เข้าสู่ระบบผ่าน

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 1165

เจิงจวีจงไม่ได้รีบร้อนเก็บนครจักรพรรดิขาวที่พังพินาศพวกนั้นมา อู๋ซวงเจียงร่ายยันต์ทับซ้อนที่เหลืออยู่มาเสริมสร้างภาพดวงดาวจื่อเวยให้แข็งแกร่งเพื่อป้องกันไว้ก่อน เฉินผิงอันลอยตัวอยู่กลางอากาศ เผยท่วงท่าของคนฟ้าที่ลี้ลับมหัศจรรย์อย่างหนึ่ง กระบี่บินชิงผิงบินล้อมวนอยู่รอบด้านคอยปกป้องเจ้านาย ด้ามกระบวยของดวงดาวเป่ยโต่วยังคงชี้ไปยังกระดูกขาวที่กลิ่นอายความตายอบอวลปลายกระบี่ของกระบี่บินเป่ยโต่วสั่นสะท้านน้อยๆ หนิงเหยาขี่กระบี่ลงมาจากเสาสวรรค์ที่เอนเอียงมาอยู่ข้างภาพค่ายกล

อู๋ซวงเจียงยิ้มถาม
“สถานการณ์ใหญ่มั่นคงดีแล้ว มาเก็บกวาดทำความสะอาดสนามรบกันดีไหม?”เจิงจวีจงกล่าว
“รอให้เฉินผิงอันเก็บเทพกลับตำแหน่งค่อยว่ากัน”อู๋ซวงเจียงพยักหน้า
“ก็ถูกนะ เจ้าหมอนี่ชอบนั่งลงแบ่งทรัพย์สิน ชอบนับเงินนับสมบัติในบ้านเป็นที่สุด”

พวกเขาถือเป็นพันธมิตรที่ร่วมกันยึดครองแผ่นดินมาได้ อู๋ซวงเจียง “ยึดครองตำแหน่ง” มานั่งตำแหน่งบรรพบุรุษสำนักการทหารแทนที่เจียงเซ่อ ช่วยก่อเตาไฟขึ้นมาใหม่ให้เขาในใต้หล้ามืดสลัว รวบรวมกำลังพล รวบรวมเอาวิญญาณวีรบุรุษแม่ทัพปู่มาได้มากกว่าเดิม สร้างระบบสืบทอดที่แท้จริงสายหนึ่งขึ้นมา สามารถเผชิญหน้ากับสำนักการทหารของใต้หล้าไพศาลได้อย่างเท่าเทียม

เฉินผิงอัน “ช่วงชิงชื่อเสียง” พูดง่ายๆ ก็คือทำให้ “เจียงเซ่อ” ถูกตัดชื่อออกจากมหามรรคา เฉินผิงอันที่ใช้ค่ายกลฟันสังหารเจียงเซ่อ ต่างหากถึงจะเป็นผู้ปกครองอันชอบธรรมบนมหามรรคาของสำนักการทหารในนามอินกวาน หนุ่มผู้นี้ต่างหากจึงจะเป็นบรรพบุรุษคนใหม่ของสำนักการทหารที่สอดคล้องกับคำว่า “ระบบที่ถูกต้อง” ในภายนอก

นี่ก็หมายความว่าต่อจากนี้อู๋ซวงเจียงต้องพูดคุยเรื่องการค้าใหญ่ครั้งหนึ่งกับเฉินผิงอัน เขาต้องการ “ความถูกต้องชอบธรรม” ซึ่งเชื่อถือได้ยิ่งกว่ามาครอง ส่วนตัวเขาเองกับตำหนักสุ่ยอูต้องจ่ายด้วยอะไร ก็หนีไม่พ้นว่าคนหนึ่งเสนอราคาสูงเทียมฟ้า ส่วนอีกคนหนึ่งนั่งลงต่อรองราคา หากว่าเจรจากันไม่สำเร็จ ก็ไม่ได้ส่งผลร้ายแรงอะไรต่อการวางแผนในใต้หล้ามืดสลัวของอู๋ซวงเจียง แต่สำหรับเจ้าตำหนักอู๋ที่มี “โรครักความสมบูรณ์แบบ” ถึงอย่างไรจิตแห่งมรรคาก็ต้องรู้สึกอึดอัดสุดขีด

เจิงจวีจงได้ผลประโยชน์ที่จับต้องได้จริงไปครอบครอง ตบะของสำนักการทหารที่เจียงเซ่อสะสมมานานหมื่นปีล้วนตกเป็นของเขาทั้งหมด ส่วนโชคชะตาบู๊ห้าส่วนของเจียงเซ่อก็ได้มีข้อสรุปมานานแล้ว สามส่วนเป็นของเจิงจวีจง สองส่วนเป็นของอู๋ซวงเจียง ชื่อเสียงของคนก็เหมือนเงาของต้นไม้ ต่อให้เหตุการณ์ยุติลงแล้ว เจียงซ่างเจินก็ยังคงไม่กล้าเชื่อว่าพวกเขาสามคนสามารถร่วมมือกันสังหารเจียงเซ่อ บุคคลอันดับที่สี่ของโลกมนุษย์ยุคบรรพกาลได้จริงๆ หรือ?

ชุยตงซานพรูลมหายใจยาวเหยียด รู้สึกโล่งเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก แต่ความสนใจที่มากกว่านั้นกลับยังคงอยู่ที่กระดูกขาวที่ยังไม่กลายเป็นเถ้าธุลี ปราณวิญญาณฟ้าดินที่เข้มข้นเหมือนอินลู่ (ปรอท) ไหลริน เริ่มค่อยๆ มารวมตัวกันสุดท้ายไล่ไปตามร่องรอยที่มองไม่เห็นของ “สายน้ำ” บางส่วนกระเพื่อมลอยค้างอยู่ระหว่างฟ้าครามและดินเหลือง พวกมันเหมือนแม่น้ำห้าเส้นที่ลอยค้างอยู่เหนือพื้นดิน สายน้ำเป็นสีห้าสี เห็นได้ชัดว่าสอดคล้องกับห้าธาตุ

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นภาพเหตุการณ์ผิดปกติแห่งฟ้าดินที่เกิดจากสมบัติอาคมร้อยกว่าชิ้นและยันต์หกแสนห้าหมื่นแผ่นที่ปริแตกพังทลายไปของอู๋ซวงเจียง เจียงซ่างเจินเอ่ยชื่นชม
“เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นแม่น้ำอย่างนี้ หากมีฝนตกลงมาก็คือมีเงินตกลงมาจริงๆ แล้ว”ชุยตงซานผงกปลายคาง
“ส่วนที่มีค่าอย่างแท้จริงยังนอนอยู่บนพื้นนะ”

นอกจากนี้ยังมีเศษแก้วใสห้าสีจำนวนมากน่าดูชมกระจายกันอยู่บนพื้น ประกายแสงพร่างพราว ส่องประกายเรืองรอง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเหตุการณ์ประหลาดลี้ลับที่เกิดจากการชักนำของสิ่งกีดขวางบนมหามรรคาที่ถูกทำลาย ถูกตัดแบ่งจากการประลองยุทธ์ระหว่างเฉินผิงอันกับเจียงเซ่อ การประลองเวทคาถาระหว่างอู๋ซวงเจียงกับเจียงเซ่อ รวมไปถึงแสงกระบี่เจ็ดเส้นจากนอกฟ้า

ยกตัวอย่างเช่น “ปลาใหญ่” แต่ละตัวที่ถูกกระแสน้ำซึ่งระบายออกมากระแทกจนสลบเหมือดล้ำค่าหายากผิดปกติ มีค่าเหนือกว่าเหรียญทองแดงแก่นทอง นอกจากอาศัยโชควาสนามางมเอาของประเภทนี้ขึ้นมาจากแม่น้ำแห่งกาลเวลาแล้ว ก็ยังมีอีกวิธีหนึ่ง นั่นก็คือ เป็นของที่ขอบเขตบินทะยาน ผู้ฝึกตนใหญ่ขอบเขตสิบสี่สละร่างทิ้งไว้ ในบางระดับแล้วของชิ้นนี้ก็คือสิ่งของจับต้องได้จริงที่เกิดจากการ “จำแลงผลแห่งมรรคา” ของผู้ฝึกตนใหญ่

ชุยตงซานลองประมาณการคร่าวๆ
“เศษชิ้นเล็กชิ้นใหญ่ รวมๆ กันแล้วก็น่าจะบรรจุใส่บุ้งกี๋ใบเล็กๆ ได้”

“เหมือนกับหินสังหารมังกรที่มีราคาแต่ไร้ตลาด คือของดีที่มีเงินก็หาซื้อไม่ได้”

เจียงซ่างเจินก็รู้สึกอยากได้อยู่เหมือนกัน
“อีกทั้งยังมีมูลค่ามากกว่าหินสังหารมังกรด้วย เพราะถึงอย่างไรหินสังหารมังกรก็มีแค่ผู้ฝึกกระบี่ที่ใช้ได้ แต่ของประเภทนี้กลับสามารถเอามาใช้ได้อย่างกว้างขวาง ผู้ฝึกบำเพ็ญตนสามารถใช้ได้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน้ำก็สามารถใช้ได้เช่นกัน”

จำได้ว่าตอนนั้นที่ตูเม่ยมหามรรคาแหลกสลาย ถูกจั่วโย่วปล่อยกระบี่ใส่ทำให้ต้องสละร่าง ก็มีของประเภทนี้ปรากฏขึ้นบนโลก ทางฝั่งของแจกันสมบัติทวีปเคยลงมืออย่างจริงจัง สุดท้ายยังคงเป็นฉีเจินแห่งสำนักโองการเทพที่เจรจาเรื่องนี้กับสวินยวนเป็นการส่วนตัว ถึงได้หลีกเลี่ยงการประลองมรรคกถาที่ทำลายความปรองดองครั้งหนึ่งไป

เผ่าพันธุ์เจียวหลงกินหินดีงูที่เป็นผลผลิตเฉพาะถ้ำสวรรค์หลีจู จะสามารถเพิ่มพูนตบะ เพิ่มพูนพละกำลังได้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน้ำ ไม่ต้องสนใจว่าได้รับการแต่งตั้งอย่างถูกต้องจากทางราชสำนักหรือเป็นศาลเถื่อน ของสิ่งนี้ก็เป็นของบำรุงใหญ่ระดับหนึ่งในโลกที่แม้แต่ฝันก็ยังไม่กล้าฝันถึง

ตบะที่สั่งสมมาหมื่นปีของปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหาร ตบะและขอบเขตเดิมทีควรเป็นมายาล่องลอย แต่พลังตบะชุดนี้ของเจียงเซ่อยิ่งใหญ่มหาศาลเกินไป ผ่านการหล่อหลอมให้กระชับแน่นเกินไป ถึงกับเกิดเป็นรุ้งยาวสีขาวและสีดำซึ่งแปลกประหลาดอย่างมาก ระหว่างแม่น้ำยาวปราณวิญญาณ “ห้าสี” ห้าเส้นนั้น กระเพื่อมแผ่ออกมาเป็นระลอกช้าๆ

บนสนามรบด้านนอกนครจักรพรรดิขาว หอกยาวโพ่เจินยังคงสมบูรณ์แบบไร้ความเสียหาย ศาสตราวุธเทพชิ้นนี้ถูกตั้งบูชาอยู่ในศาลโอ่วเสินที่ถูกสร้างขึ้นบน “ยอดเขา” ด้านใต้ลำน้ำใหญ่เส้นหนึ่งของราชวงศ์อวี๋ฝูแห่งยงโจว ใต้หล้ามืดสลัว

เจียงซ่างเจินเกิดความสงสารเวทนา ลำพังแค่เรื่องของนอกกาย ปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหารท่านนี้ก็ช่างยากจนจริงๆ เมื่อประมาณหมื่นปีก่อน บุรุษผู้นี้อาศัยแค่สองหมัดกับหอกยาวหนึ่งด้ามก็สามารถเดินขึ้นฟ้าไปได้แล้ว?

การซุ่มโจมตีที่เตรียมการมาอย่างพิถีพิถันและการล้อมสังหารที่มีการวางแผนอย่างรัดกุมครั้งนี้ ตั้งแต่ต้นจนถึงท้ายที่สุด จิตหยินของเจียงเซ่อก็ยังไม่ได้กลับคืนสู่ตำแหน่ง เจียงซ่างเจินตกใจสะดุ้งโหยง เกือบจะอดไม่ไหวออกกระบี่สังหาร… ผี?

ขนาดนี้แล้ว เจียงเซ่อยังไม่ตายอย่างสิ้นซาก ยังเป็นวิญญาณร้ายที่ตามติดไม่เลิกอีกหรือ?

มารดามันเถอะ เคารพส่วนเคารพ แต่เจียงซ่างเจินไม่ได้อยากถูกเจียงเซ่อเป็นฝ่ายย้อนกลับมาสังหาร เส้นทางวกวนพลิกผัน ผลแพ้ชนะกลับตาลปัตร พวกตัวร้ายในนิยายกี่มากน้อยที่ต้องมีจุดจบเช่นนี้?

แต่เจียงซ่างเจินเห็นว่าพวกเจิงจวีจงมีสีหน้าเป็นปกติ ไม่มีท่าทางประหลาดก็วางใจลงได้ เห็นเพียงว่ากระดูกขาวที่เป็นสีใสแวววาว ยังคงหยัดยืนไม่ล้มลงนั้น มีแสงสีทองเป็นจุดๆ เปล่งประกายขึ้นมา สุดท้ายก็กลับคืนมามีรูปโฉมของเจียงเซ่อที่สมบูรณ์แบบ ฟันสังหารคือเรื่องจริง สละร่างใต้คมอาวุธก็ยิ่งเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่การพยายามหลุดพ้นเคราะห์กรรม แสวงหาทางรอดท่ามกลางความตาย แสวงหาความอิสระอย่างยิ่งใหญ่ของผู้ฝึกกระบี่ ลักษณะของเจียงเซ่อที่ดำรงอยู่บนโลกในเวลานี้ไม่ได้มีร่างจริง เศษซากจิตวิญญาณคล้ายคลึงกับการปล่อยจิตหยางออกมา ควบอยู่ระหว่างสิ่งศักดิ์สิทธิ์กับผี

อู๋ซวงเจียงถามอย่างประหลาดใจ
“จนถึงก่อนที่จะตาย ไฉนผู้อาวุโสถึงไม่ยอมทุ่มสุดชีวิต จะดีจะชั่วก็ช่วงชิงโอกาสรอดชีวิตที่เลือนลางเสี้ยวหนึ่ง? แต่แค่ฝืนแบกรับแสงกระบี่ไว้อย่างเดียว?”

เจียงเซ่อคร้านจะตอบคำถามประเภทนี้ เอ่ยเยาะเย้ยตัวเองว่า
“ตกในวงล้อมสังหารไม่ต่างกัน แต่สภาพการณ์กลับด้อยกว่าโจวมี่ระดับหนึ่ง”

เจิงจวีจงถามตรงๆ
“ผลลัพธ์เป็นอย่างไร?”เฉินผิงอันแสยะยิ้ม
“เล่นงานจนโจวมี่รับมือไม่ทัน รวดเร็วฉับไว กระบี่แทงทะลุศีรษะน่าเสียดายที่ข้าผู้อาวุโสเด็ดหัวของโจวมี่ลงมาไม่ได้”

เฉินผิงอันพูดด้วยสีหน้ามืดทะมึน
“ยกตัวอย่างเช่น โจวชิงเกาลูกศิษย์คนสุดท้ายของเขากับหลิวป๋ายลูกศิษย์ที่สวมชุดคลุมอาคมถ้ำสวรรค์อวี๋เหว่ย ต่างก็เป็นแผนการซุ่มโจมตีของโจวมี่ ดูเหมือนว่าพวกเขาจะถูกโจวมี่ทำการสังหารสามอสุภะแล้วสละทิ้ง คล้ายคลึงกับคราบร่างเซียน แยกกันเดี่ยวๆ ไม่โดดเด่นไม่เปิดเผย ในอนาคต หากสามารถรวมกันเป็นหนึ่งได้ คาดว่าก็น่าจะมุ่งหน้าเข้าหาขอบเขตสิบสี่ หรือไม่ก็กลายเป็นเหมือนท่าเรือที่ให้โจวมี่ได้หวนกลับมายังโลกมนุษย์ สรุปก็คือตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนมาเป็นไม่สำคัญอีกแล้ว”

เฉินผิงอันเงียบไปพักหนึ่งก็ยิ้มเอ่ย
“นับว่ายังพอได้ สามารถรับได้ ล้วนอยู่ในและการคาดการณ์อยู่แล้ว”

พูดมาถึงตรงนี้ เฉินผิงอันก็มองไปยังเจียงเซ่อ ริมฝีปากขยับเบาๆ ดูจากลักษณะแล้วน่าจะเป็นภาษาถิ่นของเมืองเล็กที่ขนบธรรมเนียมบริสุทธิ์เรียบง่ายอีกแล้ว

ตอนที่ตัวเองปิดด่านในขั้นของขอบเขตเซียนเหริน สิ่งที่ให้ความสำคัญในสำคัญอีกทีก็คือการหลอมวัตถุ เป็นทั้งการปูพื้นที่มีเพียงพอต่อการพิสูจน์มรรคาบินทะยาน แล้วก็เป็นแผนการที่ซุ่มไว้เพื่อที่ในตอนที่จะฝ่าทะลุขอบเขตต่อให้ “ไม่นับสถานะของผู้ออกกระบี่ ก็ยังถือว่าเป็นหนึ่งในบินทะยานที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกมนุษย์” ดังนั้นแรกเริ่มจึงคิดว่าจะเติมเต็มช่องโพรงลมปราณทั้งหมดด้วยวัตถุแห่งชะตาชีวิตที่ผ่านการหลอมกลางหลอมใหญ่ สำหรับเรื่องนี้เฉินผิงอันมีความมั่นใจอย่างมาก ตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะสร้างวีรกรรมยิ่งใหญ่ที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน และจะไม่มีใครที่ทำได้อีกในอนาคต คิดว่าวันหน้าเมื่อประลองเวทคาถา ถามกระบี่กับคนอื่นจะต้องจัดวางลงไป ผลคือความทุ่มเททั้งทางกายและทางใจล้วนเป็นเหมือนสายน้ำที่ไหลหายไปในฟ้าดินเล็กร่างกายมนุษย์ พวกมันถูกคนบังคับทำลายให้กลายเป็นหุ่นตั้นที่ยุ่งเหยิงวุ่นวาย ฟังดูแล้วเก่งกาจมากเลยใช่ไหม”

เป็นเฉินผิงอันทนไม่ไหวจริงๆ จึงชี้หน้าด่ากราดเจียงเซ่ออยู่ไกลๆ เจียงเซ่อไม่สะทกสะท้าน อดทนแล้วอดทนอีก ไม่รู้ว่าเหตุใดสุดท้ายก็ไม่ได้ด่ากลับคืนไป

เก็บงาน เก็บงาน ชุยตงซานกับเจียงซ่างเจินต่างก็แสร้งทำเป็นว่าไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น เริ่มทำการเก็บและถอนค่ายกลและฟ้าดินเล็กกลับคืนมา นอกจากดินแดนร่มเงาหลิวและบึงใหญ่สู่โบราณแล้ว ก็ยังมีภาพดวงดาว ภาพคนภูเขา ฯลฯ แล้วก็ยังมีม้วนภาพเซียนกระบี่ที่ถูกตั้งบูชาในศาลบนยอดเขาจี้เซ่อ

สายตาเจียงเซ่อฉายแววมีเลศนัย ด่าสู้อาจารย์ของข้าไม่ได้ก็เลยมารังแกคนที่พูดง่ายอย่างข้าใช่ไหม

ชุยตงซานเอ่ยอย่างอับอายจนพานเป็นความโกรธ
“มองอะไร เห็นสมบัติแล้วเกิดความโลภ เจตนาชั่วร้ายคิดฆ่าคนเพื่อชิงสมบัติหรืออย่างไร?”เจียงเซ่อจีบปาก
“ขอบเขตไม่สูง ลูกเล่นมากมาย วิธีการเยอะนัก ทำให้ข้าต้องเสียสมาธิอยู่สองสามครั้ง”ชุยตงซานสะอึกอึ้ง อยากจะเต้นผางด่าคน แต่กลับรู้สึกว่าฝีมือของตัวเองสู้อาจารย์ไม่ได้ ได้แต่หันไปบ่นเจียงซ่างเจินแทน
“ปล่อยให้โจวอันดับหนึ่งได้นอนเสวยสุขบนสมุดคุณความชอบอีกครั้งหนึ่งแล้ว”โจวอันดับหนึ่งที่ถูกพานโกรธไม่โมโหแม้แต่น้อย พี่น้องบ้านตัวเองบ่นแค่ไม่กี่คำ ไม่ใช่กับแกล้มแกล้มเหล้าแล้วจะเรียกว่าอะไร เจียงซ่างเจินหัวเราะฮ่าๆ
“ดูท่าข้าน่าจะเป็นแม่ทัพนำโชค นับแต่โบราณจวบจนปัจจุบัน ข้างกายของผู้ที่ประสบความสำเร็จเผด็จการ ก็ควรจะต้องมีคนแบบนี้อยู่สักคนสองคน”เจิงจวีจงเอ่ย
“ทางฝั่งของเรือราตรี ข้าได้แจ้งข่าวแทนให้แล้ว โอกาสหาได้ยาก เฉินผิงอัน เจียงเซ่อ พวกเจ้าคุยกันให้มากๆ หน่อย ดีไหม?“อู๋ซวงเจียงยิ้มเอ่ย
“คุยเล่นกันพลางคุยธุระกันไปด้วย ไม่ถ่วงรั้งทั้งสองทาง”

เฉินผิงอันกวาดตามองไปรอบด้าน ผลคือยิ่งมองอารมณ์ยิ่งย่ำแย่ ปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหารผู้ยิ่งใหญ่ หลังจากสละร่างจากไปแล้ว กลับไม่มีสมบัติหนักชิ้นใดทิ้งไว้เลยหรือ?

เฉินผิงอันชุดเขียว เฉินผิงอันชุดขาว เฉินผิงอันที่สวมชุดคลุมอาคมสีแดงสด เงาร่างทั้งสามสายไหวไม่อยู่นิ่ง เดี๋ยวก็แยกจากกัน เดี๋ยวก็กลับมารวมกัน

หนิงเหยาเอ่ยอย่างเป็นกังวล
“เกิดอะไรขึ้น?“เฉินผิงอันเอ่ยเสียงอ่อนโยน
“ไม่เป็นไร จิตแห่งมรรคาดวงหนึ่ง ถูกชักนำรุนแรงเกินไปเหมือนคนคนหนึ่งที่ดื่มจนเมาแล้วฤทธิ์สุราในช่วงหลังค่อนข้างแรง เดินไม่ตรงทาง ตาลายได้ง่าย ผ่านไปสักพักหนึ่งก็จะดีเอง”เจียงเซ่อเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนถามว่า
“เจิงจวีจง หากเจ้าและข้าจับคู่ต่อสู้กัน ต่างก็ไม่ออมมือ ผลแพ้ชนะเป็นอย่างไร?”

“เจ้าตาย ข้ารอด” เจิงจวีจงกล่าว “แต่ราคาที่ต้องจ่ายค่อนข้างสูง”

เจียงเซ่อนวดคลึงปลายคาง เอ่ยว่า
“หากเป็นเมื่อหมื่นปีก่อน ข้ายยังไม่ถูกร่วมสังหารอยู่ในขอบเขตยอดเขาอย่างแท้จริงล่ะ?”เจิงจวีจงกล่าว
“ข้าน่าจะเป็นกุนซือของเจ้า”เจียงเซ่อหัวเราะเสียงดังกังวาน อารมณ์ดีขึ้นได้หลายส่วน ยกสองแขนกอดอก
“หากมีเจ้ากับซิวหู่ร่วมมือกันช่วยเหลือก็น่าจะได้ครอบครองอำนาจยิ่งใหญ่”เจียงซ่างเจินพึมพำ
“ถ้าข้ามีผู้ช่วยแบบนั้น ข้าเองก็ทำได้เหมือนกันนะ”เจียงเซ่อด่า
“เจ้าลูกกระต่ายน้อยสมควรตาย ดันแซ่เจียงเสียได้ การประลองฝีมือครั้งนี้ก็เป็นการดำรงอยู่ของเจ้านี่แหละที่น่าสะอิดสะเอียนที่สุด”เจียงซ่างเจินได้ยินแล้วก็ดีใจมาก ลำพองใจอย่างยิ่ง หันไปพูดกับชุยตงซานว่า
“หึ โมโหแล้ว โมโหแล้ว”ชุยตงซานเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์
“ดูเจ้าทำเก่งเข้าสิ”เจียงซ่างเจินเหลือบมองเฉินผิงอันที่ “ร่างแห่งมรรคาไม่มั่นคง” ยิ้มเอ่ยว่า
“บรรพจารย์สามลัทธิต่างก็ลงมือแล้ว บวกกับจือสือที่ขึ้นสวรรค์ด้วยพลังอำนาจโชติช่วง ออกกระบี่แทงโจวมี่ไปหนึ่งที กระบี่นี้เรียกได้ว่าชั่วร้ายอย่างถึงที่สุด เท่ากับร่วมมือกับบรรพจารย์สามลัทธิ มอบ “โลกมนุษย์” และ “ความเป็นมนุษย์” มากมายให้กับโจวมี่ ไม่รับก็ไม่ได้ นี่ทำให้ความเป็นเทพบรุสุทธิ์ของเขาถูกธุลีแดงแทรกซึมจนยากที่จะบริสุทธิ์ได้อีก ผู้ครองสรวงสวรรค์คนใหม่อย่างโจวมี่จึงเปลี่ยนมาเป็นได้ตำแหน่งอย่างไม่ถูกต้อง ต่อจากนี้ต้องมีการสาวเส้นไหม ไม่แน่ว่าแม้กระทั่งชื่อของ “เฉินผิงอัน” นี้ก็อาจจะเป็นข้อต้องห้ามบนมหามรรคาของโจวมี่ในอนาคตไปอีกหลายร้อยปี ไม่ผิด การขึ้นสวรรค์ไปส่งกระบี่ครั้งนี้ไม่ได้เปลืองแรงเปล่า”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!