การพบเจอกันในต่างบ้านต่างเมืองครั้งหนึ่ง ยังคงเป็นการแยกย้ายกันไปคนละทาง ต่างก็ต้องมุ่งหน้าไปบนเส้นทางของตัวเอง
ทางฝั่งศาลาชมปลา ดูเหมือนผู้เฒ่าจะเกิดแรงบันดาลใจ เขามองหวงเจิ้นแล้วกล่าวอย่างมีความหมายลึกซึ้งว่า
“ใช้ความดีความชั่วทำร้ายตัวเอง ไม่ใช่หนทางที่ถูกต้องในการฝึกตน”
รักและแค้นเป็นทั้งดาบสองคม แล้วก็เป็นทั้งมีดที่หมุนกลับมาหาตัวเอง
หวงเจิ้นสีหน้าชะงักค้าง ในที่สุดก็ตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว เอ่ยเสียงเบาว่า
“ลูกธนูง้างขึ้นสายแล้ว ไม่อาจชักกลับ ไม่อาจสนใจอะไรได้มากมายขนาดนั้นอีกแล้ว”
เดิมทีผู้เฒ่าก็ไม่ยินดีจะข้องเกี่ยวกับบุญคุณความแค้นส่วนบุคคลให้มากเกินไปอยู่แล้ว จึงไม่โน้มน้าวให้เขาเปลี่ยนใจอีก
“กลับไปถึงทะเลสาบเหลยเจ๋อ มีพื้นที่ประกอบพิธีกรรมเป็นของตัวเอง แล้วก็ตั้งใจฝึกตนให้ดีเป็นพอ”
หวงเจิ้นพยักหน้า
“ทุกวันนี้คนผู้นั้นกำลังอยู่ในช่วงฉายประกายเฉียบคม ภายใต้เงื่อนไขที่ข้าไม่มีความมั่นใจอย่างเต็มที่ ก็จะไม่มีทางไปหาเรื่องเขาเด็ดขาด”
ผู้เฒ่าเอ่ยสัพยอกว่า
“เจ้าไม่ได้ตกใจจนขวัญกระเจิงก็ถือว่าใจกล้ามากพอแล้ว”
สัมผัสได้ถึงความคิดของหวงเจิ้น ผู้เฒ่าก็ยิ้มเอ่ยว่า
“ข้าคือคนที่ไร้ขอบเขต ไร้เรือนกายที่มีเลือดเนื้อ แล้วก็ไร้จิตวิญญาณ เป็นดั่งมายาล่องลอย
บอกว่าเป็นจิตวิญญาณที่แท้จริงส่วนหนึ่งก็ดี บอกว่าเป็นทิฐิความยึดมั่นถือมั่นก็ช่าง
สรุปก็คือไร้ภาระหน้าที่ก็ตัวเบา สถานะจะมีหรือไม่มีก็ได้ คือบุคคลที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับหนักเบาอะไรแล้ว”
พวกเด็กๆ ที่รีบร้อนเติบโต มักจะคิดว่าวัยเด็กคือตำราเล่มหนึ่งที่ไม่มีทางเขียนจบ รีบร้อนไปเปิดอ่านตำราของเด็กหนุ่ม
แต่ผู้เฒ่ากลับรู้ว่ารสชาติยามบั้นปลายเป็นเช่นไร นั่นคือแสงเทียนริบหรี่ท่ามกลางแรงลม
สีท้องฟ้ามืดลงแล้ว อนิจจาเรานั้นแก่ชราเหลือเกิน
หยิบยันต์สีเขียวแผ่นหนึ่งออกมาจากชายแขนเสื้อ ยื่นส่งให้กับหวงเจิ้น
“ในมือถือยันต์แผ่นนี้ นิมิตภาพที่อยู่ในใจก็จะสามารถหดย่อพื้นที่ไปถึงพื้นที่ประกอบพิธีกรรมเหมยเฟิงของเหลยอวี่ได้ นางย่อมพาเจ้าไปยังถ้ำสถิตเหลยฉือที่อยู่ใต้น้ำแห่งนั้นเอง ไปเถอะ”
หวงเจิ้นรับยันต์มาด้วยสองมือ เก็บไว้อย่างระมัดระวัง คุกเข่าลงบนพื้น โขกหัวขอบคุณผู้เฒ่า
ผู้เฒ่าลังเลเล็กน้อย ก่อนจะยื่นมือไปประคองเขาให้ลุกขึ้นมา
หวงเจิ้นยืนนิ่งแล้วก็นิมิตภาพยอดเขาเหมยเฟิงแห่งนั้น แสงสีทองเปล่งวาบหนึ่งครั้ง ร่างของเขาก็หายวับไปอย่างไร้ร่องรอย
นักพรตหญิงที่มีรูปโฉมเป็นเด็กสาวคนหนึ่งมาปรากฏตัวที่นี่ คารวะตามขนบลัทธิเต๋าพูดด้วยสีหน้านอบน้อมว่า “คารวะผู้อาวุโส”
ผู้เฒ่ายิ้มเอ่ย “มิกล้ารับ”
ทางฝั่งที่ครึกครื้นกว่า เหมาจุยพลันพูดกับหนันเฉียงว่า
“ให้เกาฉงมาที่นี่สักรอบ มีเรื่องจะสั่งความ”
หนันเฉียงไม่เข้าใจต้นสายปลายเหตุ แต่ก็ยังทำตาม
นอกจากตำหนักหัวหยางและภูเขาตี้เฝ่ยแล้ว ก็มีเพียงผู้ฝึกตนใหญ่ไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ว่ามาตุภูมิเดิมของเกากูไม่ได้อยู่ที่ยงโจว แต่อยู่ในแคว้นเล็กห่างไกลแห่งหนึ่งของหรู่โจว
เป็นดอกไม้ที่บานในกำแพง แต่ส่งกลิ่นหอมไปนอกกำแพง ลงจากภูเขาหล่อหลอมจิตใจ นำพาคนขึ้นมาบนภูเขา ก็คือหนึ่งในวิชาการฝึกฝนของลัทธิเต๋าเช่นกัน
นักพรตที่ได้รับธรรมโอวาทของอารามต้ามูมีร้อยกว่าคน เกาฉงเป็นแค่คนหนึ่งในนั้น คุณสมบัติและรากฐานล้วนธรรมดา
เพียงแต่ว่าผู้ฝึกกระบี่เกาฉงมีโชควาสนาเซียนอย่างหนึ่งที่ทำให้คนอื่นได้แต่อิจฉา นางกับบรรพจารย์เกากูคือคนบ้านเดียวกัน และยิ่งเป็นเกากูที่พานางขึ้นเขามาฝึกตนด้วยตัวเอง
ภูเขาตี้เฝ่ยและตำหนักหัวหยางมีเต้ากวานอยู่ในภูเขาจำนวนนับไม่ถ้วน แต่มีเพียงเกาฉงที่ได้รับเกียรติอันล้ำค่านี้
หนันเฉียงไปที่อารามต้ามู พาเกาฉงขี่กระบี่มาด้วยกัน ฝ่ายหลังมีท่าทางระมัดระวังสีหน้าสำรวม
เหมาจุยกล่าว
“บรรพจารย์เกาบอกว่าหลังจากเจ้าออกจากด่านก็ให้กลับไปที่บ้านเกิดทันที จะกลับมาที่ภูเขาเมื่อไหร่ก็ได้ แค่ปล่อยให้เป็นไปตามชะตาวาสนา”
เกาฉงรีบคารวะตามขนบลัทธิเต๋า
“น้อมรับคำสั่งของเจ้าตำหนัก”
ถึงอย่างไรคนที่ออกคำสั่งและคนที่นำความมาบอกต่อต่างก็เป็นเจ้าตำหนักกันทั้งคู่
อำเภอสวี เขตอิ่งชวน แคว้นหนันซาน หรู่โจว
อำเภอ เขต แคว้น มณฑล สี่คำเรียกขานนี้ นอกจากมณฑลหรู่โจวแล้วก็แทบจะไม่มีชื่อเสียงใดๆ ให้เอ่ยถึง
เกาฉงจากบ้านมาตั้งแต่อายุยังน้อย ยังจำได้ว่าที่บ้านเกิดมีอารามเต๋าขนาดเล็กอยู่แห่งหนึ่ง ไม่ต่างจากอำเภอฉางเซ่อที่อยู่ติดกันสักเท่าไร
อารามเต๋าขนาดเล็กทั้งสองแห่งล้วนมีควันธูปที่ธรรมดามาก ดูเหมือนว่าแม้กระทั่งการ “เปิดสู่ความสงบอันยิ่งใหญ่” ในเช้าตรู่วันที่หนึ่งและวันที่สิบห้าของเดือน และการ “หยุดความสงบอันยิ่งใหญ่” ของคืนวันที่สิบสี่และวันที่สามสิบก็ยังไม่มี
หนันเฉียงถาม
“เจ้าตำหนัก ข้าสามารถไปคุ้มกันให้เกาฉงได้หรือไม่?”
นางไม่มีความทรงจำใดๆ ต่อแคว้นหนันซานแห่งนั้น รู้แค่ว่าดูเหมือนจะมีแคว้นกูลวี่แห่งหนึ่งที่มีพรรคหนึ่งซึ่งชื่อว่าพรรคจินกว่อ พอจะถือว่าเริ่มมีเค้าลางว่าจะเจริญขึ้นได้บ้างแล้ว
เหมาจุยพยักหน้า “ตามใจ”
อิ่นเซียนถาม
“เจ้าตำหนัก ข้าเดินทางไปพร้อมกับพวกเขาได้หรือไม่?”
คิดไม่ถึงว่าเหมาจุยจะส่ายหน้า
“การลงจากภูเขาไปหาประสบการณ์ครั้งนี้ การเดินทางไปเยือนหรู่โจวคือการเดินทางท้ายสุด เจ้าสามารถไปที่ปิงโจวก่อน ออกเดินทางได้ทันที อย่ามัวอืดอาดชักช้า”
อิ่นเซียนก็ไม่คิดอะไรมาก เพียงยิ้มเอ่ยว่า “รับคำสั่ง”
ยงโจวบ้านตนมีราชวงศ์เสวียนหวง นอกจากนี้ราชวงศ์จื่อจิ่นของหรู่โจวและยังมีราชวงศ์ชิงเสินของปิงโจว ต่างก็เป็นราชวงศ์ที่รุ่งเรืองซึ่งมีน้อยจนนับนิ้วได้ของใต้หล้ามืดสลัว จะไปช้าไปเร็วก็ไม่ได้ต่างอะไร
เหมาจุยโบกมือ “ธุระในภูเขา ไม่จำเป็นต้องสนใจ”
ในศาลาหลังเล็ก นั่งลงตรงข้ามกัน ผู้เฒ่าที่บุคลิกเคร่งขรึมดุจเทวรูปดินเผาในศาลอดไม่ไหวเอ่ยว่า
“สหาย เอ่ยประโยคที่ไม่น่าฟังสักคำ ทุ่มเทแรงกายแรงใจ เค้นสมองครุ่นคิดอย่างเจ้า ล้วนไม่ใช่หนทางแห่งการมีอายุยืนยาว… ชอบสั่งสอนผู้อื่นนั่นก็เป็นนิสัยเก่าที่สั่งสมมาช้านาน ยากจะเปลี่ยนเสียแล้ว”

VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!