เข้าสู่ระบบผ่าน

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 1159

ตอนที่หวงเจินกับจูลู่ดื่มชาฟังคำบรรยายอยู่ใต้ซุ้มเถาวัลย์ของเส้นทางภูเขาตำหนักหัวหยาง เจิงจวีจงกับหลิวเสียงได้เดินข้ามผ่านซุ้มประตูภูเขาเหยียบย่างเข้าไปในอาณาเขตของภูเขาลั่วพั่ว ซากปรักหักพังที่กลายมาเป็นสนามรบแห่งใหม่

บนพื้นดินได้กลายเป็นร่องลึกที่ตัดสลับกัน เต็มไปด้วยหลุมบ่ออยู่นานแล้ว พายุหมัดปราณกระบี่ โชคชะตาบู๊ปะปนอยู่ด้วยกัน ฟ้าดินมีแต่ความขุ่นมัวยุ่งเหยิง ราวกับว่าฟ้าครามทั้งผืนเริ่มโยกคลอนจะร่วงมิร่วงแหล่ ลักษณะเหมือนสีเคลือบที่ถูกควันรมให้หลอมละลายอย่างต่อเนื่องซึ่งทำท่าจะหล่นร่วงลงมายังโลกมนุษย์ทั้งอย่างนั้น เรือนกายสองร่างสวนไหล่ผ่านกันไป เจียงเซ่อบิดหมุนข้อมือ

เรือนกายด้านหลังที่ถูกเขาฟันผ่าเอวแบ่งออกเป็นสองท่อนอยู่กลางอากาศ

ต่อให้เจียงซ่างเจินจะเคยเห็นภาพเหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้มานับครั้งไม่ถ้วน แต่กระนั้นในใจก็ยังรู้สึกแปลกๆ ต่างก็พูดกันว่าผู้ฝึกบำเพ็ญตนไม่ใช่คนแล้ว ถ้าอย่างนั้นเจ้าขุนเขาของพวกเรา?

สีหน้าของชุยตงซานไร้อารมณ์ เพียงแค่จ้องเขม็งไปที่เจียงเซ่อ ไม่มีช่องโหว่เลยจริงๆ แล้วก็ยิ่งวิปริตมากจริงๆ เวลาหมื่นปีอันยาวนาน วันเวลาผันผ่าน การร่วมสังหารครั้งหนึ่ง

ชื่อของปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหารกลายมาเป็นว่าไม่สมชื่อไม่ถูกต้องชอบธรรม เหลือแค่ยศตำแหน่งไม่ได้รับควันธูปตลอดหมื่นปี เหลือแค่ยศตำแหน่ง จิตหยินยังไม่ได้กลับคืนสู่ตำแหน่ง

ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตสิบเอ็ดคนหนึ่ง ทว่าโชคชะตาบู๊ห้าส่วนกลับเข่นฆ่ากันเองอยู่ในฟ้าดิน ร่างกายมนุษย์บีบให้เจียงเซ่อต้องรับมือกับภัยภายนอก ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างความสงบให้กับภายใน แล้วยังถูกเจิงจวีจงสยบกำราบบนมหามรรคาอย่างทีมองไม่เห็นอีกด้วย อู๋ซวงเจียงที่มองอยู่ด้านข้างก็จ้องเขม็งราวกับเสือรอตะครุบเหยื่อ

รอคอยจะฉวยจังหวะโจมตี ทว่าต่อให้เป็นเช่นนี้ เจียงเซ่อก็ยังคงเล่นงานจนเฉินผิงอันที่มีความเป็นเทพให้ทำได้แค่ตั้งท่ารับแต่กลับไร้เรี่ยวแรงให้โจมตีได้ กายธรรมที่ยิ่งใหญ่ไพศาล ร่างทองใหญ่โตโอฬารของเจียงเซ่อตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลางของซากปรักสนามรบ ใช้สองมือทุบตีม่านปราการฟ้าครามที่อ่อนนุ่มราวกับดินโคลนคอยตรวจสอบความยืดหยุ่นแข็งแกร่งของยันต์อู๋ซวงเจียงอยู่อย่างต่อเนื่อง

อู๋ซวงเจียงจีบปากด้วยความทึ่ง หากปล่อยไว้ไม่สนใจ เวลาเนิ่นนานเข้า เกรงว่าจะต้องถูกเจียงเซ่อทิ่มฟ้าให้ทะลุเป็นรูได้แน่ เฉินผิงอันเพิ่งจะรับหมัดที่ร่างจริงของเจียงเซ่อปล่อยออกมา กว่าจะยืนนิ่งได้ไม่ใช่เรื่องง่าย จุดจบกลับเป็นเรือนกายท่อนล่างที่เผยกระดูกสีทองออกมาจนหมดสิ้น พูดให้ถูกต้องก็คือ เรือนกายของเทพที่ไร้เลือดเนื้อถูกเจียงเซ่อสะบั้นเส้นด้ายสีทองจำนวนนับไม่ถ้วน โชคดีที่อาศัยเรือนกายของเทพนี้ แม้จะตกเป็นรองอย่างสิ้นเชิง แต่กลับไม่ถึงขั้นตายดับ

เจียงซ่างเจินที่เป็นผู้เห็นขั้นตอนการเข่นฆ่ากันของทั้งสองฝ่ายกับตาตัวเอง ตั้งแต่แรกเริ่มที่อกสั่นขวัญผวา รู้สึกว่าอันตรายรายล้อมอยู่รอบกาย ภาพเหตุการณ์โหดร้ายรุนแรงจนแทบไม่อาจทนมอง ชวนให้กลัดกลุ้มเป็นทุกข์ จนกระทั่งถึงช่วงที่พยายามข่มจิตแห่งมรรคาให้มั่นคง พยายามที่จะใช้สภาพจิตใจของการพิศมรรคาไปมองการต่อสู้ครั้งนี้ ถึงท้ายที่สุดที่เปลี่ยนมาเป็นชินชาอย่างสิ้นเชิง

เจียงซ่างเจินไม่รู้เลยว่าควรจะบรรยายถึง “ลานประลองยุทธ์” ที่สถานการณ์โน้มเอียงไปแถบเดียวครั้งนี้ว่าอย่างไรดี อู๋ซวงเจียงพลันเปิดปากยิ้มถามว่า
“ผู้อาวุโสเจียง ถึงอย่างไรแพ้ชนะของพวกท่านสองฝ่ายก็ชัดเจนแล้ว แต่กลับไม่อาจแบ่งเป็นตายได้ ไม่สู้หยุดพักสักครู่ดีไหม?”เจียงเซ่อเก็บกายธรรมกลับคืนมา เอ่ยว่า
“เชิญพูดคุยกันเพื่อสั่งเสียเรื่องหลังจากที่ตายไปได้เลย”

โชคชะตาบู๊สามส่วนที่เป็นผู้น้อยล่วงเกินผู้ใหญ่ ใกล้จะถูกเจียงเซ่อกำราบได้อย่างราบคาบแล้ว คนที่เจียงเซ่อกริ่งเกรงมากที่สุด แน่นอนว่ายังคงเป็นเจิงจวีจงที่เงียบขรึมพูดน้อยผู้นั้น

เฉินผิงอันทิ้งระยะห่างจากเจียงเซ่อ แต่เจียงเซ่อกลับบังคับหอกยาวโฟเจินเล่มนั้นเข้ามาไว้ในมือ ได้อยู่ว่างชั่วขณะ อู๋ซวงเจียงโบกตวัดชายแขนเสื้อ
“ในเมื่อจะมอบให้ ก็จะยกให้เจ้าทั้งหมดเลย”

กระบี่จำลองสี่เล่มพุ่งไปทางเฉินผิงอันด้วยความเร็วราวสายฟ้าแลบ สุดท้ายปลายกระบี่ทิ่มลงพื้นล้อมเรียงกันอยู่ข้างกายของเฉินผิงอัน กระบี่จำลองได้ถูกอู๋ซวงเจียงคลายตราผนึกทั้งหมดแล้ว ตอนนี้จึงถือว่ากลายเป็นวัตถุที่ไร้เจ้าของ เฉินผิงอันรู้สึกอัดอั้นอยู่บ้าง ยิ่งรู้สึกเป็นกังวล อู๋ซวงเจียงไม่มีกระบี่จำลองสี่เล่มแล้วจะขาดพลังการสังหารไปหรือไม่?

เพราะถึงอย่างไรความตั้งใจแรกในการหลอมกระบี่จำลองของอู๋ซวงเจียงก็เพื่อชดเชยพลังพิฆาตที่ไม่เพียงพอยามที่ต้องถามมรรคากับอวี๋โต้ว

อู๋ซวงเจียงอธิบายว่า
“นี่ก็คือค่าตอบแทนที่เจ้าสมควรได้รับจากการปกป้องมรรคาครั้งนี้ ไม่ต้องกังวลว่าวิธีที่ใช้เข่นฆ่าของข้าจะมีไม่พอ”ชุยตงซานพึมพำเบาๆ
“อาจารย์ ร้อนลวกมือมากนะ”

แล้วก็จริงดังคาด อู๋ซวงเจียงยิ้มเอ่ยเตือนว่า
“จะรับหรือไม่รับไว้ก็มีข้อดีและข้อเสียเหมือนๆ กัน รับไว้ข้อดีนั้นไม่ต้องพูดมาก เจ้าคือผู้ฝึกกระบี่ ต้องรู้อยู่แล้วว่าการได้ครอบครองพวกมันมีผลประโยชน์มหาศาลเพียงใด ไม่ได้เรียบง่ายเพียงแค่ว่ามีศาสตราวุธที่คมกริบสี่เล่มเพิ่มมาเท่านั้น แม้ว่าจะเสียหายรุนแรงมาก การซ่อมแซมก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เรี่ยวแรงกายใจและเงินเทพเซียนบางส่วน แต่ก็ต้องได้กำไรอย่างแน่นอน”

เฉินผิงอันม้วนชายแขนเสื้อ เก็บกระบี่จำลองสี่เล่มที่มีมูลค่าควรเมืองมาอย่างไม่ลังเลเอ่ยว่า
“ต้องรับไว้สิ ทำไมจะไม่รับเล่า”

บทที่ 1159.1 สังหารขอบเขตสิบสี่ 1

บทที่ 1159.1 สังหารขอบเขตสิบสี่ 2

เจียงเซ่อหัวเราะร่าอย่างองอาจ
“เจิงจวีจง คนที่มีความสามารถเยอะย่อมเหนื่อยกว่าผู้อื่น ผู้ที่แข็งแกร่งย่อมได้เปรียบมากกว่า นี่ก็สมเหตุสมผลตามหลักฟ้าดินดีแล้ว ยศปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหาร ชีวิตและมหามรรคาของเจียงเซ่อ ขอให้ทุกท่านมาเอากันไปได้เลย แต่เงื่อนไขก็คือพวกเจ้าต้องมีชีวิตรอดออกไปจากที่นี่ให้ได้เสียก่อน!”

เจียงเซ่อมองไปทางอู๋ซวงเจียง
“ไม่ถือสาที่บนเส้นทางสายนี้ของพวกเรายังมีราชสีห์ร้ายผู้เห่อเหิมอย่างเจ้ามาเดินอยู่ด้วย เป็นเกียรติที่ได้พบ ก็แค่ไม่เป็นที่ชื่นชอบ ชื่นชอบไม่ลงเลยจริงๆ”อู๋ซวงเจียงยิ้มบางๆ
“ได้เลย”ในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมหลิ่วอินตีที่มีเสียงนกร้องกลิ่นบุปผาหอมรัญจวน ประหนึ่งดินแดนแห่งเซียนนั้น เจียงซ่างเจินหัวเราะร่วน
“ขออย่าให้บรรพจารย์เจียงเป็นขอบเขตสิบห้าที่อำพรางตัวอย่างลึกล้ำเลยนะ จะกลายเป็นว่าพวกเราล้อมฆ่าไม่สำเร็จ สุดท้ายต้องเละเป็นโจ๊กหม้อหนึ่ง”ชุยตงซานที่นั่งพิทักษ์ฟ้าดินเล็กหนองบึงใหญ่ของสู่อารามร้อง
“เฟ้ยๆๆ เว้นเสียจากว่าทำให้พวกเราเละเป็นโจ๊กหม้อหนึ่งได้เท่านั้น เจ้าหมอนี่ถึงจะมีโอกาสเลื่อนเป็นขอบเขตสิบห้า”เจียงซ่างเจินถูมือกล่าว
“ถ้าอย่างนั้นข้าก็วางใจแล้ว ยินดีเป็นแม่ทัพใหญ่ในกองหน้ากล้าอาสาเป็นแนวหน้าอย่างไม่หวั่นเกรง”ชุยตงซานหัวเราะคิกคักเอ่ยเตือนว่า
“ไม่ใช่ว่าสู้รบไม่กี่กระบวนท่าก็ถูกบรรพจารย์เจียงฟันร่วงจากหลังม้า เอาหัวไปมอบให้คนเขาเปล่าๆ เพิ่มปณิธานความฮึกเหิมให้ผู้อื่นแต่ดับบารมีของตัวเองเข้าเสียเล่า”เจียงเซ่อเหลือบมองพวกเขาแล้วส่ายหน้า ทั้งเป็นการเยาะเย้ยตัวเอง แล้วก็ยิ่งเป็นการพูดประชดประชัน
“ไม่ว่าจะเป็นอาหมาอาแมวที่ไหนก็ขึ้นมากินข้าวบนโต๊ะได้จริงๆ”

ชุยตงซานเอ่ยอย่างขุ่นเคือง
“โจวอันดับหนึ่ง ไอ้หมอนี่มันชมว่าข้ามีเก้าชีวิต แต่ด่าเปิงเลอะเจินจวินอย่างเจ้าว่าเป็นหมา ทนได้หรือ? ข้าไม่รับน้ำใจหรอกนะ ไม่สู้มาร่วมแรงกันถล่ม (เปิง) เขาไปเลยดีไหม?!”เจียงซ่างเจินที่ตั้งฉายาให้ตัวเองว่าเปิงเลอะเจินจวินสุขุมเยือกเย็น ท่องอยู่ในยุทธภพ เขาย่อมมีความสามารถในการถูกคนถ่มน้ำลายใส่หน้าแล้วปล่อยให้มันแห้งไปเอง (เปรียบเปรยว่าแม้จะถูกดูหมิ่นแต่ก็ไม่ตอบโต้)
“ทุกวันนี้ นี่ไม่ถือว่าเป็นคำด่าอะไรแล้ว”หากจะบอกว่าถูกด่าแล้วสามารถเพิ่มพูนตบะได้ เชื่อว่าเจียงซ่างเจินคงกลายเป็นขอบเขตสิบสี่ไปนานแล้ว เจียงซ่างเจินใช้เสียงในใจสอบถามชุยตงซาน
“ล้วนแซ่เจียงเหมือนกัน ขออย่าให้เป็นบรรพบุรุษบ้านข้าเลยนะ”ชุยตงซานพูดหยอกเย้า
“จะเป็นอะไรไปเล่า ข้าหลอกลวงอาจารย์ลบล้างบรรพชนพวกเราก็เป็นพี่น้องที่ดีต่อกันอย่างไรล่ะ”เจียงซ่างเจินจับปลายคาง
“ก็จริงนะ”ชุยตงซานยิ้มเอ่ย
“คราวก่อนเรียกให้เจ้าไปที่ราชวงศ์ต้าเฉวียนล้อมตีตาแก่เผยหมินก็ได้กลายมาเป็นผู้ถวายงานอันดับหนึ่งไม่ใช่หรือ คราวนี้ไม่ลองคว้าตำแหน่งรองเจ้าขุนเขาของภูเขาลั่วพั่วมาเป็นดูบ้าง?”

Verify captcha to read the content.VERIFYCAPTCHA_LABEL

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!