ลานประลองยุทธระหว่างเฉินผิงอันกับเจียงเซ่อ ได้ชักนำให้พายุมัด ปราณกระบี่และโชคชะตาบู๊ในฟ้าดินตัดสลับถักทอกัน รอกระทั่งอู๋ซวงเจียงลงสนามรบก็ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง
สมบัติอาคมร้อยกว่าชิ้นพากันแตกสลายคล้ายกับของไม่มีราคา ทำให้ซากปรักสนามรบโบราณที่เดิมทีปราณวิญญาณแร้นแค้น เปลี่ยนมาเป็นปราณวิญญาณเข้มข้นเหมือนสุ่ยอิน (ปรอท) ถึงกับมองเห็นได้ด้วยตาเนื้อ
ซากปรักหนองบึงใหญ่สู่โบราณของซยุตงซาน พื้นที่ประกอบพิธีกรรมร่มเงาหลิวของเจียงซ่างเจิน และยังมีฟ้าดินเล็กที่ถูกอำพรางไว้อีกหลายแห่งซึ่งเชื่อมโยงถึงกัน ต่างก็ถูกแรงโจมตีที่รุนแรงจากความปั่นป่วนวุ่นวายครั้งนี้ ทำให้พากันเผยตัว เป็นเหตุให้ค่ายกลที่ทับซ้อนทั้งแห่งเริ่มโยกคลอน ประหนึ่งเรือแจวลาน้อยที่โยกคลอนอยู่ท่ามกลางคลื่นยักษ์ถาโถมคล้ายกับนกตัวหนึ่งที่สยายปีกอยู่ท่ามกลางลมพัดกระโชกบนท้องฟ้า
เจียงซ่างเจินที่จำเป็นต้องทุ่มเงินอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาค่ายกลให้คงอยู่ด่าขำๆ ไปประโยคหนึ่งซยุตงซานมีสีหน้าจริงจัง ไม่ได้พูดคล้อยตามอย่างที่หาได้ยาก สะบัดชายแขนเสื้อหนึ่งครั้ง ชายแขนเสื้อทั้งสองข้างก็มีแสงสีทองเส้นหนึ่งพุ่งออกมา แล้วยังมียันต์แม่น้ำยาวสีขาวหิมะเส้นหนึ่งที่พุ่งเข้าไปยังชายแดนที่ค่ายกลทับซ้อนและฟ้าดินเชื่อมต่อกัน
หนึ่งทองหนึ่งขาว ซ่อมแซมช่องโหว่ของค่ายกลที่มีลางว่าจะปริแตกพวกนั้น ประกายแสงแวววาวเหมือนเครื่องกระเบื้องที่เคลือบด้วยสีเงินและสีทอง จัดการกับโชคชะตาบู๊สามส่วนนั้นได้แล้ว
เจียงเซ่อก็กลับคืนมาสู่ขั้นยอดเขาของขอบเขตสิบเอ็ดบนวิถีวรยุทธอีกครั้ง แม้จะบอกว่า จิตหยินยังไม่กลับคืนสู่ตำแหน่ง ทำให้ขอบเขตสิบสี่มิอาจมีแนวโน้มสู่ความสมบูรณ์แบบได้ แต่เจอกับอู๋ซวงเจียงที่ปล่อยเวทคาถาและวิชาอภินิหารอย่างต่อเนื่องไม่หยุดพัก เจียงเซ่อก็ยังคงมีแรงเหลือที่จะทำการตรวจสอบ “แผนที่” ของสนามรบแห่งนี้อย่างละเอียด
ฟ้าอำนวย ดินอวยพรต่างก็ไม่ได้อยู่ที่ตน ปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหารท่านนี้ไม่เพียงแต่ไม่มีท่าทีเหนื่อยล้า กลับกันพลังอำนาจยังเพิ่มพูนขึ้นมาอีกขั้น เสื้อเกราะสีทองส่องประกายแสงแวววาวสุดขีด ซากปรักสนามรบโบราณแห่งหนึ่งถูกแสงสาดส่องให้กลายมาเป็นเหมือนดินแดนแห่งสีทอง จำต้องยอมรับว่ามีกลิ่นอายของเมล็ดพันธุ์แห่งบัณฑิต และเจียงเซ่อก็เกิดมาเพื่อสนามรบอย่างแท้จริง
อู๋ซวงเจียงตั้งท่าอย่างชัดเจนว่าไม่คิดจะสนใจราคาที่ต้องจ่าย ต่อให้รากฐานมหามรรคาจะได้รับความเสียหายก็ไม่เสียดาย แต่ก็ต้องลากเจียงเซ่อลงน้ำไปพร้อมกันให้ได้ การเข่นฆ่าครั้งนี้ สองทัพประจัญบานกัน จัดวางขบวนรบ ใช้ยอดฝีมือปะทะกับยอดฝีมือ
ความเสียหายจากการสู้รบของทั้งสองฝ่ายชัดเจน ต่างฝ่ายต่างก็ลดทอนพลังตบะของกันและกัน ถึงอย่างไรสนามรบนี้ก็อยู่ในท้องของเจิงจวีจง ไม่ว่าสมบัติอาคมจะแหลกสลายไปเท่าไร เผาผลาญปราณวิญญาณไปมากน้อยแค่ไหน ก็ล้วนเป็นน้ำดีที่ไม่ไหลเข้านาคนนอก ก็เหมือนโต๊ะเดิมพันโต๊ะหนึ่งที่วิธีการเล่นเรียบง่ายมาก ก็คือเดิมพันว่าใครที่มีเงินเหรียญทองแดงมากกว่าอีกฝ่าย เดิมพันจนท้ายที่สุด ฝ่ายหนึ่งได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ อีกฝ่ายหนึ่งถูกกินจนเกลี้ยงไม่มีเหลือ
ชัดเจนว่าพลังตบะของเสื้อเกราะหลากสีของอู๋ซวงเจียงถูกลดทอนไปเร็วยิ่งกว่า ด้านหลังของกายธรรมที่เปล่งแสงรัศมี เวลานี้แสงกลับมืดสลัวลงไปแล้ว กายธรรมของเจียงเซ่อที่เป็นเสื้อเกราะสีทองถึงแม้ว่าจะเต็มไปด้วยรอยสนิมคล้ายกับคราบน้ำตาจำนวนนับไม่ถ้วน แต่ทุกครั้งที่เจียงเซ่อปล่อยหอกยาวโพ่เจิ้นออกมา เสื้อเกราะสีทองส่งเสียงเคร้งคร้าง สนิมพวกนั้นก็พากันหลุดร่วงเผลาะๆ เสื้อเกราะทองบางลงกว่าเดิมเยอะมาก แต่สีทองที่อยู่ข้างในกลับยังคงไร้จุดด่างพร้อยไร้มลทิน
เจียงซ่างเจินใช้เสียงในใจถามอย่างเป็นกังวลจิตหยิน “เซียสือจี” ปรมาจารย์ใหญ่หญิงที่อยู่ในขั้นเทพมาเยือนของขอบเขตปลายทางผู้นั้น นางยังอยู่ที่เปลี่ยวร้าง ทางฝั่งของภูเขาลั่วพั่ว เจิงจวีจงแยกกับหลิวเสี่ยง ได้เอ่ยเตือนโจวฮูไปสองสามประโยคแล้วก็ออกไปจากอาณาเขตของแจกันสมบัติทวีป ตรงดิ่งไปหาเซียสือจี
เจียงซ่างเจินถามอย่างสงสัยก่อนจะมาที่นี่ เฉินผิงอันเคยใช้เสียงในใจเตือนพวกเขาว่าหากมาอยู่ในสนามรบก็ต้องเตรียมใจกับการกลายเป็นผีไว้ก่อน เพราะชีวิตและมหามรรคาของพวกเขาสองคนอาจจะถูกจำแลงไปเป็นพลังชีวิตส่วนหนึ่งของฟ้าดิน เจียงซ่างเจินก็ยังคงมา
ซยุตงซานกล่าวอย่าให้พอได้เจอเรื่องทำนองนี้อีกก็ยังคงเป็นได้แค่ผู้ดู ได้แค่มองดูอยู่เฉยๆ จนเกือบจะเฉาตายอยู่แล้ว
วงแสงรัศมีจันทร์เต็มดวงด้านหลังกายธรรมของอู๋ซวงเจียงที่เป็นตัวแทนของรากฐานมหามรรคาเริ่มปริแตก เปลี่ยนเป็นจันทร์เสี้ยว หอกของเจียงเซ่อแทงไปที่คอของกายธรรมอู๋ซวงเจียง แล้วพลันเพิ่มน้ำหนัก ยกร่างอีกฝ่ายขึ้นสูง ปลายหอกแทงทะลุศีรษะไปเล็กน้อย ในที่สุดรัศมีแสงจันทร์ก็มิอาจต้านทานไว้ได้ไหว พลันสลายหายวับไป
เสื้อเกราะหลากสีที่กายธรรมของอู๋ซวงเจียงสวมอยู่พลันกลายเป็นสีเทา น่าอนาถจนแทบมิอาจทนมองได้ไหว จิตแห่งมรรคาของเจียงซ่างเจินสั่นสะเทือน การเข่นฆ่าระหว่างขอบเขตสิบสี่ช่างน่าอกสั่นขวัญผวาได้ถึงเพียงนี้ เจียงเซ่อบิดหมุนข้อมือ สะบัดหอกยาว สลัด ‘ศพ” นั้นให้กระเด็นออกไป
เจียงเซ่อหันมองไปยังจุดอื่น แต่กลับไม่ได้มองเจิงจวีจง แต่หันไปมองกายธรรมใหม่เอี่ยมที่โผล่มาจากความว่างเปล่าของอู๋ซวงเจียง
หากจะบอกว่ากายธรรมที่สวมเสื้อเกราะหลากสีก่อนหน้านี้ แค่มองก็รู้ได้ว่ามีความเกี่ยวข้องกับมหามรรคาของสำนักการทหาร ถ้าอย่างนั้นกายธรรมตรงหน้าตนนี้ก็ดูแล้วค่อนข้างจะ…ละมุนอ่อนหวาน
ใบหน้าของ “อู๋ซวงเจียง” งดงาม ปล่อยเส้นผมสยาย ชายแขนเสื้อใหญ่สีขาว เปลือยเท้า ยืนลอยตัวอยู่กลางอากาศ แถบผ้าหลายเส้นที่รัดพันอยู่รอบแขนพลิ้วไสวอยู่กลางอากาศ เจียงเซ่อขมวดคิวน้อยๆ ไอ้หมอนี่รับมือได้ยากถึงเพียงนี้ คงไม่ใช่ว่าขอบเขตสิบสี่ของอู๋ซวงเจียงเดินไปบนเส้นทางของการผสานมรรคาสองเส้นพร้อมกันจริงๆ หรอกนะ?
แสงรุ้งสีขาวสีดำสองสีที่ล้อมพันอยู่บนแขนของกายธรรม แบ่งออกเป็นการจำแลงมหามรรคาของจิตหยินและจิตหยางของเจียงเซ่อ สายตาของเจียงเซ่อฉายประกายร้อนแรง เป็นแบบนี้สิถึงจะดี หากคู่ต่อสู้แอ่อนแอเกินไปก็ไม่มีความหมายใดๆ เลย คู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งขนาดนี้ มีวิธีการมากมายให้เอามาใช้ สมบัติอาคมมีนับพันนับหมื่นชิ้น จัดให้แหลกสลายให้หมด ชีวิตบนมหามรรคากี่เส้นที่เพิ่มมา ล้วนจัดการให้หมดไปเลยแล้วกัน
เจียงซ่างเจินถามเสียงเบา
VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!