บรรพจารย์บุกเบิกภูเขาของเทียนเหยาเซียงคือผู้ฝึกตนอิสระคนหนึ่งที่มีฉายาว่า “นักพรตตัวเป่า” (มากสมบัติ) คนบนโลกไม่รู้ว่าเขามีชาติกำเนิดจากเผ่าปีศาจ นักพรตมีชื่อเสียงเลื่องลือก็เพราะว่ามีสมบัติอาคมติดตัวอยู่มากมาย ทั้งชีวิตไม่มีความชื่นชอบใดๆ เพียงแค่ติดสุราเป็นชีวิตจิตใจ เฝ้าอยู่บนภูเขาลูกหนึ่งอย่างเดียวดายมาเนิ่นนาน ระยะเวลาที่กำหนดกำลังจะมาถึง ถึงได้รับลูกศิษย์ที่ไม่ได้รับการบันทึกชื่อคนหนึ่ง แล้วมอบถุงที่บรรจุสมบัติไว้จนเต็มไปให้กับเขา เทียนเหยาเซียงของฝูเหยาทวีปจึงได้แตกกิ่งก้านสาขานับแต่นี้
หลังสงครามใหญ่ผ่านไป แม้ว่าภูเขาปี้เซียวจะพังพินาศไม่เหลือชิ้นดี เหลือแต่ชื่อเท่านั้น แต่จะดีจะชั่วก็ยังมีพื้นที่ว่างสำหรับการทุ่มเงินซ่อมแซม ต้องมีวันใดวันหนึ่งที่ได้กลับคืนมาสู่สภาพเดิม แรกเริ่มฉีถิงจีแค่มีการคาดเดาบางอย่างเท่านั้น รอกระทั่งครั้งนี้เดินทางท่องเที่ยวอยู่ในฝูเหยาทวีปไปด้วยกัน คำพูดที่เอ่ยอย่างตรงไปตรงมาของหลิวทุ่ยก็ได้พิสูจน์การคาดเดาของฉีถิงจีแล้วก็จริงดังคาด ภูเขาปี้เซียวของหลิวทุ่ยกับภูเขาชิงกงของจิงเฮาแห่งธวัลทวีปต่างก็มีสภาพการณ์ที่ไม่ต่างกันนัก
เจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวชายหาดลั่วเป่าในอดีต นักพรตไช่โจวในภายหลัง และต่อมาก็คือเจ้าอารามกวานเต๋าตงไห่ ตอนนั้นหลิวทุ่ยมีสีหน้าเลื่อนลอย “ต้องทวงคำกล่าวที่แม่นยำมาให้ได้ถึงจะวางใจที่ลอยค้างเติ่งอยู่ลงได้ ต่อให้เป็นคนที่ทำอะไรกำเริบเสิบสานอย่างหลิวทุ่ยก็ยังไม่กล้าเป็นฝ่ายไปหาเจ้าอารามผู้เฒ่าท่านนั้น เขาไม่มีความกล้านี้เลยจริงๆ
ลู่จือฟังเรื่องลับบนภูเขาพวกนี้แล้วก็เอ่ยว่า “เรื่องอย่างการนำความไปบอกเช่นนี้ เจ้าพูดกับอินกวานโดยตรงก็ได้แล้ว ผู้ฝึกกระบี่เสี่ยวโม่ผู้ติดตามของเขา ดูเหมือนว่าจะสนิทกับเจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวมาก”
ฉีถิงจีเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา “ข้ากลัวว่าใต้เท้าอินกวานจะฉวยโอกาสนี้ขูดรีดราคาเกินจริง ” เรื่องที่สำนักกระบี่หลงเซียง “ดักชิง” เอากระบี่ส่วนตัวไปหลายท่าน ฉีถิงจีไม่เชื่อว่าเฉินผิงอันจะไม่อาฆาตแค้น
ลู่จือพลันหัวเราะ “หลิวทุ่ยมาหาฉีถิงจี ฉีถิงจีมาหาลู่จือ ลู่จือไปหาอินกวาน อินกวานไปหาเสี่ยวโม่ เสี่ยวโม่ไปหาเจ้าแห่งถ้ำปี้เซียว? วกวนซับซ้อนจริงๆ ต้องให้ถึงขนาดนั้นเลยหรือ?”
พอลู่จือพูดอย่างนี้ ฉีถิงจีก็รู้สึกตลกเหมือนกัน “เรื่องนี้ข้าจะอธิบายให้อินกวานฟังคร่าวๆ แต่เขาจะเต็มใจช่วยหรือไม่ แล้วจะช่วยให้เสียเรื่องหรือไม่ ข้าก็ไม่สนหรอกนะ”
ฉีถิงจีพยักหน้า “แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว”
ลู่จือออกคำสั่งไล่แขก “เจ้าสำนักยังมีเรื่องอยากถามอีกไหม?”
ฉีถิงจีส่ายหน้า ลุกขึ้นเตรียมจะจากไป แต่จู่ๆ ก็คิดอะไรขึ้นมาได้ จึงถามว่า “ก่อนจะปิดด่าน แอบไปที่ภูเขาเฉวียนเจียวมา ได้เจอกับป๋ายจิ้งแห่งเปลี่ยวร้างและหลิวซวีแห่งลำคลองหลัวหม่าแล้วหรือ?”
ลู่จือย้อนถาม “เจ้าสำนักอยากประลองเวทกระบี่กับป๋ายจิ้งหรือ?”
ฉีถิงจีส่ายหน้า “ไม่มีความจำเป็น” ป๋ายจิ้งที่ชอบแย่งฉายาคนอื่นคือบรรพจารย์ครึ่งตัวของผู้ฝึกตนอิสระในยุคหลัง ไม่ใช่หรือ?
ฉีถิงจีลังเลเล็กน้อย ก่อนเอ่ยว่า “อาจารย์เจิงคุยอะไรกับเจ้าหรือ?”
ลู่จือยิ้มกล่าว “พวกเจ้าแต่ละคนล้วนสนใจเจิงจวีจงขนาดนี้เลยหรือ? ถัวเหยียนถามอย่างอ้อมๆ เส้าอวิ๋นเหยียนก็ถามอย่างระมัดระวัง แม้กระทั่งผู้อาวุโสกระบี่ส่วนตัวทั้งหลายก็ยังอยากรู้ว่าข้าเจอกับเจิงจวีจงแล้วพูดคุยเรื่องอะไรกัน”
ฉีถิงจีเอ่ยอย่างอ่อนใจ “ไม่ใช่ว่าไม่วางใจ ก็แค่อยากรู้เท่านั้น ในเรื่องนี้ข้าเองก็ไม่ได้ดีไปกว่าพวกเขาสักเท่าไรหรอก”
เดิมอยากจะเตือนลู่จือว่าอย่าได้เรียกชื่อเจิงจวีจงตรงๆ แต่พอคิดดูอีกที เขาก็ล้มเลิกความคิดนั้น ลู่จือหลุดขำอย่างอดไม่อยู่ “อันที่จริงเจิงจวีจงถามถึงเรื่องขนบธรรมเนียมของกำแพงเมืองปราณกระบี่ ค่อนข้างจะเป็นเรื่องยิบย่อย ข้าคร้านจะพูดถ้อยคำเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมาอีก หรือไม่ให้ข้าเขียนเนื้อหาที่พูดคุยกันลงสมุด แล้วพวกเจ้าก็เอาไปเปิดอ่านกันเอาเองดีไหม?”
ฉีถิงจีเงียบไม่ตอบ ไม่ให้คำวิจารณ์ใดๆ เขาลุกขึ้นเดินออกไปจากเพิงพักที่สร้างขึ้นมาชั่วคราว ถัวเหยียนฮูหยินได้ปลูกต้นเหมยไว้มากมายในภูเขา พวกมันต่างก็เติบโตงอกงามได้เป็นอย่างดี
เดิมทีถัวเหยียนฮูหยินก็เป็นต้นเหมยที่กลายมาเป็นภูติอยู่แล้ว อีกทั้งดินและน้ำของสำนักกระบี่หลงเซียงก็ยอดเยี่ยม นอกจากนี้เจ้าลัทธิลู่ยังได้มอบประโยคดีๆ สองประโยคให้กับนาง นั่นก็ยิ่งเป็นกุญแจสำคัญ คงเป็นเพราะรอกระทั่งพวกมันออกผลบ๊วยแล้วก็จะเป็นโอกาสในการฝ่าทะลุขอบเขตเลื่อนเป็นเซียนเหรินของถัวเหยียนฮูหยิน
ภูเขาลั่วพั่ว เซียนเว่ยร้องเพลงรักอยู่ตรงตีนเขา พอร้องจบไปหนึ่งบทเพลงถึงได้สังเกตเห็นว่าใกล้เคียงมีผู้ฟังมาเพิ่มอีกคน คือบัณฑิตวัยกลางคนที่มาเป็นแขกบนภูเขากับอาจารย์เจิง เข้ามานั่งอยู่ตรงขั้นบันไดของตีนภูเขา ต่อให้ไม่มีกลองไม้ไผ่ทรงยาว แผ่นไม้ไผ่เคาะประกอบจังหวะมาช่วยประสานเสียงบทเพลงก็ยังคงดังก้องกังวาน
เซียนเว่ยเขินอายอย่างยิ่ง จึงหาข้ออ้างลวกๆ ว่า “ไฉนอาจารย์หลิวถึงได้ไม่มาพักบนภูเขากับสหายลู่เล่า?”
หลิวเสี่ยงยิ้มเอ่ย “อันที่จริงลู่เสิ่นก็ไม่ได้พักอยู่ที่นี่ เขากลับไปฝึกตนที่ยอดเขาทียนตูต่อแล้ว เขาบอกว่าครั้งนี้ขึ้นเขามา บางทีอาจเป็นเพราะโชควาสนามาเยือน สติปัญญาจึงบังเกิด เอาเป็นว่ามันทำให้เขาตระหนักรู้บางอย่างได้เพิ่มมากขึ้น บอกว่าวันหน้าไม่แน่อาจจะมารบกวนที่ภูเขา มาสัมผัสกลิ่นอายเซียนบ่อยๆ”
เซียนเว่ยพยักหน้า “ญาติห่างไกลไม่สู้เพื่อนบ้านใกล้เคียง ควรต้องแวะเวียนมาหากันบ่อยๆ”
หลิวเสี่ยงกล่าว “ลู่เสิ่นฝากให้ข้านำความมาบอก ขอเชิญให้นักพรตเซียนเว่ยไปเป็นแขกที่ยอดเขาทียนตูเมื่อมีเวลาว่าง”
เซียนเว่ยพยักหน้า “หากมีเวลาว่างจะต้องไปแน่นอน” ก็แค่คำพูดเกรงใจตามมารยาทเท่านั้น เมื่อเทียบกับคำว่า “คราวหน้าข้าเลี้ยงเอง” บนโต๊ะเหล้าแล้วก็ถือว่า “เป็นพวกเดียวกัน”
เซียนเว่ยทั้งต้องเฝ้าประตูอยู่ที่นี่ หากมีเวลาว่างก็ต้องไปทำงานอยู่ที่ภูเขาเชียงฮว่อไหนเลยจะมีเวลาว่างไปเดินเล่นที่ภูเขาบ้านคนอื่น อีกอย่างไปเยี่ยมเยือนยอดเขาทียนตูก็ถือเป็นการไปเยือนครั้งแรก ก็ไม่ควรต้องพกของขวัญไปด้วยหรอกหรือ?
แล้วนับประสาอะไรกับที่ลู่เสิ่นคือเจ้าประมุขสกุลลู่ของสำนักหยินหยางแผ่นดินกลางเล่าลือกันว่าคือผู้ฝึกบำเพ็ญตนที่มีคุณูปการสมบูรณ์พร้อม เทพเซียนผู้เฒ่าอย่างคนเขาพูดจาเกรงใจกับเจ้า นั่นถือว่ามีมารยาท เจ้ากลับจะไม่เกรงใจกันเลยสักนิด? นั่นเรียกว่าโง่เง่าขาดไหวพริบ ลู่เสิ่นย่อมไม่มีความกล้าที่จะเป็นฝ่ายเชื้อเชิญให้นักพรตท่านนี้ไปเป็นแขกที่ยอดเขาทียนตู เพียงแต่หลิวเสี่ยงเห็นว่าเขาน่าสงสาร ทั้งยังให้ยืมตำราไปแล้วด้วย ถึงได้ยอมลงมือช่วยเหลือครั้งหนึ่งเป็นกรณียกเว้น
หลิวเสี่ยงยิ้มถาม “นักพรตเซียนเว่ย อยากจะขอความรู้จากท่านสักเรื่อง ไม่ทราบว่าอะไรคือคุณูปการสมบูรณ์พร้อม?”

VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!