เจียงซ่างเจินสบตากับชุยตงซาน ต่อให้คนหนึ่งคือคนเจ้าชู้ที่เคยผ่านร้อยบุปผามาก่อน ส่วนอีกคนหนึ่งกลับไม่เคยรู้เรื่องรักใคร่ของชายหญิงมาก่อนเลย เวลานี้ก็ยังรู้สึกว่าภาพนี้ช่างงดงามยิ่งนัก
รอกระทั่งเฉินผิงอันเดินทางไปเยือนกำแพงเมืองปราณกระบี่เป็นครั้งที่สอง หลิวเสียงหยางไปถึงช้าหน่อย เป็นการพบเจอกันอีกครั้งหลังจากลากันไปนาน หนิงเหยาได้เปิดเผยความลับ บอกว่าเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสยังจะรออีกหน่อย ขอรอดูอีกหน่อยว่ามีค่าพอให้เขาคืนกล่องไม้หรือไม่ ตอนนั้นเฉินผิงอันเหมือนตกอยู่ในดงเมฆหมอก ตามหลักแล้วกล่องไม้ใบหนึ่ง ต่อให้มีประวัติความเป็นมาแต่จะมีอะไรทำให้เซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสรู้สึกว่ามีค่าหรือไม่มี? เป็นเหตุให้พอได้ยินคำพูดของหนิงเหยา เฉินผิงอันจึงจำต้องตั้งใจใคร่ครวญถึงเรื่องนี้ซ้ำไปซ้ำมา สรุปแล้วว่ามีความลี้ลับซุกซ่อนอยู่หรือไม่ ตนพลาดประเด็นสำคัญอะไรไปหรือเปล่า
น่าเสียดายที่เรื่องทำนองนี้ ต่อให้คิดจนหัวแตกก็คิดอะไรไม่ออก ตอนที่อยู่ในคุกที่เถ้าแก่หูหนวกเป็นผู้ดูแล รวมไปถึงในคฤหาสน์หลบร้อนยามที่เป็นอินกวาน เขาเคยถามเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสอย่างตรงไปตรงมาอยู่สองครั้ง ความสามารถในการเบี้ยวหนี้ของเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสนั้นคือผู้เชี่ยวชาญอันดับหนึ่ง พูดนอกเรื่องง่ายๆ แค่ไม่กี่ประโยคก็ไล่ใต้เท้าอินกวานคนใหม่ไปได้แล้ว จำได้ว่าถงเหวินช่างซานจวินมหาบรรพตประจิมของแจกันสมบัติทวีปเคยถามเฉินผิงอันต่อหน้าว่าเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสเป็นคนอย่างไร ตอนนั้นเฉินผิงอันยิ้มตอบไปความหมายคร่าวๆ ก็คือบอกว่าเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสใจดีมีเมตตา อ่อนโยนน่าใกล้ชิด เข้ากับคนอื่นได้ง่าย พูดง่ายอย่างมาก… ถงเหวินช่างไม่ใช่คนโง่ ย่อมไม่เชื่ออยู่แล้ว
อู๋ซวงเจียงเอ่ย“ต่างก็ลืมกันไปแล้วว่าเฉินชิงตูคือผี”
ตอนที่เฉินผิงอันหลอมวัตถุอยู่ที่จวนหนิงได้สำเร็จ กว่าจะรวบรวมวัตถุแห่งชะตาชีวิตห้าธาตุครบได้ไม่ใช่เรื่องง่าย จั่วโย่วที่จับตาดูการปิดด่านครั้งนี้อยู่ตลอดเวลาเคยถามเฉินชิงตูเรื่องหนึ่งว่า เฉินผิงอันจะสามารถหลอมกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตเล่มหนึ่งออกมาได้หรือไม่ คำตอบของเฉินชิงตูน่าสนใจอย่างมาก เขาย้อนถามว่ากระบี่บินแห่งชะตาชีวิตสามารถมอบให้กันได้ง่ายๆ ด้วยหรือ? จั่วโย่วยังไม่ยอมเลิกรา ยืนกรานจะให้เฉินชิงตูตอบมาให้ชัดเจนให้ได้ เฉินชิงตูจึงได้แต่พูดเพิ่มมาอีกสองสามประโยค ใช้คำอธิบายที่ว่า “ได้หนึ่งคืนหนึ่ง” ตัวเฉินผิงอันเองก็คือกล่องกระบี่ คือฝักกระบี่ ส่วนจะหลอมได้สำเร็จหรือไม่ก็ต้องอยู่ที่โชควาสนา
อู๋ซวงเจียงหลุดขำอย่างอดไม่อยู่ ให้คำวิจารณ์มาประโยคหนึ่งว่า“เฉินชิงตูก็คือเทพเทวดาของกำแพงเมืองปราณกระบี่ ใครที่ได้รับความโปรดปรานจากเฉินชิงตูก็ไม่ใช่ว่าได้รับเงื่อนไขพิเศษจากสวรรค์หรอกหรือ? จีกวานเหยียนกั๋วหายตัวไปไม่รู้ร่องรอย สิงกวานหาวขู่ไม่ทำอะไรสักอย่าง อดีตอินกวานเซียวสวินทรยศ อินกวานคนใหม่คือใคร?”
“เผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยวร้างยกทัพมาโจมตีกำแพงเมืองปราณกระบี่ สิ่งที่ต้องการช่วงชิงมาก็คือชะตาแห่งเคราะห์ทัณฑ์ที่กำแพงเมืองปราณกระบี่สะสมมานานหมื่นปี เจ้าไปจับคู่เข่นฆ่ากับหลีเจินแทนหนิงเหยา นี่ก็คือการแบกรับผลกรรมแทนหนิงเหยา ปิดด่านสำเร็จที่จวนหนิง สุดท้ายฟูมฟักกระบี่บินสองเล่มออกมาได้ ถูกเฉินผิงอันตั้งชื่อว่านกในกรงกับจันทร์ใต้บ่อ จากนั้นก็มองดูเหมือนบังเอิญโชคดี กลายเป็นอินกวานคนสุดท้าย รับหน้าที่บัญชาการคฤหาสน์หลบร้อน พูดง่ายๆ ก็คือเฉินผิงอันก็คือคนที่รับโชคชะตาแทนหนิงเหยา”
ก่อนที่บรรพจารย์สามลัทธิจะสลายมรรคาได้มารวมตัวกันที่ถ้ำสวรรค์หลีจู มรรคาจารย์เต๋าขี่วัวไปเยือนเมืองเล็ก เคยเดินทางกับเฉินผิงอันไปช่วงระยะทางหนึ่ง เดินผ่านที่ตั้งเก่าของต้นไหวโบราณก็บอกให้เฉินผิงอันเดาเรื่องหนึ่ง เซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสได้คืนกล่องกระบี่ไม้ไหวกลับคืนมาแล้วหรือไม่ เฉินผิงอันบอกว่าเดาไม่ออก มรรคาจารย์เต๋ายิ้มเอ่ยว่าวันหน้ามีโอกาสก็จะรู้ได้เอง
อู๋ซวงเจียงเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน หันไปถามเฉินผิงอันว่า“ทำไมเจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวถึงเปลี่ยนใจกะทันหัน มีอะไรที่ทำให้ผู้อาวุโสท่านนี้เดือดดาล?”
“เจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวไม่ได้เจอกับนักพรตเซียนเว่ยและหมี่ลี่น้อยหรือ?”
เฉินผิงอันมีสีหน้าปั้นยาก แต่ก็ไม่ได้อธิบายอะไร
อู๋ซวงเจียงยิ้มเอ่ยนอกจากนกในกรง จันทร์ใต้บ่อแล้ว กระบี่บินสีเขียวเล่มที่สามที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อบินล้อมวนอยู่รอบกายเฉินผิงอันช้าๆ คราวก่อนเกิดความคิดขึ้นมากะทันหันจึงพาเสี่ยวโม่ไปเยือนใต้หล้าห้าสีด้วยกันรอบหนึ่ง แน่นอนว่าหลักๆ แล้วคือไปพบหนิงเหยา ถือโอกาสนั้นไปดูสภาพการณ์ของนครบินทะยานในปัจจุบันด้วย หนึ่งในภาพเหตุการณ์ผิดปกติก็คือเฉินผิงอันสัมผัสได้อย่างเฉียบไวว่านครบินทะยานทั้งแห่งเหมือนผู้ฝึกบำเพ็ญตนคนหนึ่งที่ฟูมฟักทารกก่อกำเนิดที่มีสติปัญญาออกมาได้แล้วเหมือนกับ “เทียนเจิน” กระบี่เซียนของหนิงเหยา
ตอนนั้นเฉินผิงอันเข้าใจผิดว่าเป็นผู้ฝึกกระบี่ของกำแพงเมืองปราณกระบี่ที่ได้รับโชคชะตาจากวิถีกระบี่ที่เซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสทิ้งไว้คอยช่วยปกป้องดูแล ถึงได้ไม่รีบร้อนเข้าไปในเมือง เพราะกังวลว่าจะเกิดความขัดแย้งขึ้น รอกระทั่งได้เจอกับหนิงเหยาถึงได้ค้นพบด้วยความตกตะลึงว่าแม้กระทั่งนางก็ยังถูกปิดหูปิดตา นางเองก็ไม่เคยรู้เรื่องนี้เช่นกัน
ภายหลังไปเยือนจวนเฉินที่ถนนไท่เซี่ยง ไปพบเฉินซื่อเซียนกระบี่ผู้อาวุโสที่เปลี่ยนชื่อเป็นเฉินจื่อ เฉินผิงอันเข้าใจผิดคิดว่าอีกฝ่ายรู้มานานแล้ว แต่แค่ไม่ได้ทำสิ่งที่เกินความจำเป็นด้วยการพูดถึงเรื่องนี้ เฉินผิงอันพึมพำกับตัวเองเพียงแค่เพราะกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อเล่มนี้ ได้เจอกับเจ้าของที่แท้จริงแล้ว กระบี่บินเล่มนี้รอคอยอินกวานคนสุดท้ายปรากฏตัว และได้มาพบเจอกันอยู่ที่นครบินทะยานมาโดยตลอด ก็เหมือนอย่างความลิงโลดของเด็กน้อยที่ได้เจอพ่อแม่ ได้เจอญาติผู้ใหญ่ แน่นอนว่ายังมีความน้อยเนื้อต่ำใจอยู่ด้วย จึงบ่นอย่างไร้เสียงมาประโยคหนึ่งว่า ทำไมเพิ่งมาเอาป่านนี้?
แบกรับชื่อจริงของเผ่าปีศาจ ผสานมรรคากับกำแพงเมืองปราณกระบี่ แน่นอนว่าต้องเป็นผู้ฝึกกระบี่
ผลกรรมจากการที่ต้องพัวพันกับเผ่าปีศาจของเปลี่ยวร้างอย่างยากจะแยกจาก ส่งผลกระทบลึกล้ำยาวไกล กำแพงเมืองปราณกระบี่ไม่มีสุสาน แล้วก็ไม่เคยมีพิธีเซ่นไหว้ ป้ายสงบสุขปลอดภัยแต่ละแผ่นที่แขวนไว้บนผนังร้านเหล้า ราวกับเป็นหลุมศพที่เล็กที่สุดแผ่นแล้วแผ่นเล่า
อันที่จริงปีนั้นอาเหลียงสัมผัสได้ถึงลางบางอย่างแล้ว จึงเป็นฝ่ายไปหาเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโส เรียกร้องว่าให้เขาไปแทนเฉินผิงอัน ใช้เหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นว่าตัวเองขอบเขตสูงกว่า แต่เซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสกลับบอกว่าเขาทำไม่ได้ แตงที่ฝืนเด็ดย่อมไม่หวาน หากคิดจะทำเรื่องนี้ให้สำเร็จก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับขอบเขตของผู้ฝึกกระบี่เท่าไรนัก ต้องดูที่ใจคนมากกว่า
อาเหลียงเอ่ยอย่างไม่ยอมแพ้

VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!