เข้าสู่ระบบผ่าน

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 1156

อันที่จริงมันไม่รู้สึกว่าเจิงจวีจงจะกระตุ้นให้เรื่องนี้สำเร็จได้ ต่อให้เจ้าคือเจิงจวีจง ก็ยังเป็นแค่ขอบเขตบินทะยาน จะสามารถเชิญชวนผู้ที่ภาคภูมิใจที่สุดในโลกมนุษย์ที่แม้กระทั่งตำแหน่งอริยปราชญ์ในศาลบุ๋นก็ยังไม่สนใจได้อย่างไร? แต่เฉินยวนจีเป็นแค่ท่าเรือ หรือควรจะพูดว่าเป็นแค่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งของมันเท่านั้น พักโรงเตี๊ยมก็ต้องจ่ายเงิน นี่ก็คือเหตุผลที่ว่าทำไมนอกจากเฉินยวนจีจะสามารถฝึกหมัดได้แล้ว ยังมีโชควาสนาอีกมากมายอยู่บนร่างด้วย

เหล่าแขกต่างก็พากันขึ้นเขาไปแล้ว ร่วมแรงกันเก็บโต๊ะ เซียนเว่ยหยิบตำราเล่มหนึ่งออกมาจากชายแขนเสื้อ มองอยู่ครู่หนึ่งก็เงยหน้าถามอย่างสงสัย “หมี่ลี่น้อย ทำอะไรหรือ”

เห็นเพียงว่าแม่นางน้อยชุดดำยืนอยู่ใต้ซุ้มป้ายหันหน้าเข้าหาเส้นทางเทพของภูเขา นางยืนตัวตรงแหนว มือหนึ่งถือคานหาบสีทอง อีกมือหนึ่งถือไม้เท้าไผ่เขียว ล้วนเอาของทั้งสองชิ้นจิ้มลงกับพื้น ตัวนางมองส่งพวกเขาค่อยๆ เดินขึ้นสู่ที่สูงอยู่อย่างนั้น เนิ่นนานก็ยังไม่ถอนสายตาคืน

หมี่ลี่น้อยเอ่ยเสียงเบา “มองส่งพวกเขาขึ้นเขาอย่างไรล่ะ” จนกระทั่งพวกอาจารย์เจิงเจอกับผู้คุมกฎฉางมิ่งและขุนนางผู้เรียบเรียงตำราแล้ว ได้พูดคุยกันก่อนจะเดินหายไปในทางสายเล็กเส้นหนึ่งของภูเขา ต้องไปชมทัศนียภาพของป่าต้นอวี๋แน่นอน หมี่ลี่น้อยถึงได้กลับมานั่งที่เก้าอี้ไม้ไผ่ เอาคานหาบและไม้เท้าไม้ไผ่วางพาดไว้บนหัวเข่า สองมือลูบไปลูบมาบนไม้เท้าเดินป่าอย่างไม่มีอะไรทำ อธิบายว่า

“ในเมื่อในกระเป๋ามีเงินอยู่แค่ไม่กี่เหรียญ เรื่องของมารยาทก็ได้แต่ดูว่ามีความจริงใจมากหรือน้อยแล้ว ความหมายที่อยู่ในใจก็คือสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น”

เซียนเว่ยนึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้ ก่อนหน้านั้นนักพรตเฒ่าเรือนกายสูงใหญ่คนนั้น ก็แค่หมี่ลี่น้อยพูดว่าไม่ได้เจอเขามานานแล้ว นักพรตเฒ่าถึงกับถามหมี่ลี่น้อยอย่างจริงจังว่า “ที่ว่านานคือกี่วัน? ขอแค่เป็นคนปกติทั่วไปก็ไม่มีทางถามคำถามประเภทนี้ออกมาอย่างแน่นอน ยังดีที่หมี่ลี่น้อยตอบได้ บอกจำนวนตัวเลขที่เป็นรูปธรรมอย่างแม่นยำออกไป

เซียนเว่ยมีฐานะเป็นนักพรต ท่องอยู่ในยุทธภพมานานหลายปี เพราะถูกบีบให้ต้องหาเลี้ยงชีพเขาจึงเชี่ยวชาญการสังเกตสีหน้าท่าทางของผู้อื่น มองออกว่าตอนนั้นเจ้าขุนเขาตื่นเต้นอย่างมาก

หมี่ลี่น้อยขยับเก้าอี้ไม้ไผ่ไปทางเซียนเว่ย กดเสียงลงต่ำเอ่ยว่ำ “ได้ยินจิงชิงเล่าว่าท่านมีกระบอกเซียมซีที่ประหลาดมากใบหนึ่ง คำทำนายบนใบเซียมซีล้วนหายาก มีเพียงหนึ่งเดียว เล่าให้ข้าฟังหน่อยได้ไหม?”

เซียนเว่ยเอ่ยอย่างเขินอาย “กินฝุ่นมานานมากแล้ว หากเจ้าสนใจก็หยิบไปเล่นเอาเองเถอะ ไม่ได้หายากอะไรขนาดนั้น ก็หนีไม่พ้นว่าในกระบอกเซียมซีมีแผ่นไม้ไผ่อยู่ทั้งหมดหนึ่งร้อยเจ็ดแผ่น เจ็ดสิบสองแผ่นในนั้นสอดคล้องกับเจ็ดสิบสองช่วงอากาศของยี่สิบสี่ช่วงฤดูกาล และยังมีอีกสองหลัก ตะวัน จันทรา ดวงดาว แปดกว้า สิบแผนภูมิฟ้า สิบสองแผนภูมิดิน”

หมี่ลี่น้อยฟังพลางคิดคำนวณไปด้วย เพียงไม่นานนางก็ขมวดคิ้ว ถามอย่างสงสัยว่า “ทำไมไม่ทำให้เป็นเลขคู่ล่ะ หนึ่งร้อยแปดแผ่น?”

เซียนเว่ยหัวเราะฮ่าๆ “บางทีอาจจะเป็นเพราะเซียมซีแผ่นนั้นมีขาแอบหนีไปเองก็ได้นะ?”

หมี่ลี่น้อยคิดแล้วหัวคิ้วก็คลายออก นางเองก็หัวเราะฮ่าๆ เช่นกัน การทายคำปริศนาคือความถนัดของนางอยู่แล้ว “เดาง่าย เดาง่าย รู้คำตอบแล้ว”

เจิงต้าเฟิงที่ไม่ได้ปรากฏตัว เพียงแค่ยืนอยู่ตรงหน้าประตูเรือน ปากเอ่ยว่า “เรื่องนี้หมี่ลี่น้อยก็เดาได้ด้วยหรือ? ข้าคิดอยู่นานก็ยังไม่เข้าใจเลยนะ”

หมี่ลี่น้อยยิ้มกว้าง “สมมติว่านักพรตเซียนเว่ยตั้งแผงดูดวงแผงหนึ่งขึ้นมา ใครมานั่งลงแล้วดึงแผ่นเซียมซีขึ้นมา คนคนนั้นก็คือ เซียมซีแผ่นนั้น”

เจิงต้าเฟิงกึ่งเชื่อกึ่งกังขา หันหน้าไปมองเซียนเว่ย เซียนเว่ยพยักหน้า “นี่คือคำอธิบายที่ถูกต้อง” เจิงต้าเฟิงจับปลายคาง “มีนัยชวนให้ขบคิด ”

เซียนเว่ยกับหมี่ลี่น้อยยกมือขึ้นตีกันเบาๆ อย่างรู้ใจ เจิงต้าเฟิงถาม “ดึงเซียมซีอธิบายคำทำนายที่เป็นการบุกเบิกโฉมหน้าใหม่เช่นนี้กิจการดีไหม? มีลูกค้าแวะเวียนกลับมามากน้อยแค่ไหน?”

คำถามนี้ค่อนข้างจะไม่ถูกกาลเทศะแล้ว เซียนเว่ยจึงตอบอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “พี่น้องต้าเฟิงคิดว่าอย่างไรล่ะ?”

เจิงต้าเฟิงเห็นเฉินยวนจีก็หัวเราะร่า โบกมือเรียก “แม่นางเฉิน วันนี้ก็อยู่ในภูเขาอีกแล้วหรือ ” เฉินยวนจีได้ยินก็รู้สึกมึนงง จึงไม่ได้สนใจเขาที่พยายามหาเรื่องมาชวนนางคุย เดินนิ่งต่อไปอีกครั้ง พอไปถึงที่ตีนเขาก็กลับขึ้นเขามาใหม่

เจิงต้าเฟิงพึมพำกับตัวเอง “ไม่รอเจ้าลูกกระต่ายน้อยหลีไหวนั่นแล้ว พึ่งพาตนเองย่อมมีชีวิตอยู่ดีกินดี!” ก้าวเร็วๆ จากไปราวกับดาวตก มุ่งหน้าไปทางเมืองเล็ก แต่กลับหยุดเท้ากะทันหัน หันไปมองนักพรตหนุ่ม

เซียนเว่ยเห็นว่าเขาไม่ได้ไปที่เนินฝูเหยาก็ถามอย่างประหลาดใจ “พี่ต้าเฟิงจะไปที่ตัวอำเภอหรือ?”

เจิงต้าเฟิงพยักหน้า “ไปที่ร้านยาตระกูลหยาง ขนเอาของบางอย่างกลับมา”

แม้ในใจเซียนเว่ยจะนึกสงสัยแต่กลับไม่ได้ถามอะไรมาก เจิงต้าเฟิงกล่าว “อย่ามัวอึ้งอยู่สิ เจ้าก็มาด้วยกัน มาช่วยกันหน่อย ข้าคนเดียวขนไม่ไหว”

เซียนเว่ยเอ่ยอย่างขุ่นเคือง “ผินเต้าอย่างมากสุดก็แค่หลอกเอาเงิน ไม่ทำตัวเป็นโจรหรอกนะ”

เจิงต้าเฟิงเอ่ยอย่างขันๆ ปนฉุน “อย่าพูดมาก!”

เซียนเว่ยได้แต่ตามไป บอกให้หมี่ลี่น้อยช่วยเฝ้าประตูแทน หมี่ลี่น้อยแอบหัวเราะชอบใจ วะฮะฮ่า เรื่องนี้ตนก็เดาถูกด้วยหรือนี่

เจิงต้าเฟิงพาเซียนเว่ยเดินเท้าไปทางภูเขาใหญ่ทิศตะวันตก คุยเล่นกันไปตลอดทาง ชาวบ้านของเมืองเล็กที่เคยชินกับการออกไปทำงานตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้น กลับบ้านพักผ่อนเมื่อพระอาทิตย์ตกดิน ได้เห็นเหล่าเทพเซียนที่แค่เคยได้ยินแต่ไม่เคยเห็นกับตาตัวเองมาก่อน เห็นพวกเขาขี่เมฆทะยานหมอก ทะยานลมบินไปบนฟ้าคราม ก็รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังฝันกลางวัน

ปีนั้นพวกชาวบ้านมักจะชอบจับกลุ่มซุบซิบนินทากันว่า ดูเหมือนพวกเขาก็กินข้าวเหมือนกัน แต่ว่าไม่ขับถ่าย พวกเทพเซียนจากต่างถิ่นทั้งหลายเรียนรู้ภาษาท้องถิ่นของเมืองเล็กกันเป็นอย่างรวดเร็ว ของเก่าแก่ของแต่ละตระกูลล้วนถูกพวกเขาจ่ายเงินซื้อไปโดยไม่แม้แต่จะกะพริบตาควักตั๋วเงินออกมาเป็นปึกๆ ราวกว่าพวกมันคือกระดาษอย่างไรอย่างนั้น สองฝ่ายที่ทำการค้ากันต่างก็มองสายตาของอีกฝ่าย ต่างก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายคือคนที่หลอกง่าย ไม่ว่าใครก็กลัวว่าอีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจไม่ยอมซื้อขายกันต่อ

กระทั่งจนถึงทุกวันนี้ในเมืองเล็กก็ยังมีผู้ฝึกตนเกือบร้อยคนที่ปีนั้น “ทุ่มเงินก้อนใหญ่” ซื้อบ้านเอาไว้ บ้างก็อยู่เพียงลำพัง บ้างก็จับกลุ่มกับสหายคนสองคน ตั้งใจฝึกตนอยู่ในอำเภอไหวหวง ผู้ฝึกตนเหล่านี้ต่างก็ถูกกรมพิธีกำรต้าหลีจดชื่อบันทึกลงในเอกสาร และกรมอาญาทำหน้าที่คอยตรวจสอบเฝ้าดู ส่วนจวนผู้ตรวจการงานเตาเผาของเมืองเล็กนั้นรับหน้าที่ในการประสานงานอย่างเป็นรูปธรรม แต่ในความเป็นจริงแล้วพวกผู้ฝึกตนทั้งหลายที่ไม่ว่าพรรคจะใหญ่หรือเล็ก ขอบเขตจะสูงหรือต่ำ ล้วนพยายามที่จะไม่ไปคบค้าสมาคมกับขุนนางผู้ตรวจการสองรุ่นก่อนหลัง แน่นอนว่ายิ่งไม่ยินดีที่จะถูกพวกขุนนางในจวนผู้ตรวจการมาหาถึงบ้าน ขุนนางในท้องถิ่นของราชสำนักต้าหลีต่างก็ไม่ค่อยเห็นผู้ฝึกตนอยู่ในสายตาเท่าใดนัก ชยุฉานได้ตั้งกฎข้อหนึ่งไว้ให้ทั้งบนและล่างภูเขา ขอแค่ผู้ฝึกตนเกิดความขัดแย้งกับมนุษย์ธรรมดา ฝ่ายแรกให้ถือว่ามีความผิดเมื่อมีข้อสงสัย ส่วนฝ่ายหลังให้ถือว่าไม่มีความผิดเมื่อมีข้อสงสัย

ตลอดทั้งแจกันสมบัติทวีปต่างก็เฝ้ารอราชครูคนถัดไปของราชสำนักต้าหลี แม้ว่าบนและล่างภูเขาต่างก็มีการคาดเดาและการอนุมานกัน แต่ขอแคว้นหนึ่งที่ราชสำนักต้าหลีไม่ป่าวประกาศออกมา ก็ยังคงเป็นวันหนึ่งที่ต้องลุ้นกันต่อ

เดินผ่านภูเขาเจินจู เจิงต้าเฟิงพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่ำ “นักพรตเซียนเว่ย กราบภูเขาลูกนั้นสักหน่อยไหม?”

เซียนเว่ยถาม “มีข้อพิถีพิถันอะไรหรือ?”

คราวก่อนที่บรรพจารย์สามลัทธิมาเยือนเมืองเล็กด้วยตัวเอง นอกตรอกหนีผิง มรรคาจารย์เต๋าพูดกับเฉินผิงอันว่าคนเราไม่ควรตกใจกลัวเงาของตัวเอง หวนนึกถึงปีนั้น ตอนที่เพิ่งรู้จักกับชยุตงซาน เด็กหนุ่มชุดขาวผู้เอ้อระเหยลอยชายเอ่ยคำพูดมากมายที่ตอนนั้นเฉินผิงอันเข้าใจผิด คิดว่าเป็นคำพูดเหลวไหล อย่างเช่น ตัวอักษรดำบนกระดาษขาวมีความหมายลึกล้ำ ตัวอักษรทุกตัวล้วนเป็นเงาเงาหนึ่ง ถ้อยคำมีหมดสิ้น แต่ความหมายกลับไร้ที่สิ้นสุด

เด็กหนุ่มจำนวนนับไม่ถ้วนบนโลกมนุษย์ต่างก็มองความหมายลึกซึ้งเป็นความง่ายๆ สบายๆ ชีวิตคนเราก็เหมือนกระดาษข้อสอบที่ต้องคอยเติมเต็มหัวข้อที่ว่างเปล่า จัดเรียงเอาหลักการเหตุผลที่เคยเลือก คนและเรื่องราวที่เคยเลือกและสละทิ้งลงไปในนั้น ให้คำตอบของพวกเราออกมา

หม่ำขู่เสวียนเองก็เคยเอ่ยหลักการเหตุผลที่คล้ายคลึงกันนี้กับเด็กหนุ่มถือมีดผ่าฟืนที่เขาถูกชะตาด้วยที่สุดซึ่งเป็นลูกศิษย์ปิดสำนัก ในนามคนคนหนึ่ง น้อยครั้งนักที่จะไปสนใจเงาของตัวเอง

รากฐานมหามรรคาของเทวบุตรมารนอกโลก หากว่ากันในบางระดับแล้ว ก็คือ นักพรตคนแรกของโลกมนุษย์ หรือควรจะพูดว่าคือ… “เงา” บางอย่างที่มารวมตัวกันของผู้ฝึกบำเพ็ญตนทุกคน ตอนที่อยู่ในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของวัดนิกายวินัย เฉินผิงอันเคยเอ่ยกบัหยวนฮว่ำจิงที่พบเจอกันโดยบังเอิญว่า ไม่เป็นไร อยู่ใต้ดวงอาทิตย์ใครเล่าจะไม่มีเงา

จับคู่เดินทางไปยังฝูเหยาทวีป เนื่องจากเด็กสาวสวมหมวกขนเดี่ยวพูดถึงปลาหยินหยางเป็นครั้งแรก เฉินผิงอันจึงย้อนถามเซียโก่วไปเช่นกันว่า เคยเห็นเงาของเงาไหม?

เข้ามาในร้าน มีแค่สือหลิงซานที่เป็นลูกจ้างร้าน เห็นว่าเป็นศิษย์พี่เจิงต้าเฟิงก็เลยไม่สนใจนักพรตหนุ่มคนนั้นไปพร้อมกันด้วย ไปถึงเรือนด้านหลัง เจิงต้าเฟิงไปที่ห้องเก็บฟืน บอกให้เซียนเว่ยหาที่นั่งเอาเอง เซียนเว่ยเห็นว่ามีเก้าอี้ยาวตัวหนึ่งจึงขยับเท้าไปนั่งที่นั่นรอพี่น้องต้าเฟิง นักพรตเอาสองมือสอดไว้ในชายแขนเสื้อ เยือกเย็นสุขุม สายตามองผ่านเพดานเปิดอ้าของลานบ้าน มองไปยังห้องห้องหลักที่ประตูปิดอยู่ รู้สึกสะท้อนใจอยู่บ้าง เจ้าขุนเขาบ้านตนเดินมาถึงวันนี้ได้ก็ไม่ง่ายเลยจริงๆ ในภูเขาลั่วพั่ว คนที่มาอยู่ก่อนหน้าเขา ดูเหมือนว่าต่างก็ไม่ค่อยชอบพูดถึงชีวิตวัยเยาว์ของเจ้าขุนเขาเท่าใดนัก แต่เซียนเว่ยก็ยังเคยได้ยินได้ฟังมาบ้าง

อันที่จริงเมื่อครู่ตอนที่เดินมาร้านยา เซียนเว่ยก็ยากที่จะจินตนาการได้ว่าในอดีตยามที่เด็กคนหนึ่งไปเอายาที่ร้านยาครั้งแล้วครั้งเล่าจะมีความรู้สึกเช่นไร สองมือของเซียนเว่ยอยู่ในชายแขนเสื้อ เงยหน้ามองฟ้า ยี่สิบสี่ช่วงฤดูกาลของโลกมนุษย์เหมือนการจัดวางกองกำลังบนสนามรบ ยามที่เป็นหนุ่มฉกรรจ์ก็ต้องพยายามสร้างกิจการคุณูปการและชื่อเสียง ความร่ำรวยสูงศักดิ์คล้ายกับหน้าร้อนที่เปลี่ยนจากเริ่มร้อน เป็นร้อนจัด แล้วก็ต้องคิดพิจารณาถึงช่วงบั้นปลายชีวิตที่จะเปลี่ยนจากหนาวน้อยๆ ไปหนาวเยือกเย็น ดังนั้นต้องรู้ว่าชีวิตคน ความพอเหมาะพอดีก็คือหลักการเหตุผลที่ดีที่สุด อย่าได้หวังว่าจะดีงามสมบูรณ์แบบไปทั้งหมด เพราะนี้ต้องให้คนคนหนึ่งครุ่นคิดจากหน้าร้อนที่กลางวันยาวนานที่สุดไปจนถึงหน้านาวที่กลางคืนยาวนานที่สุด และในช่วงที่อากาศหนาวเยือกเย็นซึ่งทรมานยากลำบากก็ต้องคิดไปถึงการมาเยือนของฤดูใบไม้ผลิของปีหน้า

คนเรามีชีวิตอยู่ในสังคมร่วมกับผู้อื่น มโนธรรมบริสุทธิ์แจ่มกระจ่าง ยามที่ราบรื่นก็เหมือนมีน้ำค้างแข็งตกลงมายามที่ร้อนแผดเผา ยามที่ยากลำบากแม้จะเจอน้ำค้างหนาวก็ยังเหมือนฤดูใบไม้ผลิ เรื่องราวมีก่อนมีหลัง มีลำดับขั้นตอน เด็กหนุ่มต้องตั้งปณิธานก่อน มีการตั้งปณิธานอันดับหนึ่ง วันตั้งต้นของฤดูใบไม้ผลิ วันตั้งต้นของฤดูร้อน วันตั้งต้นของฤดูใบไม้ร่วง วันตั้งต้นของฤดูหนาว ฤดูใบไม้ผลิมีการตั้งต้น ฤดูร้อนมีการตั้งต้น ฤดูใบไม้ร่วงมีการตั้งต้น ฤดูหนาวก็มีการตั้งต้นปณิธาน

เซียนเว่ยรู้สึกเกิดแรงบันดาลใจจึงพึมพำเอ่ยถ้อยคำที่มาจากใจจริงไปหนึ่งประโยค เจิงต้าเฟิงยิ้มถามมาจากห้องเก็บฟืน “เซียนเว่ย ดูต้นทางพลางคิดอะไรไปด้วยหรือ?”

เซียนเว่ยตกใจ ดูต้นทาง? อะไร ไม่ใช่ย้ายบ้านหรอกหรือ? หรือนี่จะมาเป็นโจรจริงๆ?

เจิงต้าเฟิงเปลี่ยนเรื่อง โผล่หัวออกมาจากในห้องเก็บฟืน ผงกปลายคาง “เก้าอี้ยาวตัวนี้อยู่มานานหลายปีแล้ว บุคคลยิ่งใหญ่หลายคนต่างก็เคยมานั่ง”

เซียนเว่ยรีบลุกขึ้นยืน เอาชายแขนเสื้อเช็ดเก้าอี้พลางบ่นไปด้วย “แล้วก็ไม่บอกแต่แรก”

เจิงต้าเฟิงยิ้มกล่าว “ข้ายังเคยนั่งเลย”

เซียนเว่ยมองเก้าอี้ยาว ต้องมีค่ามากแน่นอน

ปีนั้นฉางมิ่งที่เป็นหนึ่งในเงินบรรพบุรุษเงินเหรียญทองแดงแก่นทองบนโลก เลือกภูเขาลั่วพั่วเป็นที่ลงหลักปักฐานในใต้หล้าไพศาล ตอนนั้นสงครามของนครมังกรเฒ่ากำลังอยู่ในช่วงคับขัน ฉางมิ่งอยากจะใช้ความสามารถอันน้อยนิดที่ตนมี ดูว่าที่ร้านต้องการเงินเหรียญทองแดงแก่นทองหรือไม่ ดังนั้นนางที่พอจะมีความเกี่ยวข้องกับเส้นทางเทพจึงเป็นฝ่ายมากราบไหว้ผู้เฒ่าที่ร้านยาตระกูลหยางด้วยตัวเองอย่างนอบน้อม แม้ว่าท่าทีของหยางเหล่าโถวจะเป็นมิตร ตอบกลับมาประโยคหนึ่งว่า “รับน้ำใจนี้ไว้แล้ว” แต่ฉางมิ่งก็ยังไม่ได้นั่งลงที่เก้าอี้ยาวตัวนั้น อริยะแต่ละรุ่นของสามลัทธิหนึ่งสำนักที่มาพิทักษ์อยู่ในเมืองเล็กสามารถทำเช่นนี้ได้ แต่ฉางมิ่งกลับไม่กล้าเด็ดขาด บทเปิดเรื่องที่แท้จริงของเมืองเล็ก ก็คือวิถีแห่งฟ้าโคจรไปอย่างแข็งขัน วิญญูชนพึงพากเพียรพัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!