ตอนที่หวงเจินกับจูลู่ดื่มชาฟังคำบรรยายอยู่ใต้ซุ้มเถาวัลย์ของเส้นทางภูเขาตำหนักหัวหยาง เจิงจวีจงกับหลิวเสียงได้เดินข้ามผ่านซุ้มประตูภูเขาเหยียบย่างเข้าไปในอาณาเขตของภูเขาลั่วพั่ว ซากปรักหักพังที่กลายมาเป็นสนามรบแห่งใหม่
บนพื้นดินได้กลายเป็นร่องลึกที่ตัดสลับกัน เต็มไปด้วยหลุมบ่ออยู่นานแล้ว พายุหมัดปราณกระบี่ โชคชะตาบู๊ปะปนอยู่ด้วยกัน ฟ้าดินมีแต่ความขุ่นมัวยุ่งเหยิง ราวกับว่าฟ้าครามทั้งผืนเริ่มโยกคลอนจะร่วงมิร่วงแหล่ ลักษณะเหมือนสีเคลือบที่ถูกควันรมให้หลอมละลายอย่างต่อเนื่องซึ่งทำท่าจะหล่นร่วงลงมายังโลกมนุษย์ทั้งอย่างนั้น เรือนกายสองร่างสวนไหล่ผ่านกันไป เจียงเซ่อบิดหมุนข้อมือ
เรือนกายด้านหลังที่ถูกเขาฟันผ่าเอวแบ่งออกเป็นสองท่อนอยู่กลางอากาศ
ต่อให้เจียงซ่างเจินจะเคยเห็นภาพเหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้มานับครั้งไม่ถ้วน แต่กระนั้นในใจก็ยังรู้สึกแปลกๆ ต่างก็พูดกันว่าผู้ฝึกบำเพ็ญตนไม่ใช่คนแล้ว ถ้าอย่างนั้นเจ้าขุนเขาของพวกเรา?
สีหน้าของชุยตงซานไร้อารมณ์ เพียงแค่จ้องเขม็งไปที่เจียงเซ่อ ไม่มีช่องโหว่เลยจริงๆ แล้วก็ยิ่งวิปริตมากจริงๆ เวลาหมื่นปีอันยาวนาน วันเวลาผันผ่าน การร่วมสังหารครั้งหนึ่ง
ชื่อของปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหารกลายมาเป็นว่าไม่สมชื่อไม่ถูกต้องชอบธรรม เหลือแค่ยศตำแหน่งไม่ได้รับควันธูปตลอดหมื่นปี เหลือแค่ยศตำแหน่ง จิตหยินยังไม่ได้กลับคืนสู่ตำแหน่ง
ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตสิบเอ็ดคนหนึ่ง ทว่าโชคชะตาบู๊ห้าส่วนกลับเข่นฆ่ากันเองอยู่ในฟ้าดิน ร่างกายมนุษย์บีบให้เจียงเซ่อต้องรับมือกับภัยภายนอก ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างความสงบให้กับภายใน แล้วยังถูกเจิงจวีจงสยบกำราบบนมหามรรคาอย่างทีมองไม่เห็นอีกด้วย อู๋ซวงเจียงที่มองอยู่ด้านข้างก็จ้องเขม็งราวกับเสือรอตะครุบเหยื่อ
รอคอยจะฉวยจังหวะโจมตี ทว่าต่อให้เป็นเช่นนี้ เจียงเซ่อก็ยังคงเล่นงานจนเฉินผิงอันที่มีความเป็นเทพให้ทำได้แค่ตั้งท่ารับแต่กลับไร้เรี่ยวแรงให้โจมตีได้ กายธรรมที่ยิ่งใหญ่ไพศาล ร่างทองใหญ่โตโอฬารของเจียงเซ่อตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลางของซากปรักสนามรบ ใช้สองมือทุบตีม่านปราการฟ้าครามที่อ่อนนุ่มราวกับดินโคลนคอยตรวจสอบความยืดหยุ่นแข็งแกร่งของยันต์อู๋ซวงเจียงอยู่อย่างต่อเนื่อง
อู๋ซวงเจียงจีบปากด้วยความทึ่ง หากปล่อยไว้ไม่สนใจ เวลาเนิ่นนานเข้า เกรงว่าจะต้องถูกเจียงเซ่อทิ่มฟ้าให้ทะลุเป็นรูได้แน่ เฉินผิงอันเพิ่งจะรับหมัดที่ร่างจริงของเจียงเซ่อปล่อยออกมา กว่าจะยืนนิ่งได้ไม่ใช่เรื่องง่าย จุดจบกลับเป็นเรือนกายท่อนล่างที่เผยกระดูกสีทองออกมาจนหมดสิ้น พูดให้ถูกต้องก็คือ เรือนกายของเทพที่ไร้เลือดเนื้อถูกเจียงเซ่อสะบั้นเส้นด้ายสีทองจำนวนนับไม่ถ้วน โชคดีที่อาศัยเรือนกายของเทพนี้ แม้จะตกเป็นรองอย่างสิ้นเชิง แต่กลับไม่ถึงขั้นตายดับ
เจียงซ่างเจินที่เป็นผู้เห็นขั้นตอนการเข่นฆ่ากันของทั้งสองฝ่ายกับตาตัวเอง ตั้งแต่แรกเริ่มที่อกสั่นขวัญผวา รู้สึกว่าอันตรายรายล้อมอยู่รอบกาย ภาพเหตุการณ์โหดร้ายรุนแรงจนแทบไม่อาจทนมอง ชวนให้กลัดกลุ้มเป็นทุกข์ จนกระทั่งถึงช่วงที่พยายามข่มจิตแห่งมรรคาให้มั่นคง พยายามที่จะใช้สภาพจิตใจของการพิศมรรคาไปมองการต่อสู้ครั้งนี้ ถึงท้ายที่สุดที่เปลี่ยนมาเป็นชินชาอย่างสิ้นเชิง
เจียงซ่างเจินไม่รู้เลยว่าควรจะบรรยายถึง “ลานประลองยุทธ์” ที่สถานการณ์โน้มเอียงไปแถบเดียวครั้งนี้ว่าอย่างไรดี อู๋ซวงเจียงพลันเปิดปากยิ้มถามว่าโชคชะตาบู๊สามส่วนที่เป็นผู้น้อยล่วงเกินผู้ใหญ่ ใกล้จะถูกเจียงเซ่อกำราบได้อย่างราบคาบแล้ว คนที่เจียงเซ่อกริ่งเกรงมากที่สุด แน่นอนว่ายังคงเป็นเจิงจวีจงที่เงียบขรึมพูดน้อยผู้นั้น
เฉินผิงอันทิ้งระยะห่างจากเจียงเซ่อ แต่เจียงเซ่อกลับบังคับหอกยาวโฟเจินเล่มนั้นเข้ามาไว้ในมือ ได้อยู่ว่างชั่วขณะ อู๋ซวงเจียงโบกตวัดชายแขนเสื้อกระบี่จำลองสี่เล่มพุ่งไปทางเฉินผิงอันด้วยความเร็วราวสายฟ้าแลบ สุดท้ายปลายกระบี่ทิ่มลงพื้นล้อมเรียงกันอยู่ข้างกายของเฉินผิงอัน กระบี่จำลองได้ถูกอู๋ซวงเจียงคลายตราผนึกทั้งหมดแล้ว ตอนนี้จึงถือว่ากลายเป็นวัตถุที่ไร้เจ้าของ เฉินผิงอันรู้สึกอัดอั้นอยู่บ้าง ยิ่งรู้สึกเป็นกังวล อู๋ซวงเจียงไม่มีกระบี่จำลองสี่เล่มแล้วจะขาดพลังการสังหารไปหรือไม่?
เพราะถึงอย่างไรความตั้งใจแรกในการหลอมกระบี่จำลองของอู๋ซวงเจียงก็เพื่อชดเชยพลังพิฆาตที่ไม่เพียงพอยามที่ต้องถามมรรคากับอวี๋โต้ว
อู๋ซวงเจียงอธิบายว่า

VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!