“เจิงจวีจง” ผู้นั้นยังคงสาดเกลือลงบนบาดแผลของลู่เสิ่นไม่เลิก ดวงตาของกายธรรมเป็นประกายระยิบระยับ “บทเปิดฉากช่างมีประโยชน์จริงๆ ผ่านไปอีกไม่กี่ปี ข้าต้องผสานมรรคาสำเร็จได้แน่นอน”
ลู่เสิ่นถึงกับไม่มีความคิดที่จะขอร้องวิงวอนเลยแม้แต่น้อย เขายอมสละชีวิตและมหามรรคา ร่ายวิชาอภินิหารบรรพกาลซึ่งเป็นวิชากันกรุออกมาเพื่อลากเจิงจวีจงลงน้ำไปด้วยกัน เห็นเพียงว่าในฟ้าดินของจิตใจมีแท่นบูชาสูงเก่าแก่ที่ใช้ในการเซ่นไหว้บวงสรวงปรากฏขึ้นมา จิตวิญญาณที่แท้จริงของลู่เสิ่นกลายมาเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่แต่งกายเป็นนักพรตผู้สวดบทเพลง บนใบหน้าทาผงสีค่อยๆ เดินขึ้นสู่ที่สูงไปทีละก้าว
ลู่เสิ่นใช้วิธีการของอีกฝ่ายมาเอาคืนอีกฝ่าย เด็กหนุ่มกลายมาเป็นเจิงจวีจง สีหน้าเหี้ยมอำมหิต เปิดปากก่นด่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในฟ้าดินเสียงดังด้วยภาษาโบราณ ถ้อยคำที่ใช้เลวร้ายอย่างถึงที่สุด ทุกก้าวที่เดินขึ้นบันไดไป ระหว่างคิ้วของลู่เสิ่นก็จะมีเถ้าแห่งเคราะห์กรรมเป็นกลุ่มๆ หลุดออกมาแล้วปลิวสลายหายไป ทว่าในใจกลับสาแก่ใจถึงขีดสุด
ลู่เสิ่นเห็นกับตาตัวเองว่า โจรชั่วเจิงจวีจงติดร่างแหเดือดร้อนไปด้วย ทำให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ชั้นสูงในยุคบรรพกาลห่างไกลเดือดดาล ม่านฟ้าพลันปริแตก แสงกระบี่เส้นหนึ่งพุ่งลงมาราวฝนไฟ… ฟ้าดินพังทลาย นับแต่นี้มหามรรคาก็ขาดสะบั้นไปนับแต่นี้ นับแต่นี้ไปเจิงจวีจงก็จะถูก “สวรรค์ชิงชัง” ส่วนนั้นตามติดราวกับเงา เชิญไปผสานมรรคากับขอบเขตสิบห้าของเจ้าได้เลย!
สุดท้าย “เด็กหนุ่ม” เหม่อลอย เงียบงันไปเนิ่นนาน ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ เขายกมือข้างหนึ่งที่กำลังแหลกสลายกลายเป็นเถ้าธุลีขึ้นมา คล้ายอยากจะเช็ดคราบสีบนใบหน้า นับตั้งแต่ตนจำความได้ เขาก็ไม่ชอบเป็นนักพรตผู้ร้องบทสวดที่เป็นที่จับตาของใครๆ ยิ่งรำคาญพิธีการยิบย่อยในงานบวงสรวงฟ้าดิน ชาติหน้า…ไม่มีชาติหน้าแล้ว
สีหน้าของลู่เสิ่นเด็ดเดี่ยวสง่างาม ยืนอยู่ที่เดิม ยกมือขึ้นปัดฝุ่นผงพวกนั้นทิ้งไปเบาๆ ยิ้มเอ่ยประโยคหนึ่งว่าเจิงจวีจงเป็นมารร้ายจริงๆ สุดท้ายยังด่าโจวจือว่าเจ้าชาติสุนัข และเวลานี้เอง ด้านหลังก็มีเสียงบาดแก้วหูดังลอยมา
“เป็นอย่างที่เจ้าคาดการณ์ไว้จริงเสียด้วย ลู่เสิ่นตัดใจจะตายได้จริงๆ”
เสียงที่สองยิ่งน่ารังเกียจมากกว่า “ดังนั้นถึงได้บอกอย่างไรล่ะว่า คำวิจารณ์ที่ข้ามีต่อลู่เสิ่นไม่ต่ำ”
พรบิตานั้นฟ้าดินและทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็น “ของที่ได้กลับคืนสู่เจ้าของเดิม” ลู่เสิ่นนั่งเหม่ออยู่ที่เดิม ห่างแค่ขอบเขตเดียวก็เป็นความต่างราวฟ้ากับเหวจริงๆ หรือ?
หลิวเสี่ยงยิ้มเอ่ย “ทำได้ถึงขั้นนี้ อาจารย์เจิงเองก็ไม่ได้สบายเลย ค่อนข้างจะเปลืองแรงแล้ว”
เจ้าประมุขสกุลลู่จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว จิตมรรคากลับคืนมาสงบนิ่งเหมือนเดิมได้อย่างรวดเร็ว เจิงจวีจงมองไปทางหลิวเสี่ยง พูดแนะนำว่า “ขึ้นภูเขาไปเดินเล่นดูหน่อยไหม?”
หลิวเสี่ยงคล้ายจะลังเลอยู่บ้าง เฉินหลิงจวินชอบรับรองแขก รีบโพล่งไปทันทีว่า “ไหนๆ ก็มาแล้ว ขาดอีกแค่ไม่กี่ก้าวเท่านั้นก็ไปให้ถึงที่เลยดีกว่าไหม”
หลิวเสี่ยงครุ่นคิดอยู่เล็กน้อยก็พยักหน้ายิ้มตอบว่า “ได้”
หากลุกขึ้นแล้วออกไปจากโต๊ะตัวนี้ ยกเท้าข้ามซุ้มประตูภูเขาบานนั้นไป นี่ก็คือกำลังเหยียบย่างไปเยือนจวนเซียนอักษรจงอย่างแท้จริงเป็นครั้งแรกในรอบหมื่นปีของหลิวเสี่ยง ก่อนจะเดินผ่านซุ้มประตู เจิงจวีจงถามว่า “คิดดีแล้วหรือยัง?”
ลู่เสิ่นกล่าวด้วยสีหน้าหม่นหมอง “แล้วข้ามีทางเลือกหรือ?”
เจิงจวีจงกล่าว “มี ตายจริงหนึ่งครั้ง”
ลู่เสิ่นเกือบจะรักษาจิตแห่งมรรคาไว้ไม่อยู่ ผรุสวาทใส่เจิงจวีจงไปอีกครั้ง เจิงจวีจงกล่าว
“หากไม่เป็นเพราะปีนั้นเจ้าเคยไปหาผู้อาวุโสในตระกูลคนนั้นเป็นการส่วนตัว อยากจะช่วยทำนายดวงให้เขา วันนี้ข้าก็จะปรากฏตัวล่วงหน้าไปยืมหนังสือจากเจ้าที่ยอดเขาทียนตู ปีนั้นข้าพูดคุยกับชยุฉานเรื่องการผสานมรรคาว่ำมีความเป็นไปได้ที่สามารถเตรียมการไว้ก่อนล่วงหน้าได้ อย่างเช่นหลอมดวงจันทร์เป็นคันฉ่องประทินโฉม รวบรวมเงาทั้งหมดในโลกมนุษย์เอาไว้ ไม่อย่างนั้นเจ้าคิดว่าหอแก้วใสของนครจักรพรรดิขาวสร้างคันฉ่องประทินโฉมจำนวนมากขนาดนั้นแล้วเอาออกขาย ก็เพื่อหากำไรเล็กๆ น้อยๆ หรือ? แต่ชยุฉานรู้สึกว่าวิธีการพวกนี้ยังคงไม่ยิ่งใหญ่มากพอ ถึงอย่างไรก็อาจเป็นที่ต้องสงสัยว่าเป็นวิชานอกรีต หลังจากเลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่แล้วก็ง่ายที่จะกลายมาเป็นซี่โครงไก่ กลับจะกลายเป็นตัวถ่วง ทางสายหนึ่งที่เขาแนะนำไว้ก็คือไม่สู้เป็นนกพิราบยึดรังนกกางเขนของลู่เสิ่นแห่งสกุลลู่แผ่นดินกลางที่มีความหวังจะเป็นขอบเขตสิบสี่มากที่สุด หรือก็คือการดักปล้นกลางทางที่เจ้าพูดไว้ก่อนหน้านี้ ตอนนั้นข้ารู้สึกไม่มีความมั่นใจมากนัก แต่ชยุฉานกลับบอกว่าเขาสามารถทำให้เจ้าเป็นฝ่ายออกมาจากตระกูลและทวีปแดนเทพแผ่นดินกลางด้วยตัวเองได้”
ลู่เสิ่นฟังแล้วรู้สึกชาไปทั้งหนังหัว เช่นเขียวเคี้ยวฟันเอ่ย “พวกเจ้าไม่คิดบ้างหรือว่าการทำเช่นนี้จะล้ำเส้นหรือไม่ ศาลบุ๋นแผ่นดินกลางจะเอาโทษหรือไม่?”
ลู่เสิ่นพลันเอ่ยอย่างกระจ่างแจ้ง “ใช่แล้ว เจ้าคือคนขายกระจกคนหนึ่งจริงดังคาด แล้วก็ยิ่งเป็นบรรพจารย์สายของจิวเซียน!” (เซียน นกพิราบ) คนขายกระจกที่ถูกมองเป็นฝ่ายอธรรมนอกรีตปรากฏตัวตั้งแต่ยุคโบราณแล้ว แต่สายจิวเซียนที่ถูกปิดบังอำพรางไว้เช่นเดียวกัน กลับเพิ่งจะเริ่มมาปรากฏตัวเมื่อสามพันปีก่อนเท่านั้น เจิงจวีจงกล่าว “คำว่า ‘จริงดังคาด’ นี้ กล่าวได้ดี”
ลู่เสิ่นเอ่ยอย่างปลงอนิจจัง “เป็นสายมารจริงเสียด้วย” บนเส้นทางมีสตรีคนหนึ่งฝึกท่าเดินนิ่งลงจากภูเขามา เฉินยวนจีลังเลเล็กน้อย สุดท้ายก็หยุดเดิน ขยับไปยืนอยู่ข้างๆ แล้วก็ไม่ได้ทักทายพวกเขา รอกระทั่งพวกเขาเดินขึ้นสู่ที่สูงต่อไป เฉินยวนจีถึงได้ฝึกหมัดต่ออีกครั้ง ระหว่างนั้นเจิงจวีจงได้เหลือบมองนาง
เมื่อครู่นี้เฉินยวนจีก็มองชายวัยกลางคนที่สวมชุดตัวยาวสีขาวหิมะที่สะดุดตาอย่างมากเช่นเดียวกัน นางรู้สึกจิตใจไม่สงบจึงสะบัดศีรษะ รู้สึกแปลกๆ จนต้องข่มริ้วคลื่นอารมณ์เอาไว้ แต่กระนั้นก็ยังอดไม่ไหวหันกลับไปมองแผ่นหลังนั้นอีกครั้ง
จุดที่อยู่สูงยิ่งกว่า ผู้ออกกฎฉางมิ่งปรากฏตัวบนเส้นทางเทพ แล้วยังพาเด็กชายผมขาวที่ไหล่ลู่คอตกคนหนึ่งเดินลงบันไดไปทางประตูภูเขา เดินหน้าเข้าหากลุ่มของเจิงจวีจงด้วยกัน ฉางมิ่งใช้เสียงในใจเอ่ยเตือน
“คงโหว รีบตามมาเร็วเข้า อย่าได้เพิกเฉยต่อแขกสูงศักดิ์ทั้งสองท่าน”


VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!