เจียงเซ่อหรี่ตา เสียวสันหลังวาบ จิตวิญญาณสั่นสะเทือนรุนแรง ดูเหมือนว่าปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหารผู้นี้จะสัมผัสได้ถึงการเล่นงานบางอย่างที่อยู่ในมุมมืดมิด ศึกในวันนี้ใหม่และเก่าช่วงชิงเส้นทาง ถือหอกเดินเข้าเรือน แบ่งเอาโชคชะตาของสำนักการทหารไปครอง
เรื่องที่ทำก็คือการร่วมกันสังหารเจียงเซ่อ อู๋ซวงเจียงแย่งชิงตำแหน่ง เฉินผิงอันแย่งชิงชื่อเสียง เจิงจวีจงได้รับผลประโยชน์ เฉินผิงอันเอ่ยอย่างเฉยเมยค่ายกลดวงดาวเป่ยโต่ว (ดาวกระบวยเหนือ) จุดที่ด้ามกระบวยชี้ไป ก็คือเจียงเซ่อ
……
อู๋ซวงเจียงเงยหน้ามองฟ้า พึมพำกับตัวเองว่าอันดับแรกก็เป็นอิ๋งฮั่วที่เคลื่อนที่ แล้วก็มาเป็นเจ็ดดาวเป่ยโต่ว เหมือนเส้นยาวสีทองเส้นหนึ่งที่เชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ไม่ต้องสงสัยเลยว่านั่นก็คือแสงกระบี่ ไม่รู้ว่าขุนนางประวัติศาสตร์ของแต่ละแคว้นจะยกพู่กันบันทึกเรื่องราวกันอย่างไร?
ซยุตงซานเป็นคนแรกที่เดาความจริงได้ก่อน แต่กระนั้นก็ยังไม่กล้าเชื่อ พึมพำซ้ำๆ ไปมาจะเป็นไปได้อย่างไร จะเป็นไปได้อย่างไร
อู๋ซวงเจียงยิ้มเอ่ยก่อนหน้านี้พาเจิงชิงเจียไปที่สำนักกระบี่หลงเซียง เจิงจวีจงได้ไปหาลู่จือเป็นการส่วนตัว เคยได้พูดคุยกันอย่างลับๆ ไปครั้งหนึ่ง เจิงจวีจงพูดเข้าประเด็นทันที
“ข้ามาที่นี่เพื่อเสนอข้อเรียกร้องสองอย่างแทนคนสองคน แน่นอนว่าเจ้าจะไม่ตอบตกลงก็ได้ ก่อนหน้านั้นข้าจะต้องปรึกษาเจ้าเรื่องหนึ่ง หลังจากพูดคุยกัน ลู่จือจะต้องหลงลืมเนื้อหาในการพูดคุยกันครั้งนี้ไป”
ฟังมาถึงตรงนี้ ลู่จือไม่มีความลังเลใดๆ พยักหน้าเอ่ยว่าลู่จือฟังแล้วไฟโทสะลุกโชนสามจั้ง เกือบจะหลุดปากพูดออกไปว่าหัวสมองของซิวหูผู้นั้นมีปัญหาหรือไร? หากแค่ติดตามอิ่นกวานข้ามทวีปไปถามกระบี่กับป๋ายอวี๋จิง ลู่จือย่อมไม่มีความลังเลใดๆ ส่วนการที่ให้รับธรรมโองการเป็นนักพรต ทรยศออกจากป๋ายอวี๋จิง แล้วยังต้องสมคบคิดกับหาวซู่อะไรนั่น เห็นนางลู่จือเป็นคนอย่างไร? หรือว่าชยุฉานใช้แค่แผนการชั่วร้ายเป็นอย่างเดียวเท่านั้น?
เจิงจวีจงยิ้มเอ่ยลู่จือมึนงงเหมือนตกอยู่ในดงเมฆหมอก
เจิงจวีจงนั้นราวกับว่าหากไม่พูดให้คนตกใจตายจะไม่ยอมเลิกราดึงเอากระบี่บินแห่งชะตาชีวิต “เป่ยโต่ว” ออกไป สำหรับลู่จือแล้ว มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือได้เลื่อนเป็นขอบเขตบินทะยานเร็วขึ้น แต่เดิมทีการพิสูจน์มรรคาเป็นบินทะยานก็เป็นของในกระเป๋าของลู่จืออยู่แล้ว ดังนั้นข้อดีส่วนนี้สามารถมองข้ามไปได้เลย ข้อเสียกลับเป็นว่าผลสำเร็จบนมหามรรคาของลู่จือในอนาคตจะต่ำกว่าเดิมเยอะมาก เพราะถึงอย่างไรจะผสานมรรคาได้หรือไม่ รวมไปถึงหลังจากผสานมรรคาแล้ว ในบรรดาขอบเขตสิบสี่ก็มีการแบ่งแข็งแกร่งกับอ่อนด้อย ดังนั้นการมอบกระบี่ออกไปในครั้งนี้ของลู่จือ จึงมีข้อเสียมากกว่าข้อดี”
สายตาของลู่จือใสกระจ่าง แต่น้ำเสียงยังคงนิ่งสงบ“เป็นอย่างหลัง”
ลู่จือได้ยินแล้ว ดวงตาก็ฉายประกายเจิดจ้า นี่ต่างหากถึงจะเป็นอิ่นกวานแห่งกำแพงเมืองปราณกระบี่! ในฐานะอิ่นกวานคนสุดท้ายของกำแพงเมืองปราณกระบี่ หากเป็นเพราะได้รับคำเตือนจากศิษย์พี่ถึงได้ทำเช่นนี้ ก็คงทำให้นางผิดหวังแล้ว
ลู่จือถามดังนั้นตอนที่เจอกับลู่เฉิน เจิงจวีจงถึงได้พูดว่าเจียงเซ่อช่วยต้านทานหายนะให้กับป๋ายอวี๋จิงของพวกเจ้า ตอนที่อยู่ในสำนักกระบี่หลงเซียง ลู่เฉินเคยเอ่ยกับลู่จือสองประโยค เป็นถ้อยคำที่มีความหมายแอบแฝง มีนัยที่จะสื่อถึงบางสิ่งบางอย่าง
“เจ้านครเจิงเคยมาเยือนที่นี่แล้วหรือ?”
“ต้องได้เจออิ่นกวานหนุ่มกับตาตัวเองเสียก่อนแล้วค่อยตัดสินใจอีกที”
กลับมาจากบนมหาสมุทร ระหว่างที่ขึ้นเขา ได้รับลูกศิษย์เปิดภูเขามาคนหนึ่ง ลู่จืออารมณ์ไม่เลว เฉิงซานไฉ่ใช้เสียงในใจถามหากเผชิญหน้ากับขอบเขตบินทะยาน ถึงขั้นที่ว่าอาจเป็นขอบเขตสิบสี่ใหม่บางส่วนที่ปรากฏตัวหลังฝนใหญ่ผ่านพ้นไป อู๋ซวงเจียงคงไม่ถามเช่นนี้ เพราะถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็คือเจียงเซ่อ
ต่อให้มอบนครจักรพรรดิขาวทั้งแห่งให้เฉินผิงอันนั่งบัญชาการณ์ เท่ากับว่าเจิงจวีจงมอบมรรคกถาให้เฉินผิงอันยืมชั่วคราว จากนั้นค่อยส่งกระบี่นี้มาจากนอกฟ้าอีกที แต่ปัญหาก็คือจะสามารถฟันสังหารอีกฝ่ายได้จริงหรือ?
เจิงจวีจงกล่าวแสงกระบี่สองเส้นที่มีจุดเริ่มต้นมาจากดาวสองดวงที่ช่วยประคับประคองมารวมกันเป็นเส้นเส้นหนึ่ง แสงกระบี่หล่นลงใส่นครจักรพรรดิขาวโดยตรง โลกมนุษย์ฟันสังหารเจียงเซ่อ
บนสวรรค์ ผู้ครองกระบี่ร่างสูงใหญ่ มีรูปโฉมเป็นสตรีนอกจากดวงตาสีทองบริสุทธิ์คู่นั้นที่ยังคงเดิม ใบหน้ากลับเปลี่ยนแปลงไป ถึงกับเปลี่ยนมาเป็นใบหน้าของเฉินผิงอัน
ภูเขาใหญ่แสนดีแห่งเปลี่ยวร้าง จือสือบินทะยานเข้ามาชดเชยตำแหน่งที่ว่างลงหลังจากบรรพจารย์สามลัทธิสลายมรรคา หอบินทะยานแห่งหนึ่งที่ไม่เชื่อมติดกับพื้นดิน นักพรตจือสือที่มีรูปโฉมหล่อเหลา ชายแขนเสื้อกว้างพลิ้วสะบัด เริ่มเดินขึ้นสู่สวรรค์
ทางทิศตะวันตกสุดของสรวงสวรรค์แห่งใหม่ ศาสดาพุทธปลดจีวรลงโยนออกไป ซากปรักสรวงสวรรค์เก่าที่อาณาเขตกว้างใหญ่หาที่สิ้นสุดไม่ได้ถึงกับถูกดอกบัวสีทองที่ยิ่งใหญ่มหาศาลสุดประมาณดอกหนึ่งประคองดันเอาไว้ แสงสีทองของดอกบัวไหลรินสร้างวงกลมสีทองขึ้นมาชั้นหนึ่ง ปกคลุมสรวงสวรรค์แห่งใหม่ไว้ภายใน
ทางทิศใต้ ปรมาจารย์มหาปราชญ์ยกมือขึ้น คล้ายกับบัณฑิตที่ใช้นิ้วเปิดหน้าหนังสือ ศาลบุ๋นของทวีปแดนเทพแผ่นดินกลางในใต้หล้าไพศาลพลันมีตำราเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นมา หมื่นปีที่ผ่านมานี้ ตัวอักษรทั้งหมดที่ถูกจัดพิมพ์เป็นตำราของหลายใต้หล้า และยังมีเนื้อหาที่ถูกท่องออกเสียงทั้งหลาย ล้วนเริ่มพุ่งออกมาจากหน้าหนังสือของตำราเล่มนี้ แล้วก็พาดเป็นสะพานตัวอักษรยาวอยู่ระหว่างบนสวรรค์กับโลกมนุษย์ ตัวอักษรที่ร้อยเรียงกันเส้นนี้วาดเส้นโค้งเส้นหนึ่งอยู่ตรงกลางวงแสงสีทองนั้น
ทางทิศตะวันออก นักพรตที่มีรูปโฉมเป็นเด็กหนุ่มลุกขึ้นจากเบาะรองนั่ง ยื่นมือออกไปสะบัดชุดเต๋อบนร่างเบาๆ นิ้วทั้งห้าคว้าจับความว่างเปล่า กลางฝ่ามือมีแสงสีขาวหิมะจุดหนึ่งผุดขึ้นมา พริบตานั้น เต๋าให้กำเนิดหนึ่ง จุดแสงจุดนี้ยืดขยายออกไปเป็นแสงกระบี่บางๆ เส้นหนึ่ง จากนั้นก็เป็นเส้นที่สองที่ได้สมมาตรกันอย่างยิ่ง ปรากฏตามขึ้นมา เส้นที่สาม เส้นที่ร้อยที่พัน เส้นที่แสนที่ล้าน จำนวนมากจนแทบจะไร้ที่สิ้นสุด….
มืออีกข้างของนักพรตเด็กหนุ่มก็เกิดภาพปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่งดงามนี้เช่นเดียวกัน เพียงแต่ว่าเส้นแสงทั้งหมดล้วนเป็นสีดำ สีดำเหมือนมีหมึกกลุ่มก้อนหนึ่ง กับลูกแสงสีขาวหิมะนั้นได้ผสานกันกลายมาเป็นภาพหยินหยาง มหามรรคาจำแลงเป็นหยินหยาง
ราวกับว่าท่ามกลางหุนตุนที่ขุ่นมัวในช่วงเริ่มต้นของฟ้าดิน โจวมีได้เห็นแสงกระบี่เปิดฟ้าเส้นหนึ่งที่พุ่งเข้ามาหาเขา

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!