาจบนร่างของเขาลู่เสิ่นจะเข้มข้นหรือไม่ ถึงขั้นอาจข่มขู่ให้คนกลัวตายได้เลยนะ
แล้วก็เพราะภูเขาลั่วพั่วของพวกเราแต่ละคนไม่โอนอ่อนต่ออำนาจและความชั่ว ไม่ถือสาในเรื่องนี้ ”
เซียนเวย์รู้สึกเสียใจภายหลังอยู่บ้าง เขาเอ่ยเสียงเบาว่า
“หากรู้สถานะของเขาเร็วกว่านี้สักหน่อย ข้าก็คงไม่บอกฉายาตัวเองออกไปแล้ว ”
ตอนที่อยู่บนโต๊ะต่างก็ไม่มีใครใช้เสียงในใจ เจิ้งต้าเฟิงจึงได้ยินอย่างชัดเจน เขาตอบง่ายๆ ว่า
“ได้ยินว่ามีคำเปรียบเปรยอย่างหนึ่ง บอกว่าตระกูลสกุลสู่แผ่นดินกลางก็คือ กองโหราศาสตร์ของศาลบุ๋นและใต้หล้าไพศาล”
“สกุลเจียงอวิ๋นหลินที่ย้ายจากทวีปแดนเทพแผ่นดินกลางมายังแจกันสมบัติทวีป ตระกูลเคยสืบตำแหน่งต้าซูของลัทธิขงจื๊อกันมาหลายรุ่นหลายสมัย
ส่วนบรรพบุรุษของสกุลลู่แผ่นดินกลางเองก็เป็นไท่ปูหนึ่งในหกขุนนางของศาลบุ๋นยุคโบราณเช่นกัน ”
“ยกตัวอย่างที่อาจจะไม่ค่อยเหมาะสมนัก ต้าซูของสกุลเจียงอวิ๋นหลินก็คือคนที่ทำหน้าที่พูดจาดีๆ กับสวรรค์โดยเฉพาะ ส่วนไท่ปูสกุลลู่นั้นรับผิดชอบคอยคาดคะเนความหมาย อธิบายและบอกต่อคำพูดทุกประโยคจากสวรรค์”
ฟังมาถึงตรงนี้ หมี่ลี่น้อยก็ถามอย่างสงสัยว่า
“สวรรค์พูดได้ด้วยหรือ? สำเนียงเป็นอย่างไร?”
เจิ้งต้าเฟิงลูบปลายคาง คำถามประเภทนี้ของหมี่ลี่น้อยตอบยากกว่าคำถามของเทพธิดาชิงเจียก่อนหน้านี้เสียอีก
เซียนเวย์หลุดขำอย่างอดไม่อยู่ แล้วจึงอธิบายให้ฟังว่า
“ฟ้าร้อง ฝนตก ลมพัดน้ำไหลล้วนเป็นการที่สวรรค์กำลังพูดกับโลกมนุษย์”
ดวงตาหมี่ลี่น้อยเป็นประกาย พยักหน้า “พออธิบายอย่างนี้ก็เข้าใจได้ง่ายแล้ว!”
เจิ้งต้าเฟิงรู้สึกอ่อนใจอยู่บ้าง มิน่าเล่าพวกเขาสองคนถึงได้คุยกันรู้เรื่องที่สุดแล้ว
เซียนเวย์ถามหยั่งเชิง
“พี่น้องต้าเฟิง คงไม่ใช่ว่าข้าคือคนมีความสามารถด้านการฝึกตนจริงๆ หรอกนะ? เป็นเจ้าขุนเขาของพวกเราที่เฉลียวฉลาดสายตาเฉียบแหลม ถึงได้ให้ความสำคัญกับข้ามากเป็นพิเศษ?!”
ไม่อาจไขว่คว้าชีวิตที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่เยาว์วัยซึ่งผู้คนพากันอิจฉาก็ช่างเถอะ หากถอยมาเลือกอันดับรองได้อย่างมั่นคง ได้เป็นคนที่ประสบความสำเร็จตอนอายุมากก็ไม่ถือว่าขาดทุน
ความคิดของเซียนเวย์พลันบังเกิด จึงยื่นฝ่ามือออกไป
“พี่น้องต้าเฟิงมักชอบพูดว่าตัวเองเชี่ยวชาญการดูลายมือ ไม่เหมือนผินเต้าที่หลอกต้มตุ๋นเอาเงินคนอื่น
ถ้าอย่างนั้นก็ช่วยดูให้ละเอียดหน่อยเถิดว่าผินเต้ามีคุณสมบัติจะได้เปิดภูเขาก่อตั้งพรรคหรือไม่?”
เจิ้งต้าเฟิงเก็บความคิดกลับคืน ปรายตามอง
“ทำไม วางแผนไว้นานแล้วว่าจะสลัดภูเขาลั่วพั่วทิ้งไปหาพรรคหาพวก ก่อตั้งสำนักขึ้นมาเอง? แบบนั้นก็ดี วันฤกษ์ดีไม่สู้วันฤกษ์สะดวก เลือกยอดเขาเทียนตูของลู่เสิ่น ข้าว่าค่อนข้างจะเหมาะสมนะ”
เซียนเวย์ตกใจ หน้าแดงก่ำ เอ่ยอย่างละอายใจว่า
“ทำแบบนั้นได้ที่ไหน ก็แค่ถามว่ามีคุณสมบัติของเซียนดินหรือไม่เท่านั้นเอง อยากรู้ว่าตัวเองจะประสบความสำเร็จหรือไม่ หากสำเร็จย่อมดีที่สุดไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร พี่น้องต้าเฟิงอย่าได้เข้าใจผิดเด็ดขาดเชียว!”
เซียนเวย์มีความเข้าใจในตัวเองเป็นอย่างดี เขารู้ว่าตัวเองไม่ใช่คนที่จะสามารถเปิดภูเขาก่อตั้งพรรคได้ พูดถึงแค่เรื่องของการฝึกตน เปิดตำราเต๋าไม่กี่เล่มนั้นไปมา ก็ล้วนเป็นเขาที่รู้จักตัวอักษร แต่พวกตัวอักษรกลับไม่รู้จักเขาเลย
เจิ้งต้าเฟิงเปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่นกะทันหัน
“นักพรตเซียนเวย์ สนใจที่จะแต่งตำราของตัวเองหรือไม่?”
นักพรตหัวเราะร่วน
“ขายตำราไม่สู้ยืมตำรา เขียนตำราไม่สู้อ่านตำรา!”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!