ไม่เหมือนกับ “ลานประลองยุทธ์” ของเฉินผิงอันกับเจียงเซ่อ การประชันฝีมือระหว่างอู๋ซวงเจียงกับเจียงเซ่อคือการใช้กายธรรมปะทะกายธรรม สอดคล้องกับการประลองวิชาคาถาของผู้ฝึกตนบนยอดเขามากกว่า
กายธรรมของอู๋ซวงเจียงสวมเสื้อเกราะสีสด บนศีรษะสวมกวานหยก ตรงเอวพกกระบี่เหมือนภาพวาดฝาผนังสีเขียวที่อยู่ในศาลของลัทธิเต๋า
ในกวานหยกเขียวนั้นมีการหลอมแท่นบัญชาการของตระกูลเซียนแห่งหนึ่งเอาไว้ตรงใจกลางของแท่นสูงมีธงใหญ่ปักตระหง่าน แม่ทัพเทพและมัลละยันต์นับหมื่นมารวมตัวกันเหมือนฝูงมด หากมองอย่างละเอียดจะเห็นได้ว่าต่อให้เป็น “พลทหารตัวเล็กไร้ชื่อเสียง” ที่อยู่ริมขอบของค่ายกลใหญ่ ใบหน้าก็ถึงกับคัดลอกมาจากภาพเหมือนของแม่ทัพที่มีชื่อเสียงในแต่ละยุคแต่ละสมัย แขนเสื้อเกราะลงรักสีทองด้านหนึ่งของกายธรรมใหญ่โตโอฬารแกะสลักคำบวงสรวงไว้หลายบท พอจะมองเห็นควันดินปืนผุดขึ้นได้รำไร กลิ่นอายดุร้ายลอยกรุ่น เสียงรัวกลองเป็นระลอก เสียงกีบเท้าเท้า เสียงลูกธนูดังแหวกอากาศดังลอยมา… แขนอีกข้างแกะสลักภาพสนามรบโบราณ ภาพภูเขาสายน้ำและเส้นทางการเดินทัพเอาไว้หลายต่อหลายภาพ
กายธรรมของเจียงเซ่อสวมเสื้อเกราะสีทอง ด้านหลังมีวงรัศมีแสงของดวงจันทร์เต็มดวงที่เป็นสีแดงสดขนาดใหญ่มหึมา สองแขนล้อมวนไว้ด้วยแสงรุ้งหนึ่งขาวหนึ่งดำที่ซุกซ่อนสัจธรรมแท้จริงแห่งมหามรรคาเอาไว้ ต่างคนต่างร่ายวิชาอภินิหาร
ในเวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูป อู๋ซวงเจียงก็เรียกสมบัติอาคมในการโจมตีออกมาเกือบร้อยชิ้นแล้ว กระแทกเข้าใส่กายธรรมของเจียงเซ่อ พวกมันลากเส้นโค้งพร่างพราวเส้นหนึ่งไว้กลางอากาศ สีสันแตกต่างกันไป สาดส่องให้ฟ้าดินสว่างไสว นอกจากนี้อู๋ซวงเจียงยังเรียกยันต์ใหญ่หลายสิบชนิดออกมา พูดถึงแค่ยันต์สีม่วงทองแผ่นหนึ่งในนั้นที่ลอยอยู่กลางอากาศเหนือสนามรบก็คล้ายกับคลังยุทโธปกรณ์แห่งหนึ่งที่เก็บสะสมอาวุธจำนวนนับไม่ถ้วนเอาไว้ มีอาวุธมากมายเหลือคณานับที่พุ่งไปรวดเร็วราวกระบี่บิน กระแทกเข้าใส่เจียงเซ่อ แล้วก็มียันต์ “จื่อกวาน” อีกแผ่นหนึ่งที่มีผีและวิญญาณอาฆาตแค้นจำนวนมากมายเกินกว่าจะนับได้ไหวพากันกรูออกมา แยกกันจัดขบวนรบ สวมเสื้อเกราะแบ่งออกเป็นห้าสี ทุกครั้งที่มีสมบัติอาคมกระแทกใส่บนร่างกายธรรมของเจียงเซ่อ
จะต้องมีเสียงฟ้าคำรณดังขึ้นมาระลอกหนึ่ง แสงสีทองเจิดจ้าฝนไฟ สาดแผ่ออกไปทั่วสารทิศ เจียงเซ่อถือหอกโฟเจินไว้ในมือ ปลายหอกชี้ตรงไปยังกายธรรมหลากสีของอู๋ซวงเจียง พริบตาเดียวก็แทงทะลุให้เป็นรูสีดำทมิฬรูหนึ่ง ด้านในว่างเปล่าไม่มีสิ่งใด ประหนึ่งน้ำวนที่หมุนวนขึ้นมาในมหามรรคา
เจียงซ่างเจินรู้สึกเพียงอกสั่นขวัญผวา เอ่ยชมไม่ขาดปากช่วยไม่ได้ ไปเป่าทวีปน้ำตื้นการประลองมรรคกถาระหว่างกัน ต่างก็ไม่ค่อยยินดีจะลงมืออำมหิตอย่างเต็มที่นัก ผู้ฝึกตนอุตรกุรุทวีปยังค่อนข้างที่จะยากจน ก็จริงนะ สถานที่แห่งหนึ่งที่มีผู้ฝึกกระบี่มากมายดุจก้อนเมฆ ชอบไปรื้อศาลบรรพจารย์บ้านคนอื่นมากที่สุด จะมีเงินได้อย่างไร
ชุยตงซานกล่าวมีผู้ฝึกตนอยู่แค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่ตอนออกจากบ้านจะเป็นอย่างอวี๋เสวียนที่ทุกครั้งยามต้องลงจากภูเขาจะต้องพกยันต์กักกระบี่ไปด้วยปึกใหญ่
ส่วนหลิวจี้เป่า หลบซ่อนอำพรางมานานหลายปี ในเมื่อผสานมรรคาสำเร็จแล้ว ก็จะต้องถึงเวลาที่ควรแสดงฝีมือได้บ้างแล้ว เพียงแต่ไม่รู้ว่าสัตว์เดรัจฉานตัวใดของเปลี่ยวร้างที่จะโชคดีได้รับการปฏิบัติเช่นนี้ ถูก “เงินขว้างใส่” โดนกระแทกจนตายทั้งเป็น
เจียงซ่างเจินเอ่ยไม่รู้ว่าเหตุใด คงเป็นเพราะถูกการช่วงชิงบนมหามรรคาของสำนักการทหารที่จำแลงออกมาเป็นสิ่งที่จับต้องได้จริงนี้แทรกซึมจิตแห่งมรรคา ข้างหู แผ่นหลัง เหนือศีรษะของเจียงซ่างเจิน หรือแม้กระทั่งใต้ฝ่าเท้าและในทะเลสาบหัวใจต่างก็คล้ายกับมีเสียงคร่ำครวญแผ่วเบาดังมาขาดๆ หายๆ เหมือนเป็นเสียงร่ำไห้ระบายทุกข์ เป็นความโศกเศร้าระคนคับแค้นอย่างหาที่สิ้นสุดไม่ได้ ราวกับว่าสตรีทุกคนในใต้หล้าในแต่ละยุคสมัยที่ถูกสงครามช่วงชิงเอาสามีเอาคนรักไป เวลานี้ต่างก็มารวมตัวกันเป็นสตรีผู้โศกเศร้าอาดูรคนหนึ่งที่รอคอยอยู่ที่บ้านเกิดอย่างทุกข์ทรมาน เสียงคร่ำครวญที่อยู่ในใจของนางได้บรรจุเส้นทางของโลกมนุษย์ไว้เต็มไปหมด
ต่อให้เป็นคนที่ขวัญกล้าอย่างเจียงซ่างเจินก็ยังรู้สึกชาไปทั้งหนังหัว ขนลุกขนพอง ช่างน่าสยดสยองเกินไปแล้ว
เสียงสะอื้นไห้ของสตรีที่โศกเศร้าสะเทือนใจเหมือนหนังสือประกาศศึกที่ไร้ตัวอักษรบทหนึ่ง ใช้เรียวแรงที่อ่อนแอที่สุดมาออกศึกกับสำนักการทหารที่มีพลังพิฆาตมากที่สุด เจียงซ่างเจินสัมผัสได้ถึงความลี้ลับของเรื่องนี้ เจ้าตำหนักอู๋อำมหิตโหดเหี้ยมอย่างแท้จริง ชัดเจนว่าต้องการจะสังหารศัตรูหนึ่งพัน ตัวเองเสียหายแปดร้อย คงเป็นเพราะถูกเจตจำนงแห่งมรรคาส่วนนั้นส่งอิทธิพลต่อจิตแห่งมรรคา
ชุยตงซานเองก็มีสีหน้าเสียใจเช่นกัน เขาเอ่ยว่าในฐานะแม่ทัพผู้มีชื่อเสียงของสำนักการทหารที่มีคุณสมบัติจะมีเทวรูปตั้งวางอยู่ในศาลบู๊ ทว่าอู๋ซวงเจียงกลับผสานมรรคากับคนมีรักในใต้หล้าที่ได้ครองคู่กันในที่สุด เสียงสะอื้นไห้คร่ำครวญของสตรีเหล่านั้นเหมือนกับน้ำหมึกที่หยดลงในถ้วยน้ำ แล้วค่อยๆ กระเพื่อมแผ่ออกไปเป็นวงสีอ่อนจาง ถึงกับทำให้เสื้อเกราะสีทองที่ไร้มลทินบนกายธรรมของเจียงเซ่อเริ่มเกิดสนิมเป็นจุดๆ แล้วหลุดร่วงลงมาจากเสื้อเกราะ แม้จะบอกว่ายังไม่ถึงขั้นทำร้ายไปถึงรากฐานมหามรรคาของสำนักการทหารของเจียงเซ่อ แต่สุดท้ายก็ทำให้เจียงเซ่อที่ไม่มีช่องโหว่ใดๆ เกิดลางว่าตบะจะได้รับความเสียหาย
เจียงเซ่อมีสีหน้าเป็นปกติ รอบด้านของกายธรรมใหญ่โตโอฬารของเจียงเซ่อร่างนั้นมี “ปุยฝ้ายปลิวโปรย” สีขาวหิมะจำนวนนับหมื่นลอยออกมา
ปุยฝ้ายเป็นกลุ่มๆ ลอยผ่านกายธรรมที่สวมเสื้อเกราะหลากสีไปช้าๆ เข็มขัดปักลายพลิ้วไสวได้เองโดยที่ไม่มีลม ตอนที่ปุยฝ้ายพัดผ่านไปเบาๆ ก็ได้นำพาเศษเล็กเศษน้อยลักษณะคล้ายแผ่นทองบางส่วนไปด้วย สิ่งที่ถูกขัดเกลาไปด้วยในทุกครั้งก็คือพลังตบะของอู๋ซวงเจียง
เจียงซ่างเจินก่นด่าในใจ บรรพบุรุษเจียงไร้จรรยาบรรณของนักสู้จริงๆ ไฉนถึงใช้วิธีการของเซียนกระบี่เล่า เพียงแต่จำต้องยอมรับว่าเพียงแค่วิชาอภินิหารบทนี้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ร่างทองในโลกมนุษย์จะมีสักกี่องค์ที่สามารถต้านทานการ “ขูดรีดบนมหามรรคา” เช่นนี้ได้?
อู๋ซวงเจียงไม่สนใจกระบี่บินที่เล็กบางเหมือนเข็มที่ยังคง “ขูดทอง” ไปอย่างต่อเนื่องเพียงแค่ยกมือขึ้นสะบัดข้อมือเบาๆ ฝ่ามือมี “พืชน้ำ” กลุ่มหนึ่งที่ประกอบจากตัวอักษรจำนวนนับไม่ถ้วนลอยขึ้นมา แล้วกระเพื่อมแผ่พลิ้วไสว นั่นคือ “โชคชะตาปูนคุณูปการบู๊” ที่ล่องลอยส่วนหนึ่งซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของบทกวีชายแดนจำนวนนับไม่ถ้วน
ศึกล้อมฆ่าป่ายเหย่ที่ฝูเหยาทวีป ทำให้อู๋ซวงเจียงเกิดแรงบันดาลใจอย่างหนึ่ง เจียงเซ่อเอ่ยด้วยสายตาที่ฉายแววเวทนา

VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!