สืออวิ๋นและหลิวสุ่ยเคยติดต่อไปหาพวกเกาส่วง เซวียนหยางแล้ว แต่สุดท้ายพวกเขากลับไม่ได้เลือกสำนักกระบี่ชิงผิง ต่างคนต่างก็มีหลักการและเหตุผลของตัวเอง
ตัวอย่างเช่นเหมยคานที่ชอบดอกเหมยที่นี่จริงๆ อีกทั้งลูกศิษย์ของนางก็เป็นเผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยวร้าง และสำนักกระบี่ชิงผิงก็ยังอยู่ที่ฝูเหยาทวีปด้วย เซียนฉาแค่รู้สึกเสียดายแทนเจ้าเด็กแซ่เฉินอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
ผู้ฝึกกระบี่กลุ่มนี้ไม่ได้เรียบง่ายเพียงแค่ขอบเขตไม่ต่ำเท่านั้น กุญแจสำคัญที่สุดคือบนร่างของแต่ละคนต่างก็แบกรับโชคชะตาวิถีกระบี่ส่วนหนึ่งเอาไว้
หากมารวมตัวกันก็จะสามารถนำเอาโชคชะตาบนมหามรรคาที่ลึกลับมหัศจรรย์อย่างถึงที่สุดมาให้กับทางสำนักได้ เฉินผิงอันไม่ควรยอม เพราะอายุยังน้อยแล้วก็ยังหน้าบางเกินไป
แต่ว่าก็เหมือนอย่างที่ตัวเซียนฉาพูดเอง เรื่องในบ้านที่ต้องปิดประตูคุยกันประเภทนี้คนนอกไม่ควรพูดถึง
ลู่จือลุกขึ้นยืน ขมวดคิ้วกล่าว
“สหายเซียนฉา รบกวนพูดเรื่องเป็นการเป็นงานด้วย”
อยู่กับลู่จือ เซียนฉานั้นถือว่าพูดคุยง่ายอย่างที่หาได้ยาก เขายอมพูดธุระสำคัญด้วยเสียงดังภังวานดังคาด
“ลู่จือ ได้ยินว่าเจ้ายังไม่มีลูกศิษย์ผู้สืบทอดหรือ?”
ลู่จือพยักหน้า
เซียนฉาชี้ไปที่เด็กสาวที่อยู่ตรงหัวเรือ
“พอดีเลย ข้ามาเพื่อช่วยนางเลือกอาจารย์”
ถั่วเหยียนฮูหยินถามอย่างสงสัย “ข้าไม่ได้ฟังผิดไปกระมัง?”
อู๋ม่านเหยียนสีหน้าสดใสมีชีวิตชีวา พึมพำกับตัวเองว่า
“ต้องออกจากภูเขาไปหาประสบการณ์เช่นนี้จึงจะถือว่าเป็นผู้กล้าองอาจอย่างแท้จริง ”
ต้องฝึกกระบี่อย่างเฉินอิ่นกวาน ต้องออกท่องยุทธภพอย่างคนพายเรือเฒ่า ถึงจะถือว่าเป็นเซียนกระบี่!
ลู่จือมองเด็กสาวคนนั้น บังเอิญขนาดนี้เชียวหรือ? ตนเพิ่งคิดอยากจะรับลูกศิษย์ก็มีมาเลยหรือนี่?
ลู่จือกลายร่างเป็นสายรุ้งมาพลิวกายลงบนเรือ ถามว่า “คือเผ่าพันธุ์เจียวหลงหรือ?“
เซียนฉากล่าว “นางชื่อเฉิงซานไฉ่ มาจากร่องเจียวหลง”
ลู่จือยิ้มถาม
“คิดว่าข้าเป็นอย่างไรบ้าง สามารถเป็นอาจารย์ของเจ้าได้หรือไม่?”
เฉิงซานไฉ่พยักหน้ารับแรงๆ ตอบว่า “ยินดีย่างถึงที่สุด”
ลู่จือถามอย่างสงสัย “เพราะอะไร?”
เฉิงซานไฉ่ตอบตามสัตย์จริง “อาศัยที่เหล่ากู้ไม่กล้าด่าท่าน”
คนพายเรือเฒ่าไม่พอใจทันที
“พูดจาแบบนี้ได้อย่างไร ข้าคือน้ำเต้าตันคนหนึ่ง โดยปกติแล้วไม่ได้ด่าใครส่งเดชหรอกนะ”
ลู่จือคลี่ยิ้มอย่างยินดี
“ดี นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าก็คือลูกศิษย์ของข้าแล้ว ”
เด็กสาวคุกเข่าลงกับพื้น หมอบกราบโขกหัวสามครั้ง
“ศิษย์เฉิงซานไฉ่ คารวะท่านอาจารย์”
ลู่จือทรุดตัวลงหมายจะประคองเด็กสาวขึ้นมา คิดไม่ถึงว่าเด็กสาวจะโขกหัวอีกสามที เอ่ยเสียงอู้อี้ว่า
“ท่านอาจารย์อย่าเพิ่งรีบร้อน ขอให้ข้าได้โขกศีรษะอีกสามครั้ง”
นับอาจารย์และศิษย์กันเรียบร้อยแล้ว เฉิงซานไข่ก็ลุกขึ้นยืน ลู่จือถึงได้ยิ้มถามว่า “ใช่ผู้ฝึกกระบี่หรือไม่?”
เฉิงซานไฉ่พูดด้วยน้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยเหตุผลชอบธรรม “ไม่ใช่!”
แม้ว่าลู่จือจะประหลาดใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ถือสาอะไร พยักหน้าเอ่ยว่า “ไม่เป็นไรค่อยเป็นค่อยไป”
คนพายเรือเฒ่าพลันยกไม้พายไม้ไผ่ตีผิวน้ำ ก่อนจะเอ่ยอย่างขุ่นเคืองว่า
“อาจารย์ของข้าเคยมาที่นี่ใช่ไหม?”
ลู่จือพยักหน้า “เคยมา ไม่ได้พูดถึงเจ้า ”
คนพายเรือเฒ่าได้แต่ยิ้มจืดเจื่อน สตรีผู้นี้ไร้คุณธรรมเหลือเกิน ไยต้องสาดเกลือลงบนบาดแผลกันด้วย
ออกทะเลไปเยี่ยมเยือนเซียนก็ดี ล่องเรือท่องเที่ยวไปตามทะเลสาบก็ช่าง ใจฟ้าแจ่มกระจ่าง เรือสวมเสื้อแห่งราตรี กลิ่นหอมของต้นหญ้าและสาวงามครวญคราง ยังคงกลัวว่าเจียวหลงจะได้ยิน
ผู้ฝึกบำเพ็ญตน ต่อให้ขอบเขตสูงแค่ไหน หากวางใจตัวเองลงไม่ได้ สุดท้ายก็จะไม่ต่างจากผีเร่ร่อนไร้ที่พึ่ง
ลู่จือเล่าเรื่องที่ลู่เฉินมาเยือนสำนักกระบี่หลงเซี่ยงให้เซียนฉาฟัง คราวก่อนที่ลู่เฉินมาเยือนสำนักกระบี่หลงเซี่ยง หลักๆ แล้วก็มีอยู่สามเรื่อง
ก่อนหน้านี้ฉีถิงจีซื้อยันต์ชำระล้างกระบี่ของนครอวี่ซู้มาจากเขาสามแผ่น ให้ลู่จือใช้ยันต์ใหญ่ชำระกระบี่บิน “เป่ยโต้ว”
เจ้าลัทธิลู่กลัวว่าเซียนกระบี่ผู้อาวุโสฉีจะใช้ผลประโยชน์ส่วนตัวเบียดบังผลประโยชน์รวม แอบขโมยใช้ยันต์ชำระกระบี่
นอกจากนี้ก็คืออยากจะเห็นกล่องกระบี่ใหม่มากหน่อย พอไม่มีกล่องกระบี่เรือนพิศพนักกระบี่แห่งนั้นก็คล้ายกับขาดสมบัติพิทักษ์ภูเขาไป ขาดสีสันไปไม่น้อย
ส่วนเรื่องที่ตัวกล่องกระบี่เองก็คือสมบัติหนักที่เป็นระดับขั้นของอาวุธเซียน ลู่เฉินกลับไม่ได้ใส่ใจมากนัก
นอกจากนี้นครหนันหัวที่ยากจนจนไม่ได้ยินเสียงเหรียญเงินกระทบกันซึ่งจะไม่พูดถึงแล้ว สี่นครสิบสองหอเรือนของป๋ายอวี่จิง กลับมีคลังเก็บสมบัติลับอยู่มากมายจนนับไม่หวาดไม่ไหว
บางครั้งก็มีของโบราณบางชิ้นที่เกิดมีสติปัญญา มีขาวิ่งหนีไปเองสี่ห้าชิ้นซึ่งก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจอะไร นี่คือเรื่องเล็ก
เรื่องใหญ่อย่างแท้จริงคือลู่เฉินต้องเป็นคนกลางแทนป๋ายอวี่จิงสักครั้ง ช่วยเป็นตัวแทนมาเชื้อเชิญให้ลู่จือไปหลอมกระบี่อยู่ที่นครอวี่ซู้ คนที่กำชับเรื่องนี้มาก็คือมรรคาจารย์เต๋า
ฉีถิงจีหวังเป็นอย่างยิ่งว่าลู่จือจะสามารถไปฝึกตนที่ป๋ายอวี่จิงได้ เคยโน้มน้าวนางอยู่สองครั้ง ถึงขั้นที่ยอมพูดอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมาว่านางสามารถออกไปจากทำเนียบเปลี่ยนสำนักได้
แน่นอนว่าต้องมีใจที่เห็นแก่ตัวส่วนหนึ่ง ทางฝั่งของนครเสินเซียวป๋ายอวี่จิงได้มีผู้ฝึกกระบี่กลุ่มหนึ่งที่มาจากกำแพงเมืองปราณกระบี่อยู่ก่อนแล้ว และยังมีสือกวานหาวซูที่ไปฝึกตนอยู่ที่นั่น
เซียนฉาคืนสติกลับมา สีหน้ากลับมาเป็นปกติ ยกไม้พายไม้ไผ่ขึ้น เอ่ยว่า
“ข้าคงไม่อยู่ขวางหูขวางตาใครที่นี่แล้ว”
คำโบราณมักจะพูดถึงหลักการเหตุผลทั้งหมด คำพูดสัพเพเหระ เอ่ยถึงความทุกข์ความยินดีของโลกมนุษย์
แต่ว่าคนบางคนและเรื่องบางเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นความผิดพลาดหรือการคลาดกันไป ก็เหมือนเหล้ากาหนึ่งที่ตอนดื่มมักจะรู้สึกว่ารสชาติธรรมดา คิดไม่ถึงว่าฤทธิ์ที่ออกในภายหลังจะแรงจริงๆ
เหล้าที่ต่อให้ค้อมเอวโก่งคอก็ยังอาเจียนไม่ออก ก็น่าจะเป็นความเสียดายที่ไม่อาจบอกกล่าวกับคนอื่นได้ กลัวก็แต่ว่าชีวิตมนุษย์มีจำกัด แต่ความกลัดกลุ้มกลับไร้ขีดจำกัด
ก็เป็นแค่คำพูดนอกประเด็นไม่กี่คำเท่านั้น เซียนฉาเอ่ยกับเด็กสาวว่า
“ในเมื่อนับอาจารย์แล้วก็เป็นลูกศิษย์ให้ดีๆ มีการเริ่มต้นที่ดีและจากลาด้วยดี อย่าเอาอย่างข้า…”
เด็กสาวมองคนพายเรือเฒ่าที่ทำหน้ายับยู่ ลังเลอยู่เล็กน้อย แต่ก็ยังเอ่ยว่า
“เหล่ากู้ ข้าไปแล้วนะ จำไว้ว่าวันหน้าดูแลตัวเองดีๆ อย่าปากเสียมากนัก ใต้หล้านี้มีเรื่องราวที่ไม่เป็นธรรมอยู่มากมาย ไม่ใช่ว่าด่าไปแค่ไม่กี่ประโยคแล้วจะสามารถทำให้จบเรื่องได้”
สีหน้าของเซียนฉาคลายลงได้หลายส่วน ด่าขำๆ ไปว่านั่นเด็กบ้า เฉิงซานไฉ่เอ่ยเสียงเบา
“เรื่องนั้น ขออวยพรล่วงหน้าให้ราบรื่น”
เซียนฉาพยักหน้า “ขอให้สมพรปากเจ้า”
“เหล่ากู้ไปแล้วจริงๆ นะ”
เด็กสาวที่เดิมทีคลี่ยิ้มสดใสพลันน้ำมูกน้ำตานองหน้า เซียนฉาถอนหายใจ เอ่ยเสียงเบาว่า
“แม่นางน้อย ฝึกตนอยู่ในภูเขา โดยเฉพาะเข้าไปอยู่ในจวนเซียนอักษรจงที่มีกฎระเบียบเข้มงวด ไม่เหมือนกับชีวิตของผู้ฝึกตนอิสระที่ไร้พันธนาการ”
“ศึกษามรรคาในใจต้องมีคำว่า ‘เคารพ’ ทำอะไรต้องมีคำว่า ‘กลัว’ เป็นคนต้องมีคำว่า ‘จริงใจ”
“หลักการเหตุผลพวกนี้ออกจะยิ่งใหญ่เกินไปหน่อย อาศัยความสามารถในการทำความเข้าใจของข้าเอง ต่อให้คิดจนหัวแตกก็ยังคิดไม่ออก
จากลากันวันนี้ ตามหลักเจ้ากราบอาจารย์แล้ว แน่นอนว่าคู่ควรแก่การแสดงความยินดี ข้าไม่มีอะไรจะมอบให้ก็ขอมอบคำสามคำให้เจ้าก็แล้วกัน ”
“มีบทเปิดฉากในวันนี้เป็นพื้นฐาน พวกผู้ฝึกตนที่สายตามองสูงไม่เห็นหัวใครอย่างพวกเขาก็จะไม่กล้าดูแคลนเจ้าเกินไป
แต่อยากจะให้ผู้ฝึกกระบี่เหล่านั้นมองเจ้าสูงหน่อย ก็ยังต้องการความขยันหมั่นเพียร ทะนุถนอมโชควาสนา มานะฝึกตนของเจ้าเอง”
“ทราบแล้ว !”
“ทิ้งหม้อจานชามและกระบวยเอาไว้!”
(หม้อจานชามและกระบวย คือเครื่องครัว เวลาที่ย้ายบ้าน ชาวจีนมีความเชื่อว่าควรทิ้งของพวกนี้เอาไว้ เพื่อให้เป็นสัญลักษณ์ถึงการที่ใช้ชีวิตสืบทอดต่อไปได้ และเป็นการขอพรให้อนาคตงดงามมีความสุข)
ในลานเรือนกลางภูเขา รอบด้านไร้ผู้คน จูเหลียนปลดหน้ากากใบหน้าผู้เฒ่าแผ่นนั้นออกอย่างที่หาได้ยาก เผยให้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริง
เอนกายนอนอยู่บนเก้าอี้หวายโบกพัดใบลานในมือ หลับตาพักผ่อน ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!