เข้าสู่ระบบผ่าน

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 1161

เว่ยป้อเลือกเส้นทางภูเขาเงียบสงบที่มีผู้มีจิตศรัทธาค่อนข้างน้อย ผ่านศาลขนาดเล็กแห่งหนึ่ง ควันธูปมองดูก็ไม่ได้แย่ นอกศาลมีต้นกุ้ยเก่าแก่ต้นหนึ่ง ลำต้นหนาเท่าโต่ว (ถังใส่ข้าวสมัยโบราณ) กิ่งก้านใบเป็นพุ่มหนาเขียวขจี ร่มเงาแผ่ไปไกลไร่กว่า

เวลานี้ก็มีคนแบกหามเสลี่ยงไม้ไผ่กลุ่มใหญ่มานั่งพักอยู่ที่นี่ บ้างก็ถือกาน้ำไว้ในมือ กินอาหารแห้ง บ้างก็รวมกลุ่มกันพูดคุย ในกลุ่มมีผู้เฒ่าอายุเกือบหกสิบปีคนหนึ่ง คงเป็นเพราะเป็นคนท้องถิ่นจึงกำลังพูดถึงเฉินผิงอันแห่งภูเขาลั่วพั่ว บอกว่าในอดีตสภาพการณ์ของตรอกหนีผิงเป็นเช่นไร

ตอนเด็กๆ เฉินผิงอันได้รับการปฏิบัติที่ไม่ดีจากคนอื่นอย่างไร โชคดีที่ครอบครัวของเขาให้การช่วยเหลือเด็กน้อยที่มีชะตาชีวิตรันทดถึงได้ข้ามผ่านวันเวลาที่ยากลำบากของบางช่วงปีมาได้….

แล้วก็มีคนเอ่ยหยอกล้อว่า ทำไมไม่เห็นเจ้าขุนเขาเฉินที่กลายเป็นนายท่านเทพเซียนไปแล้วมาตอบแทนบุญคุณเลยเล่า มอบเงินเทพเซียนให้เจ้าสักกองก็ไม่ถือว่าเกินกว่าเหตุ หักลบเป็นเงินทั่วไป มีบ้านดีๆ แบบไหนบ้างในตัวเมืองที่จะซื้อไม่ได้ ไยต้องมาทำงานใช้แรงงานหนักอยู่ที่นี่ทุกวัน

ผู้เฒ่ามีท่าทางขุ่นเคือง อธิบายอย่างกล่อมแกล้มไปว่า “บนตำราบอกไว้แล้วไม่ใช่หรือว่าบุคคลที่ขึ้นไปบนภูเขาแล้วก็ไม่คิดถึงเรื่องของล่างภูเขาอีกแล้ว นั่นเรียกว่าอะไรแล้วนะ ใช่แล้ว เรียกว่าตัดขาดเรื่องทางโลก พวกเราไม่เข้าใจหรอก…”

เว่ยป้อหยุดฟังพวกชาวบ้านคุยกัน เฉินหลิงจวินเหลือบมองศาลที่เมื่อก่อนไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนแห่งนี้ เห็นเพียงว่าตำหนักใหญ่ที่เขียนตัวอักษรขนาดใหญ่ไว้เป็นคำว่า “กองงานแห่งความรัก”

ปูพื้นด้วยก้อนอิฐสีทอง ควันธูปลอยกรุ่น ในตำหนักมีกระโจมม่านโปร่งสีเหลือง ด้านในม่านโปร่งคือเทวรูปสามองค์ที่ลงรักปิดทอง ร่างทองอร่ามเรืองรองเปี่ยมไปด้วยบารมีอำนาจ หนึ่งหลักสองรอง

ตรงกลางคือทูตแห่งม่านหมอกที่เป็นผู้ดูแลเรื่องการแต่งงานในอาณาเขตของมหาบรรพตอุดร บนศีรษะสวมกวานม่วงทอง สวมเสื้อคลุมขนนกกระเรียน ในมือถือสมุดชะตาคู่ ดวงตาสองข้างใสกระจ่าง มีชีวิตชีวาสมจริง

เทพหญิงที่อยู่สองข้างกายมวยผมทรงเมฆา ปักปิ่นไข่มุก หน้าตางดงามเพริศพริ้ง เทพหลักที่อยู่ในกองงานแห่งนี้สัมผัสได้ว่าเว่ยซานจวินมาเยือน เดิมคิดว่าหากเสิ่นจวินไม่หยุดเท้า ก็จะไม่เผยกายรบกวนอารมณ์สุนทรีย์ยามท่องเที่ยวภูเขาของเสิ่นจวินกับสหายรักแล้ว

แต่พอเห็นเสิ่นจวินหยุดเดิน ในใจก็นับหนึ่งถึงสิบเงียบๆ ก่อนจะรีบ “เดินออกมา” จากในเทวรูป ขณะเดียวกันก็บอกให้เทพหญิงที่มีเทวรูปตั้งวางเคียงข้างว่าให้ “รอจังหวะก่อนอย่าเพิ่งลงมือ” ส่วนตัวเองร่ายคาถาอำพรางภาพบรรยากาศรอบกาย กลายร่างเป็นหมอกควันหลากสีกลุ่มหนึ่งที่ล่องลอยไปด้านนอกศาล อยู่ในรูปลักษณ์ของปัญญาชนวัยกลางคน ในมือถือฮู้หยก สีหน้าเคร่งขรึม น้อมกายคารวะอย่างนอบน้อม

“เทพน้อยซางอวิ๋นคารวะเว่ยเสิ่นจวิน”

เว่ยป้อผงกศีรษะตอบรับ “พวกเราแค่ผ่านทางมา ไม่ต้องมากพิธี”

ในสายตาของเหล่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์และขุนนางหญิงมากมายของขุนเขาเหนือ เสิ่นจวินบ้านตนมีท่าทีแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ไม่ร้อนไม่หนาว ทั้งไม่ทำให้คนรู้สึกว่าผลักไสผู้อื่นให้อยู่ไกลเป็นพันลี้ แต่ก็ให้ความรู้สึกว่าอยู่ใกล้เพียงตรงหน้าแต่เหมือนอยู่ไกลสุดขอบฟ้าด้วย

คารวะเว่ยเสิ่นจวินไปแล้ว แน่นอนว่าไม่กล้ามองข้ามเซียนจวินขอบเขตก่อกำเนิดที่มีศาสตร์คงความเยาว์ผู้นั้น แล้วนับประสาอะไรกับที่ว่ากันว่า “เด็กน้อย” คนนี้ยังเป็นคนที่ติดตามเฉินอินกวานขึ้นภูเขามาก่อนใครด้วย

เขาจึงเบี่ยงตัวหันข้างเล็กน้อย ค้อมกายคารวะอีกครั้ง เอ่ยอย่างนอบน้อมว่า “เทพน้อยซางอวิ๋นคารวะบรรพจารย์จงชิง คารวะท่านเทพธิดา”

คิดอะไรก็ได้อย่างนั้นจริงๆ เฉินหลิงจวินยิ้มปากกว้าง ตอนที่เดินกันมา นายท่านใหญ่เฉินยังครุ่นคิดถึงภาพเหตุการณ์แบบนี้อยู่เลยนะ อยู่บนภูเขาลั่วพั่ว อยู่ข้างกายนายท่านบ้านตน เจ้าเรียกข้าว่าจิงชิงหรือเรียกชื่อตรงๆ ข้าก็ไม่กล้าหาเรื่องเจ้า แต่พอมาอยู่ข้างนอกควรจะเรียกข้าว่าอะไร? อะไรนะ สหายจิงชิงหรือ? ต้องเรียกบรรพบุรุษจิงชิงสิ!

เด็กชายชุดเขียวเช็ดปาก หัวเราะอย่างโง่งม ภาพเหตุการณ์ที่กำเริบเสิบสานเช่นนี้แค่คิดก็มีความสุขแล้ว หวนนึกถึงปีนั้น ตอนที่เพิ่งรู้จักกับนายท่าน กลับมาที่เมืองเล็กด้วยกัน ฮ่าๆ ดูเหมือนตนยังเคยยุยงให้นายท่านทำตัวเป็นเศรษฐีบ้านนอกต่ำช้าที่ทำตัวกร่างอยู่ในบ้านเกิด รังแกบุรุษล่วงเกินสตรีอยู่เลยนะ

เวลานี้เห็นเทพในท้องถิ่นที่สถานะขุนนางคือทูตแห่งม่านหมอกอะไรนั่นรู้ใจตนถึงขนาดนี้ เฉินหลิงจวินก็พลันรู้สึกว่าศาลแห่งนี้สร้างได้เล็กเกินไปแล้ว

เว่ยป้อเห็นว่าเจ้าโง่นั่นยังหัวเราะอย่างโง่งมอยู่ตรงนั้นก็ตบไปที่ท้ายทอยของเด็กชายชุดเขียว เอ่ยเตือนว่า “ยังไม่คารวะกลับคืนคนเขาอีกหรือ?”

หัวเฉินหลิงจวินสะบัดตามแรงตบ เขาจึงฉวยจังหวะนี้ยิ้มพลางกุมมือคารวะ “เป็นเกียรติที่ได้พบ เป็นเกียรติที่ได้พบ”

กองงานแห่งความรักของภูเขาพีอวิ๋น ในทำเนียบหยกทองของกรมพิธีการต้าหลีเป็นแค่ขุนนางระดับหกชั้นโท ซางอวิ๋นรีบผงกศีรษะค้อมกายคารวะอีกครั้ง

“มิกล้ารับ มิกล้ารับ บรรพบุรุษจิงชิงแช่งเทพน้อยแล้ว ”

เว่ยป้อพาพวกเขาเดินเล่นขึ้นไปบนภูเขาอีกครั้ง ซางอวิ๋นยืนอยู่ที่เดิมมองส่งพวกเขาจากไป ในใจรู้สึกอิจฉายิ่งนัก หากตนได้รับฝ่ามือนั้นจากเว่ยเสิ่นจวินบ้างก็คงจะดี

เฉินหลิงจวินถามคำถามที่สงสัยมานาน “เสียงในใจตอนขอพรของพวกคนที่มาจุดธูป ขอเงินทอง ขอความร่ำรวย ขอความรัก ขอชื่อเสียงลาภยศ ขอให้อายุยืนยาว แล้วยังมีคำสาบานที่เหมือนการระบายทุกข์การฟ้อง รวมไปถึงคำขอบคุณที่เจ้าทำให้สมหวัง ฯลฯ เจ้าได้ยินครบทุกคำไม่มีตกหล่นจริงๆ หรือ?”

เว่ยป้อพยักหน้าตอบว่า “แน่นอน”

เฉินหลิงจวินถอนหายใจด้วยความทึ่ง “ถ้าอย่างนั้นก็หนวกหูเกินไปแล้ว ทุกๆ วันที่หนึ่งกับวันที่สิบห้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันที่เจ้าบรรลุมรรคา หูสองข้างจะไม่ฟังจนด้านชาไปเลยหรอกหรือ? แยกแยะได้อย่างชัดเจนจริงๆ หรือไร?”

เว่ยป้อยิ้มเอ่ย “ล้วนต้องฟังทุกเสียงไม่ได้ปนกัน แล้วยังต้องบันทึกลงสมุด ห้ามให้มีข้อผิดพลาดใดๆ ด้วย คนที่จริงใจ เสียงที่ดังเข้าหูก็จะดัง คนที่ไม่จริงใจกลับสามารถแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินได้ เสียงขอพรดังจอแจของมนุษย์ธรรมดาก็เหมือนการขัดเกลาร่างทอง การแก้บนด้วยความตั้งใจจริงก็เหมือนการแปะทองให้กบเทวรูปในศาล อันที่จริงสภาพการณ์เช่นนี้ก็ไม่ต่างจากผู้หลอมลมปราณบนภูเขาสักเท่าไร ช่วงแรกของการบุกเบิกถ้ำสถิต ความเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยของฟ้าดินก็ล้วนเสียงดังเหมือนเสียงอสนีบาต นานวันเข้าปรับตัวได้แล้วก็ดีไปเอง

หน่วยเอกสารของกองภูเขาสายน้ำและกองตรวจสอบดูแลของกรมพิธีการต้าหลีจะต้องมาคอยสุ่มตรวจตามระยะเวลาที่กำหนด นี่คือกฎที่ราชครูชยุตั้งเอาไว้ อยู่ในข้อพิจารณาของการประเมินใหญ่ด้วย ถ้าทำได้ดีก็จะเพิ่มหน่วยงานที่ว่าการและกองงานขึ้นมาให้ แต่หากทำได้ไม่ดีก็จะต้องการถอดถอนหน่วยงานและที่ว่าการออก ลดทอนอำนาจลง ระดับความสูงของเทวรูปก็ถูกลดลงเหมือนกัน ”

บทที่ 1161.1 การท่องเที่ยวอย่างเสรี 1

บทที่ 1161.1 การท่องเที่ยวอย่างเสรี 2

บทที่ 1161.1 การท่องเที่ยวอย่างเสรี 3

Verify captcha to read the content.VERIFYCAPTCHA_LABEL

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!