เจิงจวีจงไม่ได้รีบร้อนเก็บนครจักรพรรดิขาวที่พังพินาศพวกนั้นมา อู๋ซวงเจียงร่ายยันต์ทับซ้อนที่เหลืออยู่มาเสริมสร้างภาพดวงดาวจื่อเวยให้แข็งแกร่งเพื่อป้องกันไว้ก่อน เฉินผิงอันลอยตัวอยู่กลางอากาศ เผยท่วงท่าของคนฟ้าที่ลี้ลับมหัศจรรย์อย่างหนึ่ง กระบี่บินชิงผิงบินล้อมวนอยู่รอบด้านคอยปกป้องเจ้านาย ด้ามกระบวยของดวงดาวเป่ยโต่วยังคงชี้ไปยังกระดูกขาวที่กลิ่นอายความตายอบอวลปลายกระบี่ของกระบี่บินเป่ยโต่วสั่นสะท้านน้อยๆ หนิงเหยาขี่กระบี่ลงมาจากเสาสวรรค์ที่เอนเอียงมาอยู่ข้างภาพค่ายกล
อู๋ซวงเจียงยิ้มถามพวกเขาถือเป็นพันธมิตรที่ร่วมกันยึดครองแผ่นดินมาได้ อู๋ซวงเจียง “ยึดครองตำแหน่ง” มานั่งตำแหน่งบรรพบุรุษสำนักการทหารแทนที่เจียงเซ่อ ช่วยก่อเตาไฟขึ้นมาใหม่ให้เขาในใต้หล้ามืดสลัว รวบรวมกำลังพล รวบรวมเอาวิญญาณวีรบุรุษแม่ทัพปู่มาได้มากกว่าเดิม สร้างระบบสืบทอดที่แท้จริงสายหนึ่งขึ้นมา สามารถเผชิญหน้ากับสำนักการทหารของใต้หล้าไพศาลได้อย่างเท่าเทียม
เฉินผิงอัน “ช่วงชิงชื่อเสียง” พูดง่ายๆ ก็คือทำให้ “เจียงเซ่อ” ถูกตัดชื่อออกจากมหามรรคา เฉินผิงอันที่ใช้ค่ายกลฟันสังหารเจียงเซ่อ ต่างหากถึงจะเป็นผู้ปกครองอันชอบธรรมบนมหามรรคาของสำนักการทหารในนามอินกวาน หนุ่มผู้นี้ต่างหากจึงจะเป็นบรรพบุรุษคนใหม่ของสำนักการทหารที่สอดคล้องกับคำว่า “ระบบที่ถูกต้อง” ในภายนอก
นี่ก็หมายความว่าต่อจากนี้อู๋ซวงเจียงต้องพูดคุยเรื่องการค้าใหญ่ครั้งหนึ่งกับเฉินผิงอัน เขาต้องการ “ความถูกต้องชอบธรรม” ซึ่งเชื่อถือได้ยิ่งกว่ามาครอง ส่วนตัวเขาเองกับตำหนักสุ่ยอูต้องจ่ายด้วยอะไร ก็หนีไม่พ้นว่าคนหนึ่งเสนอราคาสูงเทียมฟ้า ส่วนอีกคนหนึ่งนั่งลงต่อรองราคา หากว่าเจรจากันไม่สำเร็จ ก็ไม่ได้ส่งผลร้ายแรงอะไรต่อการวางแผนในใต้หล้ามืดสลัวของอู๋ซวงเจียง แต่สำหรับเจ้าตำหนักอู๋ที่มี “โรครักความสมบูรณ์แบบ” ถึงอย่างไรจิตแห่งมรรคาก็ต้องรู้สึกอึดอัดสุดขีด
เจิงจวีจงได้ผลประโยชน์ที่จับต้องได้จริงไปครอบครอง ตบะของสำนักการทหารที่เจียงเซ่อสะสมมานานหมื่นปีล้วนตกเป็นของเขาทั้งหมด ส่วนโชคชะตาบู๊ห้าส่วนของเจียงเซ่อก็ได้มีข้อสรุปมานานแล้ว สามส่วนเป็นของเจิงจวีจง สองส่วนเป็นของอู๋ซวงเจียง ชื่อเสียงของคนก็เหมือนเงาของต้นไม้ ต่อให้เหตุการณ์ยุติลงแล้ว เจียงซ่างเจินก็ยังคงไม่กล้าเชื่อว่าพวกเขาสามคนสามารถร่วมมือกันสังหารเจียงเซ่อ บุคคลอันดับที่สี่ของโลกมนุษย์ยุคบรรพกาลได้จริงๆ หรือ?
ชุยตงซานพรูลมหายใจยาวเหยียด รู้สึกโล่งเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก แต่ความสนใจที่มากกว่านั้นกลับยังคงอยู่ที่กระดูกขาวที่ยังไม่กลายเป็นเถ้าธุลี ปราณวิญญาณฟ้าดินที่เข้มข้นเหมือนอินลู่ (ปรอท) ไหลริน เริ่มค่อยๆ มารวมตัวกันสุดท้ายไล่ไปตามร่องรอยที่มองไม่เห็นของ “สายน้ำ” บางส่วนกระเพื่อมลอยค้างอยู่ระหว่างฟ้าครามและดินเหลือง พวกมันเหมือนแม่น้ำห้าเส้นที่ลอยค้างอยู่เหนือพื้นดิน สายน้ำเป็นสีห้าสี เห็นได้ชัดว่าสอดคล้องกับห้าธาตุ
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นภาพเหตุการณ์ผิดปกติแห่งฟ้าดินที่เกิดจากสมบัติอาคมร้อยกว่าชิ้นและยันต์หกแสนห้าหมื่นแผ่นที่ปริแตกพังทลายไปของอู๋ซวงเจียง เจียงซ่างเจินเอ่ยชื่นชมนอกจากนี้ยังมีเศษแก้วใสห้าสีจำนวนมากน่าดูชมกระจายกันอยู่บนพื้น ประกายแสงพร่างพราว ส่องประกายเรืองรอง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเหตุการณ์ประหลาดลี้ลับที่เกิดจากการชักนำของสิ่งกีดขวางบนมหามรรคาที่ถูกทำลาย ถูกตัดแบ่งจากการประลองยุทธ์ระหว่างเฉินผิงอันกับเจียงเซ่อ การประลองเวทคาถาระหว่างอู๋ซวงเจียงกับเจียงเซ่อ รวมไปถึงแสงกระบี่เจ็ดเส้นจากนอกฟ้า
ยกตัวอย่างเช่น “ปลาใหญ่” แต่ละตัวที่ถูกกระแสน้ำซึ่งระบายออกมากระแทกจนสลบเหมือดล้ำค่าหายากผิดปกติ มีค่าเหนือกว่าเหรียญทองแดงแก่นทอง นอกจากอาศัยโชควาสนามางมเอาของประเภทนี้ขึ้นมาจากแม่น้ำแห่งกาลเวลาแล้ว ก็ยังมีอีกวิธีหนึ่ง นั่นก็คือ เป็นของที่ขอบเขตบินทะยาน ผู้ฝึกตนใหญ่ขอบเขตสิบสี่สละร่างทิ้งไว้ ในบางระดับแล้วของชิ้นนี้ก็คือสิ่งของจับต้องได้จริงที่เกิดจากการ “จำแลงผลแห่งมรรคา” ของผู้ฝึกตนใหญ่
ชุยตงซานลองประมาณการคร่าวๆ“เหมือนกับหินสังหารมังกรที่มีราคาแต่ไร้ตลาด คือของดีที่มีเงินก็หาซื้อไม่ได้”
เจียงซ่างเจินก็รู้สึกอยากได้อยู่เหมือนกันจำได้ว่าตอนนั้นที่ตูเม่ยมหามรรคาแหลกสลาย ถูกจั่วโย่วปล่อยกระบี่ใส่ทำให้ต้องสละร่าง ก็มีของประเภทนี้ปรากฏขึ้นบนโลก ทางฝั่งของแจกันสมบัติทวีปเคยลงมืออย่างจริงจัง สุดท้ายยังคงเป็นฉีเจินแห่งสำนักโองการเทพที่เจรจาเรื่องนี้กับสวินยวนเป็นการส่วนตัว ถึงได้หลีกเลี่ยงการประลองมรรคกถาที่ทำลายความปรองดองครั้งหนึ่งไป
เผ่าพันธุ์เจียวหลงกินหินดีงูที่เป็นผลผลิตเฉพาะถ้ำสวรรค์หลีจู จะสามารถเพิ่มพูนตบะ เพิ่มพูนพละกำลังได้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน้ำ ไม่ต้องสนใจว่าได้รับการแต่งตั้งอย่างถูกต้องจากทางราชสำนักหรือเป็นศาลเถื่อน ของสิ่งนี้ก็เป็นของบำรุงใหญ่ระดับหนึ่งในโลกที่แม้แต่ฝันก็ยังไม่กล้าฝันถึง
ตบะที่สั่งสมมาหมื่นปีของปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหาร ตบะและขอบเขตเดิมทีควรเป็นมายาล่องลอย แต่พลังตบะชุดนี้ของเจียงเซ่อยิ่งใหญ่มหาศาลเกินไป ผ่านการหล่อหลอมให้กระชับแน่นเกินไป ถึงกับเกิดเป็นรุ้งยาวสีขาวและสีดำซึ่งแปลกประหลาดอย่างมาก ระหว่างแม่น้ำยาวปราณวิญญาณ “ห้าสี” ห้าเส้นนั้น กระเพื่อมแผ่ออกมาเป็นระลอกช้าๆ
บนสนามรบด้านนอกนครจักรพรรดิขาว หอกยาวโพ่เจินยังคงสมบูรณ์แบบไร้ความเสียหาย ศาสตราวุธเทพชิ้นนี้ถูกตั้งบูชาอยู่ในศาลโอ่วเสินที่ถูกสร้างขึ้นบน “ยอดเขา” ด้านใต้ลำน้ำใหญ่เส้นหนึ่งของราชวงศ์อวี๋ฝูแห่งยงโจว ใต้หล้ามืดสลัว
เจียงซ่างเจินเกิดความสงสารเวทนา ลำพังแค่เรื่องของนอกกาย ปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหารท่านนี้ก็ช่างยากจนจริงๆ เมื่อประมาณหมื่นปีก่อน บุรุษผู้นี้อาศัยแค่สองหมัดกับหอกยาวหนึ่งด้ามก็สามารถเดินขึ้นฟ้าไปได้แล้ว?
การซุ่มโจมตีที่เตรียมการมาอย่างพิถีพิถันและการล้อมสังหารที่มีการวางแผนอย่างรัดกุมครั้งนี้ ตั้งแต่ต้นจนถึงท้ายที่สุด จิตหยินของเจียงเซ่อก็ยังไม่ได้กลับคืนสู่ตำแหน่ง เจียงซ่างเจินตกใจสะดุ้งโหยง เกือบจะอดไม่ไหวออกกระบี่สังหาร… ผี?
ขนาดนี้แล้ว เจียงเซ่อยังไม่ตายอย่างสิ้นซาก ยังเป็นวิญญาณร้ายที่ตามติดไม่เลิกอีกหรือ?
มารดามันเถอะ เคารพส่วนเคารพ แต่เจียงซ่างเจินไม่ได้อยากถูกเจียงเซ่อเป็นฝ่ายย้อนกลับมาสังหาร เส้นทางวกวนพลิกผัน ผลแพ้ชนะกลับตาลปัตร พวกตัวร้ายในนิยายกี่มากน้อยที่ต้องมีจุดจบเช่นนี้?
แต่เจียงซ่างเจินเห็นว่าพวกเจิงจวีจงมีสีหน้าเป็นปกติ ไม่มีท่าทางประหลาดก็วางใจลงได้ เห็นเพียงว่ากระดูกขาวที่เป็นสีใสแวววาว ยังคงหยัดยืนไม่ล้มลงนั้น มีแสงสีทองเป็นจุดๆ เปล่งประกายขึ้นมา สุดท้ายก็กลับคืนมามีรูปโฉมของเจียงเซ่อที่สมบูรณ์แบบ ฟันสังหารคือเรื่องจริง สละร่างใต้คมอาวุธก็ยิ่งเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่การพยายามหลุดพ้นเคราะห์กรรม แสวงหาทางรอดท่ามกลางความตาย แสวงหาความอิสระอย่างยิ่งใหญ่ของผู้ฝึกกระบี่ ลักษณะของเจียงเซ่อที่ดำรงอยู่บนโลกในเวลานี้ไม่ได้มีร่างจริง เศษซากจิตวิญญาณคล้ายคลึงกับการปล่อยจิตหยางออกมา ควบอยู่ระหว่างสิ่งศักดิ์สิทธิ์กับผี
อู๋ซวงเจียงถามอย่างประหลาดใจ

VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!