นักพรตหนุ่มนั่งยองอยู่ข้างม้านั่งตัวยาว มองเพดานที่โล่งกว้างนั้นแล้วนวดคลึงข้างแก้ม เซียนเว่ยไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆ ถึงเกิดความรู้สึกว่าสวรรค์เป็นใจ ถึงได้ทำให้มีโลกมนุษย์แห่งนี้ ห้องเก็บฟืนที่อยู่ในเรือนด้านหลังของร้านยาตระกูลหยางวางของเก่าแก่สารพัดอย่างเอาไว้เต็มห้อง
ไม่มีคนมาดูแลนานมากแล้ว จึงดูยุ่งเหยิงไม่เป็นระเบียบ หยางเหล่าโถวสั่งไว้ว่าข้าวของในห้องนี้ล้วนเก็บไว้ให้หลี่ไหว หลี่ไหวไม่ต้องการ ไม่ยินดีที่จะให้กลายเป็นว่าหลังผู้เฒ่าจากไปแล้ว ห้องที่ว่างเปล่าอยู่แล้วก็ยิ่งว่างเปล่าไปอีก หลี่ไหวอยากให้เฉินผิงอันช่วยขนไปให้ ไม่ว่าจะช่วยดูแลแทนให้ชั่วคราว หรือหยิบของชิ้นใดที่ถูกใจไปก็ได้ทั้งนั้น
เพียงแต่เฉินผิงอันหรือจะกล้า แสงแดดส่องลอดหน้าต่างเข้ามา ในห้องกลับไม่มีกลิ่นอายของความเก่าแก่ผุเปื่อยแม้แต่น้อย เจิงต้าเฟิงยืนเหม่อลอยอยู่พักใหญ่ ครั้นจึงกระทืบเท้าหนึ่งที กระเทือนให้สมุดบางๆ เล่มหนึ่งที่วางอยู่บนชั้นวางเข้ามาอยู่ในอ้อมอก
จะออกไปยืมรถเข็นจากข้างนอกก็เลยบอกให้เซียนเว่ยใช้ลูกศิษย์ของตัวเอง แรงงานที่ได้มาใช้เปล่าๆ ไม่เอามาใช้ย่อมเสียเปล่า เซียนเว่ยจึงหยิบกระดาษยันต์สีเหลืองที่พับเป็นรูปนกแผ่นหนึ่งออกมาจากชายแขนเสื้อ พึมพำท่องคาถาอยู่ครู่หนึ่งแล้วเป่าลมใส่หนึ่งที แสงศักดิ์สิทธิ์เปล่งวาบ เซียนเว่ยพึมพำเบาๆ สองสามประโยค ก่อนจะโยนยันต์นกออกไป นกสยายปีกบินออกไปจากหลังคาที่เปิดอ้า บอกให้หลินเฟยจิงมารวมตัวกันที่นี่
เจิงต้าเฟิงกล่าวอย่างตกตะลึง “พับกระดาษเป็นนก สยายปีกบินไปไกล ปากท่องคาถา รายงานข่าวสาร น้องเซียนเว่ยยังมีหน้ามาบอกว่าตัวเองไม่ใช่เทพเซียนที่มีชีวิตอีกหรือ?”
เซียนเว่ยหน้าแดงเล็กน้อย หลินเฟยจิงมาถึงที่ร้านตระกูลหยางอย่างรวดเร็ว สือหลิงซานที่อยู่ในเรือนหน้าไม่ได้ขัดขวางการ “ย้ายบ้าน” ของเจิงต้าเฟิง กลับกันยังช่วยขนของเก่าแก่ที่บ้างเล็กบ้างใหญ่พวกนั้นด้วย ไม่ว่าจะอย่างไรเจิงต้าเฟิงก็เป็นศิษย์พี่ แม้หน้าตาจะอัปลักษณ์ไปหน่อย ปากก็เหม็นไปบ้าง แต่ก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร ระหว่างนั้นเจิงต้าเฟิงไม่ลืมวิ่งไปที่ห้องครัว ฉวยไข่ตุ๋นใบชาติดมือมาด้วยหลายฟอง โจรในบ้านยากจะป้องกัน สือหลิงซานก็คร้านจะถือสาอะไร
สุดท้ายเจิงต้าเฟิงได้คืบจะเอาศอก ถามสือหลิงซานไปประโยคหนึ่งว่าม้านั่งยาวเก่าแก่ที่ไม่มีราคาค่างวดตัวนั้นสามารถเอาไปด้วยได้ไหม? ถึงอย่างไรบนรถเข็นของนักพรตเซียนเว่ยก็ยังมีที่ว่างอยู่ เอาเชือกมัดไว้ ข้าวของจะได้แน่นหนามากกว่าเดิม เดิมทีเจิงต้าเฟิงคิดว่าสือหลิงซานจะก่นด่า คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะถึงกับพยักหน้า มองนักพรตหนุ่มแวบหนึ่งแล้วบอกว่าพวกเจ้าขนไปได้เลย
หากเหตุการณ์ผิดสังเกตย่อมมีเงื่อนงำซ่อนอยู่ เจิงต้าเฟิงรู้สึกตระหนกลนอยู่บ้าง มองไปทางสือหลิงซาน ศิษย์น้องใช้เสียงในใจทิ้งประโยคหนึ่งไว้ว่าจะไม่ตอบคำถามนี้ ผลักรถเข็นไปทางภูเขาใหญ่ทิศตะวันตก
เจิงต้าเฟิงใจเต้นรัวราวกับฟ้าผ่า จะไม่ให้เขาตื่นเต้นเลยก็ไม่ได้จริงๆ ยังไม่พูดถึงม้านั่งยาวตัวนั้น พูดถึงแค่สมุดเล่มเล็กที่อยู่ในอ้อมอกก็ยิ่งเหมือนบันทึกรายการเล่มหนึ่ง หยางเหล่าโถวใช้พู่กันสีหมึก สีชาด และสีเขียวแยกกันเขียนชื่อเรียกของข้าวของต่างๆ เอาไว้ ทั้งไม่มีการบันทึกถึงวิธีการหล่อหลอมและวิธีการคลายตราผนึก แล้วก็ไม่เขียนประวัติความเป็นมาของพวกมัน เรียกได้ว่าขี้เหนียวน้ำหมึกอย่างถึงที่สุด
โชคดีที่ยังมีการแบ่งประเภทออกเป็นสามอย่าง มีชื่อเรียกว่า เต๋า ฝ่า และ ซู่ ในบรรดานั้นมีของที่เป็นระดับเต๋าอยู่สองชิ้น ซึ่งเป็นเครื่องทองสัมฤทธิ์ กระถางใบเล็กที่ยังสมบูรณ์แบบ และต้นไม้ทองสัมฤทธิ์ที่สภาพผุพังมีรอยแตกรรอยขีดข่วนอยู่หลายจุด นอกจากนี้ของที่เป็นฝ่ามีสิบสองชิ้น ของที่เป็นซู่มีห้าสิบหกชิ้น อย่าเห็นว่าเวลานี้ใบหน้าของเจิงต้าเฟิงเต็มไปด้วยความปิติยินดี
อันที่จริงตอนที่เอาสมุดเล่มนั้นมาเขาก็เริ่มเสียใจภายหลังแล้ว รอกระทั่งออกมาจากร้านยา เข็นรถเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็เสียใจจนไส้เขียว เขาย่อมรู้ว่าอาจารย์รักและเอ็นดูเจ้าลูกกระต่ายน้อยหลี่ไหวเป็นที่สุด แต่กระนั้นก็ยังประเมินระดับความผูกพันของคนต่างรุ่นคู่นี้ต่ำเกินไป
เดินผ่านบ้านบรรพบุรุษของพวกหลีไหว บ้านหลังนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกสุดของเมืองเล็ก และยังมีภูเขาเจินจูที่เป็นภูเขาซึ่งอยู่ใกล้เมืองเล็กมากที่สุดในบรรดาภูเขาใหญ่ทิศตะวันตก ดังนั้นจึงถือว่าเป็นเพื่อนบ้านกัน หลีหลิ่วในมือได้ครอบครองแม่น้ำแห่งกาลเวลาสายหนึ่งและยังเป็นผู้ครองแม่น้ำทะเลสาบที่ดูแลเผ่าพันธุ์น้ำทั้งหมด หวังจูคือมังกรที่แท้จริงเพียงหนึ่งเดียวในโลก สวรรค์ไม่ไร้หนทางให้คนเดิน คงเป็นเพราะตั้งแต่แรกเริ่มอาจารย์ซานซานจิ่วโหวก็ไม่มีความคิดที่จะสังหารเจียวและมังกรที่ถูก “สวรรค์ชิงชัง” ให้สิ้นซาก ตั้งใจที่จะผ่อนปรนให้ หาไม่แล้วตัวสำรองสิบผู้กล้าแห่งใต้หล้ายุคบรรพกาลท่านนี้ก็ไม่มีทางสร้างถนนฝูลู่และตรอกเถาเย่ขึ้นมา แล้วมอบค่ายกลที่เหลือให้กับหวังหมินผู้เป็นลูกศิษย์ที่ไม่ได้ได้รับการบันทึกชื่อให้เป็นคนจัดวาง
เพียงแต่ว่าหวังจูไม่มีการคบค้าสมาคมกับหลีหลิ่ว จะโทษใครได้เล่า โทษที่สวรรค์ไม่เป็นใจ หรือโทษที่ทางลัดและทางแยกบนโลกมนุษย์มีมากเกินไป?
เข้ามาในภูเขา บนเส้นทางที่วกวนอ้อมค้อมมีเสียงล้อรถบดถนนดังเป็นระลอก ขวดและกระปุกที่อยู่ในห่อผ้าใบใหญ่หลายใบกระทบกันคล้ายเสียงของเด็กน้อยซุกซนกลุ่มหนึ่งที่ต่อยตีกันพลางทะเลาะกันไปด้วย หลินเฟยจิงเอ่ยอย่างตกตะลึง “อาจารย์วันนี้ในภูเขามีเมฆหมอกเยอะเลยนะขอรับ”
พวกเขาเหมือนเซียนเหรินที่ขี่เมฆทะยานหมอก เจิงต้าเฟิงได้ยินก็หัวเราะร่วน “มองดอกไม้ในม่านหมอก สาวงามรูปโฉมพร่าเลือน จิตใจโล่งโปร่ง เวลานี้พวกเราผายลมก็ยังหอมเลยนะ” แม้ปากจะพูดจาเหลวไหล แต่แท้จริงแล้วเจิงต้าเฟิงรู้ดีอยู่แก่ใจว่า สาเหตุเป็นเพราะหลิวเสี่ยงผู้นั้นป่าวประกาศ “พระราชโองการคำสั่ง” ออกมาหลายฉบับ
เจิงต้าเฟิงกดเสียงลงต่ำเอ่ยว่า “น้องเซียนเว่ย ข้าวของมากมายขนาดนี้ พวกเราสองคนมาเลือกชิ้นที่ถูกตาต้องใจกันไปสักหน่อยดีไหม? คนแบกหามยังมีค่าจ้างเลยนะ ฟ้ารู้ดินรู้ เจ้ารู้ข้ารู้… อ๊ะ สหายหลินก็อยู่ด้วยนี่นา”
เซียนเว่ยเอ่ยอย่างอ่อนใจ “พี่ต้าเฟิง ผินเต้าประพฤติตัวอยู่ร่วมกับคนในสังคมก็ยังพอจะมีความหยิ่งทระนงในศักดิ์ศรีอยู่บ้างนะ”
แม้จะพูดเช่นนี้ แต่เจิงต้าเฟิงกับเซียนเว่ยมีความรู้ใจกันดี พากันหันไปมองหลินเฟยจิงอย่างพร้อมเพรียง แต่ไหนแต่ไรมาหลินเฟยจิงก็ให้ความเคารพครูบาอาจารย์อยู่แล้ว เวลานี้จึงตามองจมูก จมูกมองใจ ไม่เหมือนกับเซียนเว่ยที่ไม่มีแม้กระทั่งธรรมโองการส่วนตัว
นักพรตหลินเฟยจิงถือว่าเป็นวัตถุดิบอันยอดเยี่ยมในการฝึกตนตามความหมายที่ถูกต้องตามแบบแผน เขารู้สึกว่าคำพูดของอาจารย์มีความหมายที่ลึกล้ำ การกระทำก็เป็นไปตามธรรมชาติ ย้อนกลับมามองตัวเองกลับกลายเป็นว่าฝีมือต่ำต้อยแล้ว
เจิงต้าเฟิงถามหยั่งเชิง “ผู้ที่พบเห็นล้วนได้ส่วนแบ่ง ควรเป็นโชควาสนาของเจ้า สหายหลินมีของที่ถูกใจหรือไม่?”
หลินเฟยจิงส่ายหน้า “อาจารย์เจิงพูดเรื่องตลกแล้ว”
เจิงต้าเฟิงยังคงไม่ถอดใจ หมายจะลากหลินเฟยจิงลงน้ำไปด้วยกัน “แค่คำเรียกขานว่าอาจารย์เจิงนี้ ข้าก็ต้องตอบแทนกลับคืนอย่างมีมารยาท มอบของให้เจ้าสักสามสี่ชิ้น”
หลินเฟยจิงไม่ยอมพยักหน้าตอบตกลง ในใจมั่นใจแล้วว่านี่ต้องเป็นการทดสอบที่อาจารย์มีต่อจิตแห่งมรรคาของตนแน่นอน
ภูเขาบรรพบุรุษของภูเขาลั่วพั่ว ยอดบนสุดของยอดเขาจี๋หลิง เจ้าบ้านและแขกสองฝ่ายยืนพิงราวรั้วกันอยู่ ทอดสายตามองไกลไปยังภูเขาสายน้ำที่อยู่บนพื้นดิน เวย์ป้อเป็นฝ่ายขอตัวกลับไปก่อน
แสงกระบี่เปล่งวาบหนึ่งครั้ง จูเหลียนยื่นมือไปคว้ากระบี่บินส่งข่าวเล่มนั้นมา จูเหลียนอ่านเนื้อหาที่อยู่ในจดหมายลับจบแล้วก็มอบให้เจิงจวีจง
“ส่งมาจากหอเซียนจิ่วเจินของทวีปแดนเทพแผ่นดินกลาง อวิ๋นเหมี่ยวเซียนเหริน เขียนมาในจดหมายว่าให้เจ้าขุนเขาเฉินเป็นคนเปิดอ่านด้วยตัวเอง ทว่าเนื้อหากลับเป็นการบอกว่าซาบซึ้งในพระคุณของอาจารย์เจิงอย่างไรบ้าง”
เจิงจวีจงโบกมือ เอ่ยว่า “ไม่ต้องอ่านแล้ว”
จูเหลียนเก็บจดหมายลับไป หลุดขำอย่างอดไม่ได้ “อวิ๋นเหมี่ยวผู้นี้ก็เป็นคนมหัศจรรย์คนหนึ่งเหมือนกัน”
ภูเขาพีอวินของเวย์ป้อก็ได้รับกระบี่บินส่งจดหมายฉบับหนึ่งแทบจะเวลาเดียวกันกับที่ภูเขาลั่วพั่วได้รับ
เฉินยวนจีขมวดคิว “มีอะไรก็พูดมาตรงๆ ไม่ต้องมาเล่นทายคำปริศนากับข้า”
เจิงต้าเฟิงกล่าว “วิธีสละกายเนื้อของลัทธิเต๋า ถึงอย่างไรก็เป็นวิธีขั้นต่ำ ไม่ถือว่าเป็นเส้นทางที่ถูกต้องของความเป็นอมตะ อาศัยกำลังภายนอกมาสละร่างก็ยิ่งต่ำชั้นลงไปอีก ดังนั้นจึงมีข้อเรียกร้องที่สูงมากต่อ “กำลังภายนอก” นี้ โจวฮูเป็นคนที่หยิ่งทระนงในตัวเอง สายตามองสูงไม่เห็นหัวใคร วิธีการตายด้วยสายฟ้า หากจะหาคนมาช่วยก็ต้องไปหาเทียนซือแห่งภูเขามังกรพยัคฆ์ ไม่มีตัวเลือกที่สองแล้ว น่าเสียดายที่สองฝ่ายไม่มีความสัมพันธ์ควันธูปต่อกัน โจวฮูเองไม่อยากก้มหัวให้ใคร และเทียนซือเองก็ไม่แน่เสมอไปว่าจะยินดีแบกรับผลกรรมในส่วนนี้”
“ตายด้วยน้ำ อาจจะไปหาตันตั้นฮูหยินที่หลุมน้ำลู่ได้ แต่ตบะของตันตั้นฮูหยินสู้โจวฮูไม่ได้ โอกาสที่จะสละร่างสำเร็จต่ำมากเกินไป ไม่แน่ว่าอาจรักษาคราบร่างเซียนไม่อยู่ก็เป็นได้ แล้วก็จะต้องกลายไปเป็นผีเซียนที่ไร้ความหวังบนมหามรรคา จึงไม่ยินดีจะทำอีกเช่นกัน หากเลือกการตายด้วยไฟ แน่นอนว่าต้องไปหาลูกพี่ใหญ่ของอุตรกุรุทวีปคนนั้น เดิมทีนี่เป็นการตายด้วยวิธีที่สอดคล้องกับมหามรรคาของตัวเองมากที่สุด พลังตบะที่ถูกลดทอนน้อยที่สุด แต่ปัญหาคือโจวฮูดันมีความแค้นเก่ากับฮั่วหลงเจินเหรินอยู่พอดี โจวฮูหวังแค่อยากสละร่าง ไม่ต้องการที่จะตายจริง หากฮั่วหลงเจินเหรินรับปากแต่ปาก ทว่าในใจกลับพูดว่าพาตัวเองมาส่งถึงที่เลยใช่ไหมล่ะ….”
“ตายด้วยภูเขา แล้วจะควานไปหาตัวอาจารย์ซานซานจิ่วโหวที่ปรากฏตัวอย่างลึกลับเจอได้อย่างไร และโจวฮูเองก็ไม่มีความกล้าพอที่จะไปรบกวนผู้อาวุโสที่มีคุณธรรมชื่อเสียงสูงส่ง พลังแห่งเวทคาถาไร้ที่สิ้นสุดท่านนี้”
“หากจะพูดถึงการตายด้วยกระบี่ ก็ยิ่งเป็นความเพ้อฝัน” ออกทะเลไปเยี่ยมเยือนเซียน ต่อให้โจวฮูบังเอิญโชคดีหาเกาะที่อยู่เดียวดายบนมหาสมุทรกว้างใหญ่แห่งนั้นเจอ ก็ถูกลิขิตมาแล้วว่าจะไม่ได้พบกับผู้ที่ภาคภูมิใจที่สุดในโลกผู้นั้น
“ทว่าเรื่องราวบนโลกมักจะบังเอิญเช่นนี้เสมอ เดินย่ำจนรองเท้าเหล็กสึก ยังหาไม่พบบทจะเจอก็เจอได้ง่ายๆ”
“โจวฮูได้สมปรารถนา ในที่สุดก็ตายด้วยคมกระบี่”
เฉินยวนจีคิดแค่ว่าเจิงต้าเฟิงกำลังโอ้อวดวิชาความรู้ที่ตัวเขาเองก็ไปฟังคนอื่นมาอีกที จึงปล่อยให้อีกฝ่ายพร่าพูดเหมือนคนเล่านิทานใต้สะพานไป
เจิงต้าเฟิงยิ้มเอ่ย “ก็เพียงเพราะตัวของเรายังอยู่ในภูเขาแห่งนี้”
เฉินยวนจีเห็นว่าสายตาของเจิงต้าเฟิงเริ่มไม่อยู่ในร่องในรอยอีกครั้งก็ลุกขึ้นเดินไปที่ภูเขาเที่ยวอวี๋
ระหว่างที่นางเดิน นางกลับไม่รู้ตัวเลยว่าตรงหว่างคิ้วของตัวเองมีแสงสีทองจุดหนึ่งเปล่งขึ้นมา เพียงชั่วพริบตาก็แผ่ลามไปทั่วใบหน้าของนาง นาทีถัดมา สีหน้าของเฉินยวนจีสดใสเปล่งปลั่ง ด้านหลังมีเส้นสีทองนับร้อยนับพันเส้นลากยาว หลังจากนั้นก็ถักทอกันเป็นเส้นแสงรูปร่างมนุษย์ที่พร่าเลือนแล้วหลุดลอยออกไปจากร่างของเฉินยวนจี แสงสว่างเจิดจ้าพร่าตา พริบตานั้นก็บังเกิดเป็นเส้นชีพจร ช่องโพรงลมปราณ กระดูกขาว เลือดเนื้อ ชุดคลุมอาคม เครื่องประดับ… และพอหันตัวกลับมาก็กลายเป็นสตรีคนหนึ่งแล้ว
ไม่เพียงแต่งดงามดั่งไข่มุกกลมเกลี้ยงดั่งหยกชุ่มชื่น แค่ดวงหน้านั้นก็งามจนเกินกว่าจะหาคำใดมาบรรยายได้ ก็คือปีศาจใหญ่โจวฮูที่อาศัยอยู่ในจิตวิญญาณของเฉินยวนจีชั่วคราว ได้รับคำสั่งจากอาจารย์เจิงบนยอดเขา มันถึงได้กล้าละเมิดกฎเผยกาย
เจิงต้าเฟิงไม่ตกตะลึงกับเรื่องนี้แม้แต่น้อย ผายฝ่ามือไปทางนาง เอ่ยอย่างเกียจคร้านว่า “นั่ง นักพรตเซียนเว่ยกับหมี่ลี่น้อยต่างก็ยุ่งกันอยู่ ให้ข้ามาเป็นคนรับรองสหายเหม่ยเจิงเองแล้วกัน”
โจวฮูนั่งลงข้างโต๊ะ ท่วงท่าสง่างามเหนือสามัญ เจิงต้าเฟิงยื่นไข่ต้มใบชาฟองหนึ่งไปให้นาง “สหายลองชิมหน่อยไหม? รสชาติบ้านๆ เป็นของดีที่ราคาถูก”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!