เข้าสู่ระบบผ่าน

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 1161

เฉินหลิงจวินปล่อยมือออก ลุกขึ้นยืน อธิบายอย่างอัดอั้นว่า “หมี่ลี่น้อยรู้สึกว่าอาศัยแค่กินข้าวให้ตัวสูงขึ้นอย่างเดียวนั้นพึ่งไม่ค่อยได้ คิดไปคิดมาก็อยากดูว่าจะสามารถออกไปข้างนอก เลือกลำธารในป่าหรือแม่น้ำลำคลองเล็กๆ ที่กำลังอยู่ในช่วงแห้งแล้ง ให้ข้าร่ายคาถาน้ำจากบนฟ้า ส่วนนางก็ปลุกความกล้าเดินลงน้ำสักหลายๆ ครั้ง เพิ่มพูนขอบเขตของตัวเองได้หรือไม่ ในอาณาเขตของมหาบรรพตอุดรของเว่ยซานจวิน มีความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนที่สามัคคีและงดงาม ไหนเลยจะมีโอกาสเช่นนี้”

เว่ยป้อด่าขำๆ ไปคำหนึ่ง “รู้จักประจบเอาใจจริงๆ”

เฉินหลิงจวินกล่าวต่ออีกว่า “ไปชมทัศนียภาพอันยิ่งใหญ่ตระการตาของที่นั่นแล้ว หากยังมีอารมณ์อยากเที่ยวเล่นต่อ พวกเราก็จะไปที่ธวัลทวีปของเทพเซียนผู้เฒ่าจิงดู ช่วงนี้ข้าได้รวบรวมรายงานภูเขาสายน้ำที่เกี่ยวกับธวัลทวีปและภูเขาชิงกงมาได้บางส่วน

เฮอะ ด้วยนิสัยที่หากเห็นความอยุติธรรมระหว่างทางก็ต้องคำรามก้องของข้าแล้ว หากมีแค่ตัวเองก็ยังไม่เท่าไร อย่างมากก็แค่ใครทำคนนั้นก็รับผิดชอบ แต่เมื่อพาหมี่ลี่น้อยออกไปท่องยุทธภพด้วยกัน ข้าก็ต้องเพิ่มความระวังให้มากหน่อย ตอนแรกก็เพราะกลัวว่าเทพเซียนผู้เฒ่าจิงจะแบกรับภาระไม่ได้น่ะสิ นายท่านใหญ่ทั้งหลายมาจับกลุ่มดื่มเหล้ากัน คำพูดต้องหารให้ดี เรื่องพวกนี้ข้าล้วนเข้าใจ อยู่บนโต๊ะเหล้าตบอกดังสนั่นฟ้า ไม่ว่าเรื่องอะไรก็เหมาเอามารับผิดชอบเองทั้งหมด แต่นอกโต๊ะเหล้าเจอเรื่องอะไรเล็กน้อยก็ล้วนจัดการได้ยากแล้ว ”

เว่ยป้อยิ้มเอ่ย “ถือว่าเจ้ายังมีความเข้าใจในตัวเองอยู่บ้าง”

เฉินหลิงจวินรำคาญนิสัยของบัณฑิตที่ชอบอวดอ้างคุณธรรม พูดจาซ่อนความนัยเหน็บแนมของเว่ยเย่โหย่วมากที่สุด เพียงแต่ว่าไม่ได้อยู่ในภูเขาลั่วพั่ว เขาจึงยอมอดทนข่มกลั้นกับอีกฝ่ายไว้ก่อน

“ผลคือรวบรวมรายงานเก่ามาได้หลายสิบฉบับ เจ้าเดาดูสิว่าเป็นอย่างไร คือความน่ายินดีที่ไม่คาดฝัน พบว่าเทพเซียนผู้เฒ่าจิงที่อยู่บนโต๊ะเหล้ายยังพูดจาถ่อมตัว ละมุนละม่อมเกินไป อะไรที่บอกว่าหากเกิดเรื่องให้บอกชื่อของเขาออกไป เขาที่อยู่ที่นั่นพอจะมีหน้ามีตาอยู่บ้าง ไม่ว่าบนภูเขาหรือล่างภูเขาก็ล้วนต้องเห็นแก่หน้าของเขา คิดดูแล้วคงไม่ถือสาพวกเรามากเกินไป บุญคุณความแค้นบางอย่าง อุปสรรคความยุ่งยากเล็กน้อยบนภูเขา แน่นอนว่าล้วนเป็นความเข้าใจผิดทั้งหมด ไม่ตีกันก็ไม่ได้รู้จักกัน… ฮ่า เปิดอ่านรายงานแล้วถึงเพิ่งรู้ว่าที่แท้เทพเซียนผู้เฒ่าจิงอยู่ในบ้านเกิดของเขา พูดจาแข็งกระด้าง ทำอะไรเผด็จการ มีชื่อเสียงบารมีอำนาจ สมกับเป็นวีรบุรุษอย่างมาก ดูเหมือนว่านอกจากถ้ำสวรรค์เทียนอวี๋ที่ไม่ค่อยไว้หน้าเขาแล้ว ทั่วทั้งธวัลทวีป บนภูเขาและล่างภูเขา ไม่ว่าใครก็ต้องยกนิ้วโป้งให้กับเทพเซียนผู้เฒ่าท่านนี้ทั้งนั้น!”

เห็นเฉินหลิงจวินสะบัดนิ้วโป้ง เว่ยป้อก็หัวเราะร่วน จิงเฮาไม่พูดแบบนี้ หรือว่าอยู่ต่อหน้าเฉินหลิงจวินจะให้เขาพูดว่าตัวเองคือคนที่สามารถเดินกร่างอยู่ในธวัลทวีปได้?

เว่ยป้อกล่าว “เจ้านำความไปบอกป๋ายเตงหน่อย ให้เขาไม่ต้องจับตามองแม่น้ำอวี๋เย่อยู่ตลอดเวลาแล้ว ระวังว่าอะไรที่มากเกินไปก็จะไม่มีดี”

“มีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือ? ทำไมข้าถึงไม่รู้ล่ะ ” เฉินหลิงจวินนวดคลึงปลายคาง เอ่ยว่า “วางใจเถอะ ข้าจะนำความไปบอกเอง ให้เฉิงฉว่อระมัดระวังให้ดี”

หางตาของเว่ยป้อเหลือบมองประเมินเด็กชายชุดเขียว ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนและวิถีทางโลก วิธีการในวงการขุนนาง นับว่าพอจะพัฒนาการอยู่บ้าง ทุกวันนี้มีภูเขาลูกเล็กที่เป็น “ศาลเถื่อน” ไม่สะดุดตาเพิ่มมาอีกแห่งหนึ่ง คือพี่น้องสามคนร่วมโต๊ะสุราที่มีสุขร่วมเสพมีทุกข์ร่วมต้าน ภักดีมีน้ำใจต่อพวกพ้องอย่างถึงที่สุด

สามพี่น้องอยู่ในภูเขาลั่วพั่ว ต่างก็เคยเห็นโลกกว้างกันมาบ้างแล้ว แม้จะบอกว่าไม่เคยมีการเข่นฆ่าหรือประลองวิชาคาถาที่สะเทือนขวัญอะไร แต่ดื่มเหล้าร่วมโต๊ะกับเฉินหลิงจวิน ได้เจอกับหลิวสือลิ่วที่พาป๋ายเหย่ซึ่งสวมหมวกหัวเสือมาด้วยกัน…. จิตแห่งมรรคาแต่ละดวง ก็ถูกขัดเกลาจนแข็งแกร่งอย่างถึงที่สุด พวกเขาสามคนบุกรุดหน้าและถอยร่นพร้อมกันอยู่ตลอดเวลา คอยช่วยส่งเสริมกันและกัน ทำไมจะไม่ใช่พี่น้องผู้ฝากชีวิตไว้ด้วยกันได้ซึ่งเห็นน้ำใจที่แท้จริงตอนที่เผชิญความทุกข์ยากเล่า?

ป๋ายเตงที่สืบสายเลือดชั้นสูงมาจากวังมังกรบนพื้นพสุธา เพิ่งจะได้เกียรติเลื่อนขั้นเป็นเทพวารีของแม่น้ำเถี่ยฝู หยางฮวาเทพวารีที่เป็นเทพวารีแม่น้ำเถี่ยฝูคนก่อน ทุกวันนี้สถานะสูงศักดิ์ล้ำค่าถึงเพียงใด และในวงการขุนนางก็พิถีพิถันในเรื่องของพื้นที่ฮวงจุ้ยมงคลเช่นเดียวกัน ดังนั้นการที่ป๋ายเตงสามารถมาเสริมตำแหน่งที่ว่างลงนี้ได้ แม้จะอยู่นอกเหนือการคาดการณ์ แต่กลับสมเหตุสมผลดีแล้ว ในราชสำนักมีคนรู้จักก็เป็นขุนนางได้ง่าย แล้วนับประสาอะไรกับที่ป๋ายเตงยังมีคนรู้จักใน “ราชสำนัก” ไม่ใช่แค่คนเดียวเท่านั้น เฉิงฉว่อที่หลายวันมานี้ทำหน้าที่เป็นนักเขียนนิยาย ตวัดพู่กันไม่หยุดหย่อน ทุกวันนี้อยู่ในจวนเทพวารีทำหน้าที่เป็นกุนซือหัวสุนัข ร่วมแรงร่วมใจเพื่อสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่

เกาเกิงขอบเขตหยกดิบ ศิษย์รักของจิงเฮาบินทะยานเฒ่าแห่งหลิวเสียนทวีป ทุกวันนี้ก็มีสถานะสูงศักดิ์เป็นถึงราชครูอยู่ในราชวงศ์จินผู เป็นเพื่อนบ้านกับสำนักฝูเหยาที่เลือกที่ตั้งไว้ในภูเขาเฉวียนเจียวของกู้ช่าน จวนเทพวารีแม่น้ำเถี่ยฝูกับจวนราชครูราชสำนักจินผู สองฝ่ายมักจะส่งจดหมายไปมาหากันเป็นประจำ บอกเล่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุด บอกให้อีกฝ่ายรู้ว่าตัวเองยังสบายดี

เฉินหลิงจวินพูดเสียงเบา “ข้าเคยเตือนพวกเขาแล้ว เจ้าก็ห้ามอาฆาตแค้นนะ ห้ามหาเรื่องแม่น้ำเถี่ยฝูเด็ดขาด”

เว่ยป้อกล่าว “มีบรรพบุรุษจิงชิงคอยปกป้อง แม่น้ำเถี่ยฝูยังต้องกลัวเรื่องนี้อีกหรือ?” เฉินหลิงจวินบ่น “พูดประชดอีกแล้ว ”

เว่ยป้อกล่าว “ไปถึงทวีปแดนเทพแผ่นดินกลาง จำไว้ว่าอย่าหาเรื่อง แล้วก็ไม่ต้องกลัวว่าจะเกิดเรื่อง”

เฉินหลิงจวินอารมณ์ดีทันที เว่ยเย่โหย่วที่ไม่พูดจาประชดเหน็บแนมนั้นดีมากเลยล่ะ

เว่ยป้อกล่าว “คาดว่าเรื่องการเปิดยอดเขาของภูเขาลั่วพั่ว อีกเดี๋ยวก็ต้องถูกเสนอเข้าวาระการประชุม เจ้าสามารถพิจารณาดูได้”

เฉินหลิงจวินเอียงศีรษะ สายตานั้นไม่รู้ว่าใสกระจ่างหรือมึนงงกันแน่ มองเว่ยป้ออย่างเหม่อลอยอยู่อย่างนั้น

……

สำนักกระบี่หลงเซียงตั้งอยู่ติดทะเล หน้าผาสูงตั้งตระหง่าน มหาสมุทรและแผ่นฟ้าเชื่อมติดกัน ทุกครั้งที่คลื่นลูกใหญ่กระทบชายฝั่ง ริ้วคลื่นโถมตัวสูงราวกับจะแตะฟ้าคราม ยอดคลื่นสูงก็ราวกับจะกรอกเทเข้าใส่ตะวันจันทรา

ตัวอักษรที่แกะสลักบนหน้าผาคือคำว่า “ใต้ฝ่าเท้าคือแผ่นฟ้าและมหาสมุทร” ที่เปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจอันล้นเหลือ คลื่นทะเลซัดถาโถมเชี่ยวกราก ประดุจปราณกระบี่ที่บีบคั้น

พอถัวเหยียนฮูหยินจากไป ฉีถิงจีก็นั่งลงบนเสื่อไม้ไผ่ สีหน้าของเขาเปลี่ยนมาเป็นมืดทะมึนทันใด สะบัดชายแขนเสื้อสกัดกั้นฟ้าดิน ถามเข้าประเด็นโดยตรงว่า “เกิดอะไรขึ้น ?”

ลู่จือไม่เข้าใจจึงย้อนถามว่า “อะไรคือเกิดอะไรขึ้น ?”

ฉีถิงจีกล่าวอย่างมีโทสะ “ชีวิตและมหามรรคาสามารถเล่นสนุกเป็นเด็กเล่นแบบนี้ได้หรือ?!”

ลู่จือถามอย่างสงสัย “เล่นสนุกเป็นเด็กอย่างไร?”

ฉีถิงจีตบโต๊ะ “ลู่จือ!”

ฝูเหยาทวีปที่สงครามดำเนินไปอย่างดุเดือดโหดร้าย หลิวทุ่ยแห่งเทียนเหยาเซียงที่ขอบเขตลดระดับลง ต่อให้มีหยางเชียนกู่ที่เป็นบินทะยานเก่า หลิวทุ่ยก็ยังเป็นเจ้าบ้านของหนึ่งทวีปได้อย่างสมชื่อ ฉีถิงจีขึ้นฝั่งมา หลังจากสองฝ่ายพบหน้ากัน หลิวทุ่ยที่เป็นฝ่ายเสนอตัวว่าจะเป็นผู้ถวายงานที่ได้รับการบันทึกชื่อของสำนักกระบี่หลงเซียงก็เดินทางเป็นเพื่อนเขาไปตลอดทาง

ส่วนการปิดด่านของลู่จือนั้น ฉีถิงจีไม่เป็นกังวลเลยแม้แต่น้อย หนึ่งเพราะในฐานะผู้ฝึกตน ลู่จือสะสมพลังตบะมานานมากแล้ว พิสูจน์มรรคาบินทะยานก็คือเรื่องที่เป็นดั่งน้ำมาลำคลองก่อเกิด ปิดด่านสำเร็จนั้นไม่มีค่าพอให้ต้องประหลาดใจ ไม่สำเร็จต่างหากถึงจะแปลก อีกอย่างอยู่ในใต้หล้าไพศาล ใครเล่าจะกล้ามาหาเรื่องลู่จือ? นางไม่ไปหาเรื่องใครก็ดีแล้ว

เขาฉีถิงจีส่งกระบี่อยู่ในกำแพงเมืองปราณกระบี่ นั่นคือหน้าที่ที่สมควรทำมิอาจหลีกเลี่ยง และลู่จือที่ต่อให้ไม่เรียกตัวเองว่าเป็นคนของไพศาลอย่างภาคภูมิใจ แต่มองกำแพงเมืองปราณกระบี่เป็นบ้านเกิดของตัวเองมาโดยตลอด ทุกวันนี้ในใต้หล้าไพศาลใครบ้างที่ไม่เคารพเลื่อมใสลู่จือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ฝึก ลมปราณหญิงทั้งหลายเหล่านั้นที่ขอแค่พูดถึงลู่จือก็จะต้องการมีสีหน้าสดชื่นแจ่มใส พวกนางเสียดายแค่ว่าเซียนกระบี่ลู่อาจแกะสลักตัวอักษรได้ เอ่ยประโยคที่ไม่น่าฟังสักหน่อย หากฉีถิงจีกำจัดผู้ฝึกตนบนยอดเขาคนใดเพราะความแค้นส่วนตัว พวกคนที่ดูแลกิจธุระทั้งหลายของศาลบุ๋นแผ่นดินกลางคงไม่มีทางช่วยพูดแทนเขา อย่างมากก็แค่ไม่ลำเอียงเข้าข้างใคร ยึดความถูกต้องเป็นหลัก

แต่หากเปลี่ยนมาเป็นลู่จือ ซิวไฉเฒ่าจะสนไม่สน? คาดว่าแม้กระทั่งหย่าเซิงก็น่าจะยังช่วยนางพูดสองสามประโยค ถึงขั้นที่ว่าแม้กระทั่งหลีเซิ่งก็ยังต้องเปิดปาก

ฉีถิงจีถาม “เจ้าลัทธิลู่เคยพูดจริงๆ หรือว่าการสลับตำแหน่งของพื้นที่มงคลสองแห่งคือทางเลือกที่ดีที่สุด?”

ลู่จือพยักหน้า “ลู่เฉินเคยพูดก็จริง แต่จะใช่คำพูดล้อเล่นหรือไม่ ข้ากลับไม่แน่ใจแล้วเจ้าสำนักแค่ฟังผ่านไปก็พอ”

ฉีถิงจีกล่าว “เจรจากับหลิวทุ่ยรู้เรื่องแล้ว ข้าจะเดินทางไปยังพื้นที่มงคลเซียนสีด้วยตัวเอง สลับเปลี่ยนกับพื้นที่มงคลเทียนเหยาเซียง”

หยุดชะงักไปเล็กน้อย ฉีถิงจีก็ถามว่า “เจ้ารู้ประวัติความเป็นมาที่แท้จริงของภูเขาบรรพบุรุษในเทียนเหยาเซียงแห่งนั้นไหม?”

ลู่จือส่ายหน้า “ข้าหรือจะรู้เรื่องลับของไพศาลที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับข้าแม้แต่น้อยพวกนี้”

ฉีถิงจีทำท่าจะพูดแต่ก็ไม่พูด ลู่จือขมวดคิว “เรื่องของการสลับเปลี่ยนพื้นที่มงคล หลิวทุ่ยเปิดราคาสูงมาก อยากจะทุ่มเงินซ่อมแซมภูเขาบรรพบุรุษ ดังนั้นทางฝั่งของพวกเราจึงค่อนข้างลำบากใจหรือ? คราวก่อนที่ไปเยือนเปลี่ยวร้าง ข้ายังพอมีเงินเก็บอยู่บ้าง พอจะเอามาชดเชยช่องโหว่นี้บ้างหรือไม่?”

ฉีถิงจีหลุดหัวเราะพรืด ส่ายหน้าเอ่ย “ไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ มันคนละเรื่องกันเลย หลิวเสี่ยงเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่ได้โลภมากในทรัพย์สินเงินทอง”

ลู่จือยิ่งสงสัยมากกว่าเดิมจึงถามตรงๆ ว่า “ไอ้หมอนี่คิดอยากจะผูกสมัครเป็นคู่บำเพ็ญเพียรกับข้าหรือไร?”

ฉีถิงจีหลุดขำอย่างไม่อยู่ โบกมือเป็นพัลวัน “หลิวทุ่ยนั้นมีใจเป็นโจรแต่ไม่มีความกล้าพอจะเป็นโจร เขาไม่กล้าเปิดปากแน่นอน” บอกตามตรง หลิวทุ่ยเลื่อมใสลู่จือจริง แต่หลิวทุ่ยหรือจะกล้าเป็นฝ่ายหาเรื่องโดนฟัน ฉีถิงจียิ่งไม่กล้าเป็นผู้เฒ่าจันทรา

ภูเขาบรรพบุรุษของสำนักที่เทียนเหยาเซียงมีชื่อว่า ภูเขาปี้เซียว สำนักเบื้องล่างคือแดนบินแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ในธวัลทวีป ได้ครอบครองถ้ำสวรรค์ป๋ายฉือหนึ่งในสามสิบหกถ้ำสวรรค์เล็ก การประชุมที่ศาลบุ๋นคราวก่อน อิงตามคุณูปการการสู้รบเล็กใหญ่ ศาลบุ๋นได้มอบพื้นที่มงคลออกไปสี่แห่ง นอกจากสำนักกระบี่หลงเซียงแล้วก็ยังมีเทียนเหยาเซียงของหลิวทุ่ย และยังมีนครมังกรเฒ่าของแจกันสมบัติทวีป สำนักกุ้ยหยกของใบถงทวีป ระดับชั้นของพื้นที่มงคลต่างกันไม่มาก แบ่งออกเป็นชื่อ ชิงหนี เสวียนกง ซวงหลี ฝูอี

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!