พอมีพื้นที่มงคลระดับบนก็อยากจะให้ถ้ำสวรรค์กับพื้นที่มงคลเชื่อมติดกัน เกิดสถานการณ์ที่ฟ้าและดินเชื่อมโยงถึงกัน แล้วก็อยากจะสร้างพันโลกธาตุขนาดเล็กที่มหามรรคาเพียบพร้อม สามารถโคจรได้ด้วยตัวเอง สุดท้ายอยากจะสร้างพันโลกธาตุขนาดเล็กขึ้นมาสามพันแห่งก็จะกลายมาเป็นพันโลกธาตุขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง”
อู๋ซวงเจี้ยงพูดเสริมมาว่า“ก็เหมือนอย่างการกลับชาติมาเกิดใหม่ของผู้ฝึกตนโลกยุคหลัง การผลัดเปลี่ยนราชวงศ์ก็คือการแสดงออกอย่างหนึ่งของ ‘สวรรค์ชิงชัง” เช่นเดียวกัน ใช้การบอกลาสิ่งเก่ามาต้อนรับสิ่งใหม่
หมื่นปีก่อน ผู้ฝึกตนกลุ่มของพวกบรรพจารย์สามลัทธิถึงอย่างไรก็มิอาจใช้วิถีใหม่มาเปลี่ยนวิถีเก่าได้อย่างสมบูรณ์แบบ สำหรับ ‘ระบบสืบทอด” มากมายก็มีการรักษาและสืบทอดต่อไป หวังว่าหลังจากที่สามารถ “เป็นนาย” ได้แล้วจะทำการแก้ไขความผิดและเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง
ดังนั้นจึงมี…”
อู๋ซวงเจี้ยงยิ้มเอ่ย“หลายๆ ใต้หล้า แม้กระทั่งเปลี่ยวร้างเองก็ยังต้องลองดูว่าจะสามารถหาวิธีแก้ไขที่เหมาะสมที่สุดให้กับโลกมนุษย์ได้หรือไม่ ทำให้ความเป็นมนุษย์ที่ซับซ้อนกับความเป็นเทพที่บริสุทธิ์ แน่นอนว่ายังมี ความเป็นสัตว์ที่สามารถมองว่าเป็นความบริสุทธิ์ได้เช่นเดียวกัน ทำให้ระหว่างสามอย่างนี้ก่อเกิดความสมดุลที่ลุ่มลึกอย่างหนึ่ง”
“ดูว่าหลังจากที่โลกมนุษย์ได้พักฟื้นหมื่นปีจะมี “นักพรตกลุ่มที่สอง” ที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิมปรากฏขึ้นมาได้หรือไม่”
โจวมี่รู้สึกว่าบรรพจารย์สามลัทธิพ่ายแพ้แล้ว พ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง อู๋ซวงเจี้ยงพลันถามว่าเจียงเซ่อยิ้มกล่าว “ไม่ดีไม่เลว พอใช้ได้กระมัง”
“ด้านหนึ่งให้มดตัวใหญ่บางส่วนบนพื้นดินเป็นได้เพียงตั๊กแตนตัวใหญ่เท่านั้น”
“อีกด้านหนึ่ง หากมดตัวนี้กลายเป็นภูต บังเอิญโชคดีได้บินขึ้นไปบนฟ้าคราม ก็สามารถเข้ามาแทนที่ตำแหน่งเทพที่ว่างเปล่าของสรวงสวรรค์บรรพกาลที่ยิ่งนานก็ยิ่งเพิ่มเยอะมากขึ้นได้”
“ดังนั้นหอบินทะยานสองแห่งที่แรกเริ่มอยู่ใน “ใต้หล้า” จึงมีผลประโยชน์อย่างใหม่ ขณะเดียวกันก็เอามาใช้ชักนำเซียนดินให้ขึ้นสู่ตำแหน่งเทพด้วย”
คำว่า “ใต้หล้า’ ของเจียงเซ่อคือคำกริยา คือการถ่วงสมดุลกันอย่างหนึ่ง
เดิมทีหอบินทะยานก็คือทางลัดที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ใช้เยื้องกรายลงมายังพื้นดิน แต่กลับกลายเป็นเส้นทางเพียงหนึ่งเดียวของสรรพชีวิตซึ่งมีสติปัญญาที่ฝึกตนกลายเป็นเทพได้สำเร็จ
ขึ้นไปบนหอบินทะยานก็คือการเดิมพันครั้งใหญ่ครั้งหนึ่ง หากไม่สำเร็จ ไม่อาจไปถึงด้านบนสุด กายดับมรรคาสลายไปอย่างสิ้นเชิง กลายเป็นเถ้าแห่งเคราะห์กรรมแล้ว เป็นฝุ่นผงที่ร่วงหล่นลงมา หวนกลับคืนสู่พื้นดินใหม่อีกครั้ง ส่วนที่ทำได้สำเร็จถึงอย่างไรก็มีอยู่น้อยมาก
หยางเหล่าโถวแห่งร้านยาตระกูลหยาง หนึ่งในสิบสองเทพชั้นสูง เขาก็คือเผ่ามนุษย์ขอบเขตบินทะยานคนแรกของโลกมนุษย์ที่ขึ้นไปถึงบนยอดสูงสุด ดังนั้นเขาจึงถูกขนานนามว่าเป็นบรรพบุรุษแห่งเซียนดิน อีกทั้งยังมีเจตนาที่ดีต่อเผ่ามนุษย์
แต่นักพรตบรรพกาลส่วนใหญ่กลับไม่ยินดีจะเดินขึ้นไปบนหอบินทะยาน เมื่อเป็นเช่นนี้การเดินขึ้นฟ้าจึงเจอกับอุปสรรค นักพรตจำต้องถูกบีบให้พัฒนาไปในแนวกว้าง เหมือนน้ำที่ไหลเอ่อไปทั่วบริเวณรอบด้าน
มีพื้นที่ประกอบพิธีกรรมและถ้ำสถิตมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนพงหนามที่เป็นดั่งปลายกระบี่ชี้ขึ้นฟ้า นักพรตแต่ละคนทุ่มเทแรงใจจนหมดสิ้นเพื่อสร้างเส้นทางเลียนแบบช่องทางเทพขึ้นมา ศึกษาหาเวทคาถาที่มากกว่าเดิม
นครที่เหล่ามนุษย์ธรรมดามารวมตัวกันยิ่งนานก็ยิ่งมีมาก แม้ว่ากิ่งก้านจะหนาใบจะใหญ่ แต่กลับเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตชีวา เหล่านักพรตครอบครองถ้ำสถิตดึงดูดเอาปราณวิญญาณฟ้าดิน
แต่ในเมื่อต้องมีวันหนึ่งที่ขีดจำกัดมาถึง จึงได้เริ่มแสวงหาระบบเส้นสายการสืบทอด รับเอาลูกศิษย์ที่ไม่มีความเกี่ยวโยงทางสายเลือด แล้วเริ่มแตกกิ่งก้านสาขาออกไป บันทึกวิชาอภินิหารและเวทคาถาลงสมุดเอาไว้ ให้ ‘มรรคา” ของตนสืบทอดต่อไปได้
ก็เหมือนการให้ชีวิตได้มีการสืบทอดต่อไปโดยใช้วิธีการอีกอย่างหนึ่ง หัวกำแพงของนครยิ่งนานก็ยิ่งสูง เผ่ามนุษย์ที่อยู่ในนครยิ่งนานก็ยิ่งมาก จึงมีเค้าโครงของกฎระเบียบ มารยาทพิธีการ กฎหมายและประเพณีท้องถิ่นของโลกยุคหลัง
ทุกหนทุกแห่งในโลกมนุษย์ล้วนคือเขตแดนที่ตัดสลับถักทอกัน มี “คุณธรรมจริยธรรม” ที่เป็นที่ยอมรับกันโดยปริยาย
แน่นอนว่าต้องมีการแบ่งแยกดีกับเลว สวมเสื้อผ้าที่มากพอจะให้อบอุ่นต้านทานความหนาว ก็เริ่มแสวงหาความงดงามความหรูหรา ความสวยงามที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิต
เมื่อเทียบกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แทบจะดำรงอยู่เป็นนิรันดรกาลไม่เสื่อมสลายแล้ว เผ่ามนุษย์ที่อยู่บนพื้นดิน ราวกับว่าชะตาชีวิตอันแสนสั้นที่เดี๋ยวก็เป็นเดี๋ยวก็ตาย ใจแห่งการแสวงหามรรคาสั่นคลอนไม่หยุดนิ่ง
เมื่อเทียบกับฟ้าดินที่กว้างใหญ่ไพศาลหาที่สิ้นสุดไม่ได้แล้ว ความรู้สึกเล็กจ้อยกับความรู้สึกว่างเปล่าของตัวเอง การปรากฏและการพัฒนาของคำพูดและภาษาก็ยิ่งทำให้ในใจของเผ่ามนุษย์เกิดความหิวโหยและความเหนื่อยล้าที่ทับซ้อนกันเป็นชั้นๆ
“หลังจากนั้นด่านที่สี่ก็ปรากฏขึ้นมา เผ่ามนุษย์ขัดเกลาร่างกายให้แข็งแรง เสริมสร้างให้เรือนกายที่มีเลือดเนื้อแข็งแกร่ง จากนั้นจึงฝึกวิชาคาถา
หากจะบอกว่าอายุขัยสามารถขยายให้ยืนยาวออกไปได้ ความเป็นมนุษย์ก็สามารถถูกกลั่นกรองเอาส่วนขุ่นมัวออก เหลือเพียงความดีงามให้คงอยู่เป็นรูปเป็นร่าง ยิ่งนานวันก็ยิ่งขยับเข้าใกล้ความเป็นเทพ
คำว่า “หิวโหย” ของเฉินผิงอัน จึงถูกขยายใหญ่เอาไว้อย่างไร้ขีดจำกัด แรกเริ่มสุดเผ่ามนุษย์สังหารเผ่าปีศาจก็เพื่อการดำรงอยู่ เผ่ามนุษย์สังหารเผ่ามนุษย์ด้วยกันเอง การประลองกำลังและการเข่นฆ่าระหว่างนักพรตในยุคบรรพกาล ก็เพื่อให้กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกประเภทหนึ่งในโลกมนุษย์ได้เร็วกว่าเดิม ได้ไวว่าเดิม ได้สูงกว่าเดิม
ในขอบเขตแต่ละขั้นก็มีคอขวดของแต่ละขั้น จุดที่เป็นกุญแจสำคัญที่สุดก็คือ หลังจากนั้นจิตมารจะลอยขึ้นมาบนผิวน้ำ เกิดเป็นเงาของเหล่านักพรต”
“แต่ว่านักพรตคนแรกของโลกมนุษย์ท่านนั้น การปรากฏตัวของเขาก็คือหนึ่งในตัวแปรที่ใหญ่ที่สุด”
“เป็นเขาที่สอนเหล่านักพรตว่าที่แท้มรรคาสามารถฝึกกันได้เช่นนี้ เส้นทางสามารถเดินกันได้เช่นนี้ ไม่จำเป็นต้องให้เจ้าตายข้ารอด ได้แต่เดินไปบนทางสะพานไม้ท่อนเดียวเท่านั้น”
“แรกเริ่มการถ่ายทอดมรรคาของเขาไม่เด่นชัดนัก ได้แต่ถูกผลักดันไปตามวันเวลานักพรตที่ยิ่งนานก็ยิ่งมีเพิ่มมากขึ้นรู้สึกว่าเขาต่างหากที่ถูกต้อง”
“สุดท้าย ข้อที่ห้าก็คือจำนวนรวมของเผ่ามนุษย์ หากไม่มีการปูพื้นเช่นนี้แล้วยังกล้าเพ้อฝันว่าจะเดินขึ้นฟ้าไปงัดข้อกับทวยเทพพวกนั้นน่ะหรือ? พวกเจ้าคิดว่าใต้หล้าทั้งหลายในทุกวันนี้ จำนวนประชากรมนุษย์คือเผ่าพันธุ์ที่มีมากที่สุดแล้วหรือ?”
เจียงเซ่อหัวเราะหยัน


VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!