เข้าสู่ระบบผ่าน

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 1158

โจวฮูส่ายหน้า

อย่างเช่นเจิงตั้นได้ไปออกกระบี่ที่หอเซียนจิ่วเจินแล้ว หมายจะช่วยให้เว่ยจื่อผีที่เป็นขอบเขตเซียนเหรินคนรักของอวิ๋นเหมี่ยวได้สละร่างใต้คมอาวุธ เว่ยจื่อรับคำแนะนำของอาจารย์เจิงที่บอกให้แสวงหาความสูงศักดิ์ร่ำรวยท่ามกลางความเสี่ยง ในฐานะผีหญิง นางก็ยังเลือกวันที่ฝนตก พยายามที่จะยกร่างบินทะยานไปในตอนกลางวัน

เจิงต้าเฟิงเคาะไข่ต้มใบชาฟองนั้นลงกับโต๊ะเบาๆ หนึ่งที แล้วก็เริ่มปอกเปลือก ถามชวนคุยว่า “หลายปีมานี้อาศัยหูตาของเฉินยวนจีมีความรู้สึกอย่างไรต่อภูเขาลูกนี้?” โจวฮูไม่มีความสนใจจะเปิดปากพูดคุย

เจิงต้าเฟิงยิ้มเอ่ย “มองภูเขาลูกนี้ เหมือนตำราเล่มหนึ่ง แม้จะสรรหาเรื่องราวหรือความเพลิดเพลินมากมาย แต่หากรสชาติจืดจางแล้ว สักวันก็เกิดความอิดหนาระอาใจ”

โจวฮูเงียบงัน เจิงต้าเฟิงเอ่ยอย่างประหลาดใจ “หรือว่าที่บนภูเขาเล่าลือกันล้วนเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นอย่างส่งเดช สหายเหม่ยเจิงไม่ใช่ผู้ฝึกตนบนยอดเขาที่ดื้อรั้นไม่ฟังใคร พยศยากกำราบ?”

โจวฮูหรี่ตา “กำราบ?”

เจิงต้าเฟิงกลืนไข่ต้มใบชาที่ปอกเปลือกเสร็จแล้วลงไปทั้งลูก เอ่ยขออภัยว่า “เป็นข้าที่พูดผิดไป” หากไม่เป็นเพราะข้าที่พูดผิดไป แม่นางเจ้าจะเปิดปากพูดหรือ

โจวฮูกล่าว “เมื่อครู่นี้เจ้าพูดผิดไปเรื่องหนึ่ง ข้ากับภูเขามังกรพยัคฆ์ ใช่ว่าจะไม่เคยมีความสัมพันธ์ควันธูปกันมาก่อน ในอดีตข้าเคยเดินทางหาประสบการณ์ร่วมกันกับเทียนซือรุ่นก่อนบนเส้นทางของปรโลก ร่วมแรงกันไล่ฆ่าผีดุร้ายที่ตบะสูงส่งลึกล้ำตนหนึ่ง เทียนซือผู้เฒ่าทำเพื่อความยุติธรรม ข้าทำเพื่อแก้แค้นส่วนตัว”

เจิงต้าเฟิงเอ่ยอย่างกระจ่างแจ้ง “ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง ยังมีความลับเรื่องนี้อยู่ด้วยหรือนี่”

โจวฮูถอนหายใจ “แม้ว่าจะไม่สำเร็จ แต่ก็ถือว่ามีวาสนาจึงได้มาพบเจอกัน ก่อนจะจากลา เขาเคยรับปากข้า…”

เจิงต้าเฟิงรีบต่อคำทันที “ไม่หวาดกลัวคำวิพากษ์วิจารณ์ จะผูกสมัครเป็นคู่บำเพ็ญเพียรกัน?”

สายตาของโจวฮูเย็นชา มองชายปากไร้หูรูดผู้นี้ เจิงต้าเฟิงเอ่ยอย่างขลาดๆ “เจ้าเล่าเรื่องของเจ้าต่อไปเถอะ”

โจวฮูกล่าว “หากว่าผสานมรรคาล้มเหลวก็ให้ไปที่จวนเทียนซือภูเขามังกรพยัคฆ์ เขายินดีจะให้ความช่วยเหลือ ”

เจิงต้าเฟิงพยักหน้า “มีน้ำใจ”

โจวฮูกล่าว “เทียนซือผู้เฒ่าติดตามหลีเซิ่งไปที่นอกฟ้า ไม่ได้กลับคืนมายังไพศาล เรื่องนี้จึงถูกละไว้ และข้าเองก็ไม่ยินดีจะพูดมาก”

เจิงต้าเฟิงกล่าวด้วยสีหน้าประหลาด “หากไม่ผิดไปจากที่คาด ภูเขามังกรพยัคฆ์ได้มอบเรื่องนี้ให้กับฮั่วหลงเจินเหรินที่เป็นเทียนซือใหญ่ต่างแซ่ไปจัดการ เมื่อเป็นเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นวิธีปลดปล่อยด้วยสายฟ้า เปลวเพลิงหรือปลดปล่อยด้วยน้ำ เจินเหรินผู้เฒ่าขึ้นชื่อว่าสุดยอดทั้งสามด้าน สามารถใช้สามวิธีปลดปล่อยมาข้ามผ่านหายนะทั้งสามอย่างได้ เชื่อว่าผลลัพธ์ที่ออกมาย่อมไม่แย่ไปกว่าการให้ป๋ายเหย่ออกกระบี่ใช้วิธีปลดปล่อยด้วยคมอาวุธ ข้าเดาว่าเทียนซือผู้เฒ่าน่านะมีการพิจารณาและการอนุมานของตัวเองจึงไม่ได้บอกความจริงออกมา แต่เชื่อว่าฮั่วหลงเจินเหรินต้องไปเยือนถึงหน้าประตูบ้าน ไปต่อสู้กับเจ้ารอบหนึ่งแน่นอน เจ้าแพ้แต่ไม่ตาย สละร่างได้สำเร็จ ทิ้งคราบร่างเอาไว้ ถือเป็นการใช้หนี้ให้กับฟ้าดินจนหมดสิ้น… หากดูแค่ผลลัพธ์ถึงอย่างไรก็เป็นวิธีที่แตกต่างแต่มีจุดหมายเดียวกัน สหายเหม่ยเจิงก็จะได้หลุดพ้นจากเคราะห์กรรม ท่องไปในโลกมนุษย์อย่างสบายอุรา ได้ออกมาจากใต้ดิน กลับมาเห็นแสงตะวันอีกครั้ง”

โจวฮูพลันเงยหน้ามองไปยังเจิงจวีจงที่อยู่บนยอดเขา สีหน้าของนางคล้ายจะโกรธเคือง หากนางรู้เรื่องนี้แต่แรก ไยนางต้องทำสิ่งที่เกินความจำเป็นด้วยการลงนามทำสัญญาเป็นนายบ่าวกับเจิงจวีจงด้วย?!

แต่เจิงจวีจงกลับแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น เห็นได้ชัดว่าไม่อยากจะอธิบายให้นางฟังแม้แต่ครึ่งคำ โจวฮูเช่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน ลุกขึ้นยืน พลังแห่งมรรคาที่ยิ่งใหญ่ไพศาลบนร่างฉัดกระเพื่อม ไอเมฆหมอกตรงตีนเขาเหมือนน้ำที่เดือดปุดๆ เจิงต้าเฟิงก็เงยหน้ามองไปยังยอดเขาตามไปด้วย มองไปยังเทพเซียนเหนือเมฆทั้งหลายพวกนั้น

นครจักรพรรดิขาวมีเจิงตั้นเป็นหุ้นเจ่อที่ผสานมรรคาล้มเหลวคนหนึ่งแล้ว แล้วยังต้องการตัวโจวฮูที่ประสบพบเจอกับเรื่องทำนองเดียวกันอีกหรือ? ยากจะจินตนาการได้จริงๆ ว่าผู้ฝึกบำเพ็ญตนที่มาถึงขอบเขตอย่างเจิงจวีจงนี้ ต่อจากนี้ยังจะทำเรื่องอะไรได้อีก? จะฝ่าฝืนสวรรค์หรืออย่างไร?

เจิงต้าเฟิงหยิบไข่ต้มใบชาออกมาอีกฟองหนึ่ง เคาะลงบนหน้าโต๊ะเบาๆ ภาพเหตุการณ์ผิดปกติในภูเขาก็หายวับไป โจวฮูทำจิตแห่งมรรคาให้มั่นคง ถอนสายตากลับมาช้าๆ เหลือบมองคนเฝ้าประตูคนแรกของภูเขาลั่วพั่วด้วยสายตาที่แฝงความหมายลึกล้ำ

เจิงต้าเฟิงก้มหน้าลงปอกเปลือกไข่อย่างไม่รีบไม่ร้อน พูดกลั้วหัวเราะกับตัวเองว่า “มองดูพวกเจ้ามานานขนาดนี้ จะให้เสียเปล่า ย่อมไม่ได้ มีคำพูดยิ่งใหญ่อยู่หลายคำที่อยากจะพูดกับเจ้ามานานแล้ว ”

โจวฮูกลับมานั่งลงบนม้านั่งยาวอีกครั้ง เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “ล้างหูรอฟังแล้ว ”

เจิงต้าเฟิงได้ยินก็อารมณ์ดีมาก ถ่มน้ำลายลงบนฝ่ามือ ยกกันขึ้น โน้มตัวไปด้านหน้าเตรียมจะเอาฝ่ามือที่มีน้ำลายขยับเข้าใกล้หูนาง ทำตัวทุเรศก็ควรจะมีขอบเขตกันบ้าง! โจวฮูสีหน้าเหลือเชื่อ ใบหน้าเต็มไปด้วยความรังเกียจ เพียงแค่โบกชายแขนเสื้อหนึ่งครั้ง ปัดฝ่ามือของเจิงต้าเฟิงออกอย่างแรง เซียนเว่ยที่ยังขนข้าวของอย่างเบามือเหลือบมาเห็นภาพนี้ก็จุ๊ปากด้วยความทึ่ง

บนยอดเขา ลู่เสิ่นถามอย่างสงสัย “ทั้งๆที่เป็นคนจริงจัง ไฉนต้องจงใจทำตัวหยาบกระด้างด้วย?” เขาได้มอบบทคันฉ่องดินให้กับเจิงจวีจงแล้ว ก่อนจะมอบตำราไปให้ ความรู้สึกคือทรมานอย่างสุดแสน แต่พอมอบให้ไปแล้ว กลับกลายเป็นว่ายอมรับชะตากรรม ปล่อยวางได้แล้ว จำต้องยอมรับว่าเจิงต้าเฟิงคือคนประหลาดจริงๆ

หลิวเสี่ยงกลับไม่สนใจจะตอบคำถามประเภทนี้ เพียงแค่ยิ้มเอ่ยกับเจิงจวีจงว่า “วางแผนอย่างตั้งใจทุกก้าวย่างเพียงเพื่อเล่นงานคนคนหนึ่ง ดูเหมือนว่านี่จะไม่สอดคล้องกับนิสัยการกระทำของเจิงจวีจงสักเท่าไรเลย”

เจิงจวีจงกล่าว “ในเมื่อรับปากชยุฉานไว้แล้วว่าจะช่วยดูแลภูเขาลั่วพั่ว ก็ต้องมีการเตรียมการล่วงหน้า ลงมือทำแต่เนิ่นๆ”

หลิวเสี่ยงถาม “หลังจากนี้จะจัดการกับโจวฮูอย่างไร?”

เจิงจวีจงตอบ “ตอนนี้นางยังไม่มีประโยชน์อะไรมาก เก็บไว้เป็นปมลับที่ซ่อนอยู่”

หลิวเสี่ยงหลุดหัวเราะพรืด

ตรงตีนเขา เจิงต้าเฟิงปอกเปลือกไข่ไปได้เกินครึ่งลูกแล้วก็หยุดมือ วางไข่ลงบนโต๊ะ ชี้ไปที่มันแล้วยิ้มเอ่ย “ไข่แดง ไข่ขาว เปลือกไข่”

โจวฮูมึนงงสงสัย

เจิงต้าเฟิงเห็นว่านางไม่เข้าใจก็อธิบายว่า “ทั้งสามอย่างนี้ ต่างก็มีขอบเขต ต่างก็สร้างโลกของตัวเองขึ้นมา”

โจวฮูหัวเราะเยาะ แสร้งทำเป็นลึกล้ำซับซ้อน หลอกให้สับสนอย่างนั้นหรือ?

หางตาของเจิงต้าเฟิงเหลือบมองไปยังนักพรตหนุ่มที่กำลังยักคิ้วหลิ่วตาให้ตนมาจากตรงประตูเรือน แล้วพูดต่อไปว่า “ภาษาเป็นแค่อุปกรณ์ที่ช่วยให้พวกเราเข้าใจโลกใบนี้เท่านั้น โดยแก่นแท้แล้วก็ไม่มีอะไรแตกต่างจากจอบเสียมในมือของชาวนาในหมู่บ้านชนบทและเชือกที่คนลากเรือบนฝั่งกำลังลากดึงไว้ในมือเท่าไรนัก การสนทนา การขอความรู้ การฝึกตน ล้วนขาดภาษาไปไม่ได้ แต่ภาษาไม่สามารถอธิบาย ‘มรรคา’ ทั้งหมดในฟ้าดินได้อย่างชัดเจน สิ่งที่บรรยายออกมาก็ไม่ใช่ภาพรวมทั้งหมดของฟ้าดิน ”

“ดังนั้นจึงต้องอาศัยความสามารถในการจินตนาการมาชดเชย”

เจิงจวีจงพยักหน้า “ก็คือมรรคาจารย์เต๋า” ลู่เสิ่นขนลุกขนพองอยู่ในใจ

ลู่เสิ่นใช้เสียงในใจถาม “ผลสำเร็จบนมหามรรคาในอนาคตของหวงเจินจะสูงมากหรือ?”

มั่นใจแล้วว่าเจิงจวีจงยืมหนังสือจากตนเพราะจะเอาไปใช้เล่นงานหวงเจิน เจิงต้าเฟิงต้องการรับประกันว่าจะไม่มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น สามารถทำให้เจิงจวีจงต้องระดมกำลังใหญ่โตขนาดนี้ แค่คิดก็รู้ได้แล้วว่าในอนาคตหวงเจินต้องรับมือได้ยากมากอย่างแน่นอน

หลิวเสี่ยงกล่าว “ใต้ทะเลสาบเหลยเจ๋อของใต้หล้ามืดสลัว คนผู้นี้ใช้เวลานานหลายปี เดิมทีหมดอาลัยตายอยากไปแล้ว คิดไม่ถึงว่าจะจับพลัดจับผลูได้รับโชควาสนาใหญ่ที่ไม่ค่อยมีเหตุผลสักเท่าไร และการที่เขาทำไปตามลำดับขั้นตอน กลายมาเป็นผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตสิบสี่ที่บริสุทธิ์ได้สำเร็จอย่างเงียบเชียบ กลับกลายเป็นเรื่องรองลงมาแล้ว ”

ลู่เสิ่นสะท้อนใจยิ่งนัก ขอบเขตสิบสี่แล้วยังเป็นผู้ฝึกกระบี่ หรือว่าหวงเจินจะเป็นคู่ปรับที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตของเฉินผิงอัน?

หลิวเสี่ยงยิ้มเอ่ย “ความจริงที่มากกว่านั้น เหมาะที่จะพูดไหม?”

เจิงจวีจงกล่าว “เรื่องมาถึงขั้นนี้ ก็ไม่มีอะไรที่พูดไม่ได้แล้ว”

หลิวเสี่ยงจึงเปิดเผยความลับสวรรค์ว่า “หวงจิ่นมีเจตนาอันลึกล้ำ ฉวยโอกาสสำคัญตอนที่เฉินผิงอันคุมเชิงอยู่กับเจียงเซ่อ แสร้งทำเป็นลอบโจมตี ออกกระบี่ไม่หยุด หากหยุดอยู่แค่นี้ก็ไม่ถือว่าหวงเจินรับมือได้ยากสักเท่าไร แต่เขายังแสร้งทำเป็นว่าสู้ไม่ได้ กายดับ มรรคา สลาย เนื่องจากหวงเจินอยากจะอาศัยการสละร่างด้วยกระบี่จากเฉินผิงอันมาทำลายราวรั้วแห่งมหามรรคา อาศัยสิ่งนี้เลื่อนเป็นสิบห้าเทียม รอกระทั่งนาทีนั้นมาถึง นั่นต่างหากถึงจะเป็นเวลาที่หวงเจินถามกระบี่กับเฉินผิงอันอย่างแท้จริง”

จิตแห่งมรรคาของลู่เสิ่นสั่นสะเทือน ผู้ฝึกกระบี่บริสุทธิ์ขอบเขตสิบห้าเทียม?!

นอกฟ้า สรวงสวรรค์ใหม่ นางยกมือขึ้นกวักเรียกเรือป่ายโจวลำหนึ่งที่ใหญ่พอๆ กับใต้หล้าเปลี่ยวร้างให้ขยับเข้ามาใกล้สะพานโค้งสีทองช้าๆ ขณะที่เรือกำลังจะจอดเทียบท่า นาทีที่หัวเรือสัมผัสเข้ากับสะพานยาวก็กระเทือนให้เกิดริ้วคลื่นพร่างพราว เมื่อปรากฏอยู่ในสายตาของผู้หลอมลมปราณ กองโหราศาสตร์ของโลกมนุษย์ก็กลายมาเป็นภาพเหตุการณ์ประหลาดชวนตกอกตกใจ

โจวมีมองส่งนางขึ้นเรือจากไป ห่างไปไกลมาก วัตถุเล็กจ้อยสีเงินจำนวนนับล้านๆ ปูแผ่ทอดยาว กลายเป็ นผืนอย่างยิ่งใหญ่เกรียงไกร พวกมันเหมือนเป็นของประหลาดบางอย่างที่อยู่ท่ามกลางไท่ชูที่กว้างใหญ่หาที่สิ้นสุดใหม่ได้ กำลังออกเดินทางไกล แต่แค่ถูกนางปรายตามอง เอื้อมมือไปคว้าดวงตะวันดวงหนึ่งมาแล้วขว้างออกไปง่ายๆ ฝ่ายหลังก็ถูกบดขยี้เป็นผุยผงในชั่วพริบตา

ด้านบนสุดของยอดเขาจี๋หลิง หลิวเสี่ยงที่เงยหน้ามองฟ้าถอนสายตากลับมา ถามว่า “เตรียมจะส่งกระบี่สังหารหวงเจินเมื่อไหร่?”

หนังตาของลู่เสิ่นกระตุกริกๆ หากรู้ว่าเป็นอย่างนี้แต่แรกคงจะเอาอย่างเวย์ เย่โหย่ว หาข้ออ้างง่ายๆ กลับจวนไปก่อนแล้ว

หลิวเสี่ยงถามอีกว่า “ต้องการรอให้เขามีกระบี่บินเล่มใหม่ก่อนหรือ?”

เกากูแห่งภูเขาตี้เฝ่ย ผู้ฝึกกระบี่หญิงเกาฉงซึ่งบ้านเกิดอยู่ที่ภูเขาตี้เฝ่ย อำเภอซวี่เซียน เขตอิ่งชวนแคว้นหนันซานหรูโจว ฉางเกิงนักพรตที่ประจำการ เด็กหนุ่มเฉินฉงของอารามหลิงจิงในอำเภอฉางเช่อที่อยู่ติดกัน สวีเหมียนแห่งถ้ำสวรรค์จิ่งหนีที่ในพิธีทำนายอักษรตอนเป็นเด็กได้คำสองคำว่า “สงบปลอดภัย” (ผิงอัน) จูลู่ที่ในใจอาฆาตแค้นหลินเจียงเซียน จีกวานแห่งกำแพงเมืองปราณกระบี่ที่ชื่อจริงคือแยนกั๋ว หยางชิงแห่งหอโซ่วซานผู้เชี่ยวชาญการทำนายภาพสัญลักษณ์กว้า นักพรตหลงที่ส่งตัวหวงเจินไปยังใต้ทะเลสาบเหลยเจ๋อ หยางเจิงที่กำลังจะไปเที่ยวเล่นที่เขตอิ่งชวน และมีการคบค้าสมาคมกับเด็กหนุ่มของอารามเต๋า ฯลฯ…

พวกเขาก็คือกลุ่มยอดเขาของเทือกเขาที่ยอดยาวเส้นหนึ่ง อวี๋โต้วคล้ายจะมองเส้นสายนี้ออก แต่ไม่รู้ว่าทำไมถึงไม่ลงมือ แน่นอนว่าต่อให้อวี๋โต้วเข้าใจอย่างปรุโปร่งแล้วลงมือ สำหรับเจิงจวีจงแล้วก็ไม่มีปัญหาใดๆ

เห็นได้ชัดว่าหลิวเสี่ยงรอคอยคำตอบอย่างอดทน เจิงจวีจงกล่าว “ตอนนี้”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!