บนยอดของยอดเขาเขาจีหลงิ หลิวเสี่ยงได้มอบวิชาอภินิหารที่คล้ายคลึงกับการเชื่อมเนตรสวรรค์เข้ากับหัวใจให้กับลู่เสิ่นไปในเวลาเดียวกัน
ลู่เสิ่นแค่พิศมรรคาครั้งนี้ก็รู้สึกเวียนหัวตาลาย ยื่นมือมาจับราวรั้วหยกขาวเอาไว้ พยายามจะทำจิตแห่งมรรคาให้มั่นคง มหัศจรรย์เกินกว่าจะสรรหาถ้อยคำมาบรรยาย ได้แต่ทอดถอนใจด้วยความทึ่ง
“ที่แท้บทคันฉ่องดินที่ตนเขียนก็สามารถเอามาอธิบายและร่ายใช้เช่นนี้ได้ด้วยหรือ?!”
หลิวเสี่ยงถอนวิชาอภินิหารออก เอ่ยว่า
“ลู่เสิ่นที่เขียนบทคันฉ่องดิน เข้าใจบทคันฉ่องดินอะไร”
ลู่เสิ่นหลุดหัวเราะพรืด การพิศมรรคาครั้งนี้ได้รับผลประโยชน์มหาศาล ลู่เสิ่นคิดอยากจะกลับไปยังยอดเขาเทียนตูแล้วปิดด่านเสียเดี๋ยวนี้
ลางสังหรณ์บอกกับเขาว่า แม้จะยังไม่อาจอ้อมผ่านโจวจื่อเดินขึ้นสวรรค์ไปได้ในก้าวเดียว แต่เมื่อเทียบกับโรคร้ายที่จะทิ้งไว้บนมหามรรคาจากการที่เจิ้งจูจีจงยืมหนังสือไปแล้ว ก็ยังได้กำไรอยู่ดี
เมื่อเทียบกับการปิดด่านที่ต้องตรากตรำทุ่มเทความคิด ค้นคว้า แสวงหารอบด้านอย่างในอดีตแล้ว ผลประโยชน์บนมหามรรคาก็มีแต่จะมากยิ่งกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวทกระบี่ ก็คือมรรกกถาเช่นนี้…
แต่หลิวเสี่ยงกลับเดาความคิดของลู่เสิ่นออก จึงกล่าวว่า
“ก่อนจะผสานมรรคา อย่าได้เพ้อฝันว่าจะทำตามอย่าง ระวังจะถูกสวรรค์ชิงชัง”
ลู่เสิ่นรีบเอ่ยว่า “จดจำไว้ขึ้นใจแล้ว”
เจิ้งจูจีจงกล่าว “ต่างคนต่างไปทำธุระของตัวเองเถอะ”
หลิวเสี่ยงพยักหน้า “ข้าจะไปที่ธวัลทวีปสักรอบ”
ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะจากลากัน ได้มีการถามตอบที่ประหลาดครั้งหนึ่ง
หลิวเสี่ยงถาม “ถูกยึดเอาไปครั้งนี้ มีข้อจำกัดด้านอาหารหรือไม่?”
เจิ้งจูจีจงตอบ “ไม่มีข้อจำกัดอะไร กลัวก็แต่ว่าจะกินไม่อิ่ม”
หลิวเสี่ยงจึงไม่ถามมากอีก
ลู่เสิ่นเข้าใจผิดคิดว่าคำว่า “ถูกยึด” ของหลิวเสี่ยงนั้นหมายถึง การที่เจิ้งจูจีจงกับเฉินผิงอันร่วมมือกัน “ดักปล้นกลางทาง” ต่อผู้ฝึกกระบี่หวงเจิ้น จึงไม่ได้คิดอะไรมาก
เดินหนึ่งก้าวหดย่อพื้นที่มาตรงหน้าประตูภูเขา แล้วเดินเนิบช้าออกจากซุ้มประตูไป
เจิ้งจูจีจงเอ่ยว่า
“ต่อจากนี้เจ้าไปรับหน้าที่ทำงานสักอย่างที่ภูเขาพีอวิ๋น หากเว่ยเสินจวินไม่ยอมรับตัวเจ้าไว้ ก็ไปช่วยงานจุกจิกที่ยอดเขาฮวาอิ่งภูเขาเที่ยวอวี๋
ขอเตือนสักคำว่า อย่าได้คิดจะไปเยือนพื้นที่ประกอบพิธีกรรมเก่า ซากปรักท่าเรือแห่งนั้นไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับเจ้าอีกแล้ว ได้แต่รอคนที่มีโชควาสนาให้เข้ามาอยู่เท่านั้น ถึงเวลานั้นเจ้าถึงจะหลุดพ้นจากเคราะห์กรรมอย่างแท้จริง”
โจวฮูพยักหน้า เอ่ยภาษาถิ่นมาประโยคหนึ่งว่า “บ่าวทราบแล้ว”
ก่อนหน้านี้ตอนที่นางอยู่ตีนเขา เจิ้งจูจีจงอยู่บนยอดเขา นางยังกล้าอาละวาดอยู่บ้าง แต่ตอนนี้ได้เผชิญหน้ากับเจิ้งจูจีจงอย่างแท้จริง โจวฮูกลับเงียบกริบเป็นจักจั่นในหน้าหนาว ไม่มีความกล้าที่จะซักไซ้เอาโทษอีกฝ่ายแล้ว
เจิ้งจูจีจงกล่าว “ทำตัวให้ดี”
โจวฮูพยักหน้า ลูกศิษย์นักการฝ่ายนอกคนแรกของภูเขาลั่วพั่ว ก็คือเด็กชายผมขาวที่เป็นเทวบุตรมารนอกโลก คือ “คงโหว” ขุนนางผู้เรียบเรียงตำราคนแรก คนที่สองคือรองเจ้านครของนครเซียนจานแห่งเปลี่ยวร้างในอดีต ฉายาว่าอินลู่ ทุกวันนี้เปลี่ยนชื่อเป็น เฉิงฉว่อ
หากโจวฮูไม่ไปทำงานอยู่ที่ภูเขาพีอวิ๋น แต่ไปลงหลักปักฐานอยู่ที่ภูเขาเที่ยวอวี๋ ถ้านางก็จะเป็นลูกศิษย์นักการคนที่สามในประวัติศาสตร์ของภูเขาลั่วพั่วแล้ว
โจวฮูถาม “อาจารย์เจิ้งจะกลับนครจักรพรรดิขาวไปปิดด่านหรือ?”
เจิ้งจูจีจงกลับจากไปแล้ว ไม่รู้ว่าไปที่ไหน
อยู่วางไม่มีอะไรทำก็อุดอู้จริง ๆ เฉินหลิงจวินจึงสะบัดชายแขนเสื้อเดินเตร็ดเตร่ลงภูเขาไปจากทางภูเขาด้านหลัง เป็นฝ่ายไปเยี่ยมเยือนภูเขาพีอวิ๋น
เด็กชายชุดเขียวทำมุทราบังคับไอน้ำกลุ่มหนึ่งให้ลอยขึ้นสูง อำพรางร่องรอยของตัวเองพลิวกายไปทางขุนเขาเหนือ แล้วลดตัวลงตรงจุดที่เงียบสงบ สลายเมฆหมอกทิ้งไป ก่อนจะเดินช้า ๆ ไปที่หน้าประตูภูเขา
เด็กชายชุดเขียวยกสองมือเท้าเอว ไม่เลว ๆ ภูเขาไม่เตี้ย ครึกครื้นมีชีวิตชีวา หลายปีมานี้ความเป็นอยู่ของเว่ยเย่โหยวอุดมมั่งคั่งขึ้นทุกปีเลยจริงๆ
ชายหญิงผู้มีจิตศรัทธาที่มาจุดธูปกราบไหว้ที่นี่เดินทางกันมาไม่ขาดสาย มีทั้งสตรีในตระกูลชนชั้นสูง ลูกหลานขุนนางใหญ่ แล้วก็มีคนแก่ที่ฐานะทางบ้านยากจน เดินเท้ามาไกลหลายร้อยลี้
ไม่เพียงแต่มนุษย์ธรรมดาเท่านั้นที่ขึ้นเขามาจุดธูป ยังมีผู้ฝึกบำเพ็ญตนอีกมากมายที่มาที่นี่เพื่อแสวงหาโชควาสนาเซียนอย่างจริงใจ หรือไม่ก็มากราบไหว้ภูเขา
คำโบราณกล่าวไว้ว่ามากมารยาทคนไม่รังเกียจ ไม่ว่าจะเอาไปใช้ที่ใดในสี่สมุทรก็ล้วนเป็นคำกล่าวที่ถูกต้อง ห้ามหาบรรพตไม่ใช่จวนตระกูลเซียนที่มีการปิดประตูแน่นหนา ไม่อนุญาตให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องแวะเวียนเข้ามา
ดังนั้นนอกจากจัดงานเลี้ยงท่องราตรีแล้ว ตรงตีนเขาของภูเขาพีอวิ๋นจึงไม่มี “คนเฝ้าประตู”
เฉินหลิงจวินเงยหน้ามองไปยังมุมหนึ่งแล้วหัวเราะอยู่กับตัวเอง คือป่าไผ่ของภูเขาพีอวิ๋น เป็นพื้นที่ต้องห้ามเหมือนกับสถานที่อ่านตำราของเว่ยซานจวิน
ไม่มีศาลาไม่มีเรือน ไม่มีแท่นสูงไม่มีราวรั้ว ตั้งอยู่ในป่าของบนภูเขา ยามฤดูหนาวที่หน่อไม้เริ่มแตกหน่อไม่อนุญาตให้ใครเข้ามา ต่อให้เป็นเว่ยป้อที่เป็นเจ้าของป่าไผ่ก็ยังไม่ย่างกรายเข้ามาง่าย ๆ แค่ปล่อยให้มันงอกงามเองตามครรลองของธรรมชาติ
ทว่าเมื่อหลายปีก่อนกลับมีแม่นางน้อยสวมชุดดำที่ในมือถือไม้เท้าไผ่เขียวคนหนึ่งที่มักจะมาเล่นสนุกที่นี่เพียงลำพัง และนางก็ไม่ใช้วิธีการทะยานลมของตระกูลเซียน แค่เดินเท้าเข้ามาในภูเขา
พอขึ้นเขามาแล้วก็จะเลือกทางเล็ก ๆ ที่เงียบสงบ หลบไปทางโน้นทีทางนี้ที เดี๋ยวก็โผล่หัวออกมาจากหลังต้นไม้เหลียวซ้ายแลขวา แล้วจู่ ๆ ก็พุ่งตัวไปยังจุดซ่อนตัวจุดต่อไป…
แม่นางน้อยขาดก็แค่ไม่ได้เขียนตัวอักษรใหญ่ ๆ คำว่า “ขโมย” ไว้บนหน้าผากเท่านั้น ทุกครั้งนางจะต้องตรงดิ่งมาที่ป่าไผ่เสมอ…
แรกเริ่มเทพหญิงกองระเบียบพิธีการและเสมียนตระกูลเซียนกองลาดตระเวนที่รู้เรื่องนี้ เนื่องจากมีภาระหน้าที่ที่พึงรับผิดชอบ แน่นอนว่าตึงเครียดอย่างมาก ยังดีที่ไม่นานก็ได้ได้รับคำสั่งหนึ่งมาจากเว่ยซานจวิน บอกให้พวกเขาสแร้งทำเป็นไม่รู้ไปก็พอ
ดังนั้นทุกครั้งที่แม่นางน้อยขึ้นเขามา พวกเขาทั้งไม่สะดวกจะเผยกายขวางทางนาง แล้วก็ไม่กล้าส่งเสียงตวาด ได้แต่เบิกตากว้างมองแขกจากภูเขาลั่วพั่วที่ขวัญกล้าเทียมฟ้าผู้นั้นเข้าไปในป่าไผ่ทั้งอย่างนั้น
กลัวก็แต่ว่าตอนที่แม่นางน้อยเดินออกมาจากป่าไผ่จะแบกลำไม้ไผ่หลายลำมาบนบ่าแล้วเดินอาด ๆ ลงจากภูเขาไปน่ะสิ จะขวางหรือไม่ขวางดี? ขวางแล้วจะมีความหมายไหม?
เว่ยซานจวินบอกว่าไม่ต้องสนใจ แต่หากถูก “โจรมาขโมย” เข้าจริง ถึงเวลานั้นใครจะเป็นคนรับผิดชอบ?
“จ๊ะ ๆ แขกที่หาได้ยาก”
เว่ยป้อที่ร่ายเวทอำพรางตาปลอมตัวเป็นบัณฑิตลัทธิขงจื๊อเอ่ยว่า
“บรรพบุรุษจิงชิงไม่อยู่รับรองแขกในภูเขา แต่มาที่นี่ทำไม?”
เฉินหลิงจวินเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์
แม้จะบอกว่าการที่เจิ้งจูจีจงให้นางมารับตำแหน่งทำงานรับเงินเดือนอยู่ที่นี่ เป็นเรื่องที่แค่นางเปิดปากพูดและเว่ยป้อก็แค่พยักหน้าตอบตกลง แต่นางรู้สึกสำบากใจที่จะพูดออกมาจริงๆ
ผู้ฝึกตนขอบเขตบินทะยานคนหนึ่งที่ผสานมรรคาล้มเหลว กับขอบเขตบินทะยานที่ยังหามหามรรคาเส้นนั้นไม่เจอ หนึ่งคือฟ้า อีกหนึ่งคือดิน
เฉินหลิงจวินเข้าใจผิดคิดว่านางคือเทพหญิงของกองงานใดในภูเขาพีอวิ๋น จึงไม่มีอารมณ์จะตีสนิทคบค้าสมาคมด้วย
เขาไม่รู้รากฐานของโจวฮู แต่โจวฮูกลับรู้จักเด็กชายชุดเขียวผู้นี้เป็นอย่างดี อีกฝ่ายไม่เคยเดินดี ๆ ไม่ว่าจะขึ้นเขาลงเขาก็ล้วนชอบสะบัดชายแขนเสื้อกว้างสองข้างอยู่เสมอ
ยามที่เผยเฉียนอยู่ในภูเขา เขามักจะชอบไปคุยเล่นเรื่อยเปื่อยกับอวิ๋นจื่อที่ภูเขาฮุยเหมิง เผยเฉียนไม่อยู่ เขาก็จะลาดตระเวนภูเขาเป็นเพื่อนหมี่ลี่น้อยหลายรอบหน่อย
เผยเฉียน เว่ยป้อพาพวกเขาสองคนไปเดินเที่ยวในภูเขาด้วยกัน เมฆสีแดงฉานดุจเปลวเพลิงลุกไหม้ขอบฟ้า เหมือนกับเทพหญิงคนหนึ่งที่เพ่งมองกระจกด้วยแววตาอาดูร ก่อนจะเริ่มประทินโฉมแต่งแต้มสีสันลงไปบนใบหน้า
นั่งลงบนเก้าอี้ไม้ไผ่ที่หน้าประตูภูเขาด้วยกัน อีกเดี๋ยวก็จะเลิกงานแล้ว หมี่ลี่น้อยตะโกนเรียกเบาๆ
“เซียนเวย์ เซียนเวย์ ท่านนักพรต ท่านนักพรต”
เซียนเวย์เก็บตำรา ขยี้ตา “หืม?”
หมี่ลี่น้อยเอาสองมือจับที่วางแขนสองข้างของเก้าอี้ไม้ไผ่เอาไว้ แล้วขยับพาทั้งตัวคนทั้งเก้าอี้ไปหาเซียนเวย์ด้วยกัน จากนั้นก็อ้าปากกว้าง ทำท่าส่ายหัวไปมา เซียนเวย์รู้ใจ ยิ้มเอ่ยว่า
“จะให้สเอ้อี้หูหรือว่าร้องเพลงรัก?”
หมี่ลี่น้อยไม่ต้องใช้ความคิดก็ตอบทันทีว่า
“ร้องเพลงแปดเซียนข้ามทะเลของที่บ้านเกิดท่านสิ เหมือนเสียงกังวานลอยวนอยู่บนชื่อคานอย่างที่บรรยายไว้ในตำราจริงๆ ฟังกี่รอบก็ไม่มีเบื่อ”
นักพรตเซียนเวย์ร้องเพลงรักเพลงนั้นแล้วน่ามองจริงๆ เซียนเวย์ยิ้มอย่างรู้ใจ “ได้เลย”
ลุกขึ้นยืน เซียนเวย์กระแอมเบา ๆ ให้ลำคอชุ่มชื่น ไม่รอให้นักพรตหนุ่มออกเสียง หมี่ลี่น้อยก็ปรบมือไร้เสียงก่อนแล้ว
เซียนเวย์หลับตาลง ใบหน้าประดับยิ้ม นักพรตหนุ่มที่บนมวยผมปักปิ่นไม้สะบัดชายแขนเสื้อ ยกมือขึ้น สองนิ้วประกบกันโบกเบา ๆ ร้องเพลงความฝันหวงเหลียง ขี้อ้อนหลังหมอกควันและแสงรุ้ง ฟังละมุน…
สำนักกระบี่หลงเซี่ยง ทักษิณาตยทวีป
ลู่จือเดินออกมาจากถ้ำสถิตที่เงียบสงบซึ่งใช้ปิดด่าน ยื่นมือมาบังตรงหว่างคิ้ว มองสีท้องฟ้า
ทั้ง ๆ ที่เป็นช่วงเวลาที่พระอาทิตย์กำลังจะตกดิน แต่นางกลับรู้สึกว่าแสงจ้าบาดตา ถั่วเหยียนฮูหยินถามอย่างระมัดระวัง
“อาจารย์ลู่ สำเร็จหรือไม่?”
สองปีมานี้ผู้ฝึกตนบนยอดเขาของไพศาลกลุ่มนั้นพิสูจน์มรรคาบินทะยาน ความเคลื่อนไหวไม่น้อย มีนิมิตแห่งมงคลหลากหลายชนิด ในอนาคตไม่ว่าจะบนทำเนียบของศาลบรรพจารย์หรือในจารึกขุนเขา ย่อมมีการตวัดน้ำหมึกเข้มข้นและสีสันจัดจ้านเอาไว้ไม่น้อย
พิสูจน์มรรคาบินทะยาน ไม่ต่างจากการสร้างโอสถของผู้ฝึกตนสักเท่าไร มีความต่างในด้านระดับขั้นสูงต่ำ
ตัวอย่างเช่นบินทะยานยามทิวา เปิดเผยเจิดจ้า ก็เหมือนการบอกกับฟ้าดินอย่างผึงผายว่าจะต้องสูงส่งกว่าการบินทะยานข้ามเคราะห์กรรมในยามที่มีม่านราตรีหนามืดอย่างแน่นอน
ทว่าพวกนอกรีตหรือพวกผีเซียนส่วนใหญ่แล้วจะเลือกอย่างหลังมากกว่า

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!