แต่ลู่จือออกจากด่านมาครั้งนี้ ตั้งแต่ต้นจนจบกลับไม่มีภาพเหตุการณ์ผิดปกติใดๆ
ดังนั้นถั่วเหยียนฮูหยินจึงไม่มีความมั่นใจสักนิดว่าสรุปแล้ว ลู่จือพิสูจน์มรรคาเป็นบินทะยานได้สำเร็จหรือไม่
เป็นเหตุให้ถั่วเหยียนฮูหยินที่เฝ้าอยู่หน้าประตูถึงกับเข้าใจไปว่าอันที่จริงลู่จือไม่ได้ปิดด่าน แค่ปิดประตูไปหลบซ่อนตัวหาความสงบเท่านั้น
เพียงแต่ว่านางไม่อาจถามลู่จือว่าไม่สำเร็จใช่หรือไม่ตั้งแต่เจอหน้ากัน นั่นจะอัปมงคลเกินไป
หลายวันมานี้ถั่วเหยียนฮูหยินเฝ้าอยู่ข้างนอกตลอดเวลา แม้ว่าจะช่วยเหลืออะไรไม่ได้แต่ถึงอย่างไรก็เป็นน้ำใจส่วนหนึ่ง
นางคือคนที่ชอบเสวยสุข ไม่เคยปฏิบัติต่อตัวเองไม่ดี จึงสร้างเพิงรับลมชั่วคราวขึ้นมาไว้ด้านนอกถ้ำสถิต ปูเสื่อไม้ไผ่ จุดธูปหอม ต้มเหล้าอ่านตำรา
ตั้งใจเลือกนิยายบุรุษมากความสามารถกับโฉมสะคราญที่เย้ายวนละมุนละไมมาหลายเล่ม
ทุกครั้งที่เป็นเวลากลางดึก รอบด้านเงียบสงัดไร้สรรพสำเนียง ก็ราวกับว่าโลกทั้งใบมีเพียงเสียงเปิดตำราเบา ๆ เท่านั้น
หมู่ดาวพรั่งพราวบนท้องฟ้าเหมือนปลาที่แหวกว่ายอยู่ในน้ำ ลู่จือเดินไปทางเพิงพักแห่งนั้น พยักหน้าเอ่ย “สำเร็จแล้ว”
ไม่เพียงแต่สำเร็จแล้ว ขั้นตอนการข้ามผ่านเคราะห์กรรมพิสูจน์มรรคาครั้งนี้ ยังเป็นเหมือนบทกวีเซียนท่องเที่ยวที่เปี่ยมไปด้วยจินตนาการงดงามบทหนึ่งอีกด้วย
ท่ามกลางไท่ซวีที่กว้างใหญ่ไพศาลไร้ที่สิ้นสุด กลิ่นอายแห่งความตายแผ่อบอวล
ทันใดนั้นก็พลันมองเห็นกำแพงที่สูงจนไม่มีขอบเขตแห่งหนึ่ง จิตวิญญาณของลู่จือเข้าใจผิดคิดว่าตัวเองมาถึงชายขอบของฟ้าดินแล้ว ได้สัมผัสถึงรั้วแห่งมหามรรคาอย่างที่กล่าวถึงในตำนาน
แสงสีทองจำนวนนับไม่ถ้วนเหนือศีรษะเหมือนกิ่งใบไม้ที่ขยายออกไป ประหนึ่งลำธารสีเงินพรั่งพราวหลายต่อหลายเส้นที่โบกสะบัดอย่างมีชีวิตชีวา
ดวงจิตดวงหนึ่งของลู่จือเริ่ม “บินทะยานขึ้นไปเบื้องบน’ สุดท้ายถึงได้สังเกตเห็นว่านั่นคือเรือป่ายโจวลำหนึ่ง
บนหัวเรือมีสตรีสยายเส้นผมสวมชุดคลุมยาวสีทองคนหนึ่งยืนอยู่ นางมีดวงตาที่ใสบริสุทธิ์คู่หนึ่ง
ก่อนที่จะเจอกับ “นาง” จิตวิญญาณของลู่จือที่ออกเดินทางไกลในครั้งนี้ ได้เจอกับเรื่องราวบางอย่างที่ยากจะทำความเข้าใจ
มีทั้งสิ่งมีชีวิตที่หน้าตาเหมือนคน มีทั้งเรือข้ามฟากแปลกประหลาด แล้วก็มีค่ายกลมีสิ่งกีดขวาง
และยังมีกลุ่มแสงที่เหมือนนกสยายปีกบิน มีน้ำวนที่เพียงแค่มองแวบเดียวก็ทำให้จิตใจของคนเกิดความหวาดกลัว…
บางครั้งก็มีเสียงเหมือนเสียงผ้าฝ้ายฉีกขาด หรือไม่ก็เสียงเครื่องกระเบื้องปริแตกดังมา
และยังมีสิ่งมีชีวิตเรือนกายใหญ่โตมโหฬารที่ยื่นมือไปคว้าดวงดาวยัดใส่ปากเคี้ยวกร้วม ๆ อย่างกำเริบเสิบสาน…
ลู่จือถาม “เป็นเจ้าที่เรียกข้ามาที่นี่หรือ?” นางส่ายหน้า
ลู่จืออดไม่ไหวถามว่า “สิ่งต่างๆ เหล่านี้คืออะไร? เดินทางไกลไปเพื่ออะไร?”
“ย้ายถิ่นฐาน หลบภัย บุกเบิกดินแดนใหม่ เป้าหมายมีมากมาย มิใช่เพียงหนึ่งเดียว
ทว่าความปรารถนาที่ใหญ่ที่สุดยังคงเป็นการสืบย้อนไปถึงต้นกำเนิด ย้อนไปหาบรรพบุรุษ” นางหยุดชะงักไปเล็กน้อย มองลู่จือ “พูดง่ายๆ ก็คือ คิดอยากจะมองพวกเจ้าสักครั้ง”
“แม่น้ำแห่งกาลเวลาไม่ได้ดำรงอยู่ เป็นเพียงกรงขังแห่งแล้วแห่งเล่าที่อยู่ในระดับแตกต่างกันเท่านั้น”
“แต่นี่ก็เป็นเพียงแค่ขอบเขตและขีดจำกัดที่ลู่จือสามารถทำความเข้าใจได้เท่านั้น หากเปลี่ยนลู่เฉินมาอยู่ที่นี่ก็จะสามารถพูดคุยถึงความหมายได้อีกหลายชั้น”
“สรุปก็คือพวกเจ้าที่ตัวอยู่ในดินแดนบรรพบุรุษ ไม่ว่าจะเป็นความคิดที่เล็กน้อยเพียงใดที่ปรากฏขึ้นหรือหายไปในเสี้ยววินาที ก็ล้วนเป็นการเกิดและดับไปครั้งหนึ่งของจักรวาลอันไร้ขอบเขตที่มองดูคล้ายมีกาลเวลาอันไร้ขอบเขตสิ้นสุด ที่เพียงแค่ขยับเคลื่อนไหวหนึ่งทีก็ผ่านไปแล้วพันล้านปีในชั่วพริบตา”
ลู่จือนึกถึงเรือไม้ที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าของนางขึ้นมาได้ คิดจะพูดอะไรบางอย่าง ทว่าดวงจิตกลับถอยกลับไปยังถ้ำสถิตแล้ว
การปล่อยจิตวิญญาณเดินทางไกลครั้งหนึ่งเหมือนความฝัน เหมือนภาพมายา ยากจะแยกแยะจริงเท็จได้อย่างแท้จริง
นอกจากที่ถั่วเหยียนฮูหยินจะรู้สึกปิติยินดีแล้ว ก็ยังอดสงสัยไม่ได้ รู้สึกว่าลู่จือมีท่าทางเฉื่อยฉื่อย ดูไม่ค่อยกระตือรือร้นมีความสุขนัก หรือว่าเดิมทีก็มีความมั่นใจสิบส่วน ก็เลยไม่มีค่าพอให้ดีใจสักนิด?
ก็ถูกนะ พิสูจน์มรรคาเป็นบินทะยาน หากเป็นถ้ำสถิตแห่งอื่นเดิมทีก็ควรเป็นเรื่องใหญ่เทียมฟ้า
แต่ขนาดฉีถิงจีก็ยังคร้านจะปกป้องมรรคาให้แก่ลู่จือ ตัวเขาไปเตร็ดเตร่อยู่ที่ฝูเหยาทวีปแล้ว พวกเจ้าแต่ละคนช่างใจคอกว้างขวางไม่แพ้กันเลย
ลู่จือนั่งลงบนเสื่อ หยิบหนังสือเล่มหนึ่งที่พับมุมหนังสือไว้หลายหน้าขึ้นมาจากโต๊ะน้ำชา
ถั่วเหยียนฮูหยินยื่นมือไปแย่งกลับคืน ลู่จือกลับเบี่ยงตัวหันข้าง ชูหนังสือขึ้นสูง เหลือบตามองชื่อหนังสือ
“ไม่ใช่เรื่องที่เปิดเผยไม่ได้เสียหน่อย”
ถั่วเหยียนฮูหยินหน้าแดงเล็กน้อย นั่งคุกเข่าอยู่บนเสื่อไม้ไผ่ ถามหยั่งเชิงว่า
“อาจารย์ลู่ มีเรื่องในใจหรือ?”
ลู่จืออืมรับหนึ่งที
ถั่วเหยียนฮูหยินยิ้มเอ่ยปลอบใจ
“อาจารย์ลู่พิสูจน์มรรคาเป็นบินทะยานได้แล้ว เรื่องในใจบางอย่างก็ล้วนไม่นับเป็นอะไรได้”
ลู่จือเงยหน้าขึ้น เอ่ยประโยคที่ราวกับว่าหากไม่ทำให้คนตกใจตายจะไม่ยอมเลิกรา
“หลังจากพิสูจน์มรรคาบินทะยานแล้ว ข้าได้มี… ประสบการณ์ครั้งหนึ่ง ดังนั้นจึงค่อนข้างโลภมาก อยากฝ่าทะลุขอบเขตไปอีกขั้น ทำให้สำเร็จในรวดเดียว ผลคือผสานมรรคาล้มเหลว”
สีหน้าถั่วเหยียนฮูหยินอึ้งค้าง “หา?”
ลู่จือใช้เสียงในใจกล่าวอีกว่า
“ข้าอยู่นอกฟ้า ได้เจอกับหร่วนซิว”
ถั่วเหยียนฮูหยินหมายจะยื่นมือไปอุดปากลู่จือตามจิตใต้สำนึก ลู่จือกลับเอาหนังสือที่ม้วนไว้ปัดฝ่ามือถั่วเหยียนฮูหยินออก ยังคงใช้เสียงในใจเอ่ยแล้วก็ยังคงเอ่ยประโยคเดิม
“ไม่ใช่เรื่องที่เปิดเผยไม่ได้เสียหน่อย”
ฉีถิงจีปรากฏกาย เอ่ยกับถั่วเหยียนฮูหยินว่า “ข้าขอคุยธุระกับลู่จือหน่อย”
เห็นสีหน้าของเซียนกระบี่ผู้อาวุโสฉีแล้ว ถั่วเหยียนฮูหยินก็รีบลุกขึ้นยืน ยอบกายคารวะ ไม่พูดพร่ำทำเพลงก็เดินนวยนาดจากไป

VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!