ต้นกำเนิดที่แท้จริงอยู่ที่ผู้สวมเสื้อเกราะ อยู่ที่ผู้ครองกระบี่ และยิ่งอยู่ที่การดำรงอยู่ของคนผู้นั้น
“ในเมื่อเกิดการช่วงชิงบนมหามรรคาขึ้นมา ต่างคนต่างก็อยากจะให้มีต้นกำเนิดที่ถูกต้องชัดเจน ไม่อย่างนั้นเจ้าคิดว่าพวกเขาเสียสติกันหรืออย่างไร?”
โครงกระดูกของสิ่งศักดิ์สิทธิ์จำนวนนับไม่ถ้วนทำให้เกิดดวงดาวที่ฝังเลื่อมอยู่บน “มรรคา” ขึ้นมา ร่างทองที่แหลกสลายก็ได้กลายมาเป็นแม่น้ำยาวแห่งกาลเวลาที่โลกรุ่นหลังเรียกขานกัน
เผ่ามนุษย์สร้างที่อยู่อาศัยตามสายน้ำ นักพรตยุคบรรพกาลเองก็ “ดื่มน้ำ” จากแม่น้ำยาวแห่งกาลเวลาเช่นเดียวกัน กลายมาเป็นผู้หลอมลมปราณ
เวทคาถาและวิชาอภินิหารเริ่มกลายมาเป็นคำพูดสองอย่าง วิชาอภินิหารนั้นเป็นได้แค่สิ่งที่สวรรค์ประทานให้ เวทคาถากลับเป็นสิ่งที่แสวงหามาด้วยตัวเอง
นักพรตที่มีทั้งวิชาอภินิหารและเวทคาถาเริ่มฆ่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นเหตุให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์มากกว่าเดิม นำพา “เส้นทางเทพ” มายังโลกมนุษย์ ก่อนจะจำแลงกลายมาเป็นเวทคาถาที่มากกว่าเดิม
แต่พอมียนักพรตที่เรียนรู้วิชาการขึ้นภูเขาก็เริ่มละทิ้งเจ็ดอารมณ์หกปรารถนาของมนุษย์ ดังนั้นจึงมีจิตมารเหมือนเงาตามติดที่ “ไล่ตาม” นักพรตไป พวกมันเหมือนผีพรายที่จมน้ำตาย พยายามที่จะลากคนลงน้ำไปด้วย
ดังนั้นเทวบุตรมารนอกโลกที่ก่อความวุ่นวายถึงได้ถูกเรียกขานว่าเป็น “ภัยทางน้ำ”
ผู้ฝึกตนสำนักการทหารอยู่ห่างจากแม่น้ำแห่งกาลเวลาไกลที่สุด บวกกับที่ได้รับการปกป้องจากคุณูปการของเจียงเซ่อ ปฐมบรรพบุรุษที่ “เป็นคนแรกที่สังหารสิ่งศักดิ์สิทธิ์” “เปิดฟ้าผ่าดิน”
ผู้ฝึกตนสำนักการทหารจึงเหมือนผู้ฝึกกระบี่บริสุทธิ์ที่ไม่หวาดเกรงการสยบกำราบจาก “มหามรรคาใหม่เอี่ยมของโลกมนุษย์” มากที่สุด
ชุ่ยตงซานกล่าวคนที่พูดคือชุ่ยตงซาน แต่เจียงเซ่อกลับมองไปยังเฉินผิงอัน หัวเราะหยัน เอ่ยว่า
“ฟังแล้วยุติธรรมอย่างมาก เป็นธรรมอย่างยิ่งแล้ว แต่เจ้าคือคนที่ใกล้จะได้เป็นราชครูของแคว้นต้าหลีแล้ว มีหรือจะไม่รู้ว่าในนี้มีหลุมพรางอยู่?”
“อันดับแรก ก่อตั้งลัทธิเรียกตัวเองเป็นบรรพจารย์นั้นไม่อิสระที่สุด จิตแห่งมรรคาดวงหนึ่ง ขอแค่มีความเคลื่อนไหวสักเล็กน้อยก็จะยิ่งเพิ่มความเร็วในการจำแลงฟ้าดิน”
“รองลงมา สำนักการทหารยึดครองใต้หล้าทั้งแห่ง ศึกครั้งนี้ยังจะต่อสู้กันอยู่อีกไหม? สู้การเข่นฆ่าของหลายแคว้น ทำให้สรรพชีวิตมอดม้วย เสียงร้องไห้ดังระงมไปทั่วทุกหนแห่งชาวบ้านใช้ชีวิตกันไม่ได้ วิถีทางโลกที่เป็นเช่นนี้แตกต่างจากวิถีทางโลกของเมื่อก่อนอย่างไร? ไม่สู้? ไม่ต่อสู้ แล้วมารดามันยังจะเรียกว่าสำนักการทหารได้อีกหรือ? ถอยไปพูดหมื่นก้าว ต่อให้สำนักการทหารเปลี่ยนโฉมหน้าใหม่ กลัวก็แต่การนำมาเปรียบเทียบกัน ใจคนกลัวการเปรียบเทียบเสมอ…”
เจียงซ่างเจินอดไม่ไหวเปิดปากรับคำต่อว่า
“ก็สู้ได้นี่นา ทำไมจะต่อสู้กันไม่ได้ล่ะ ผู้อาวุโสแค่ต้องหลบอยู่หลังม่านคอยบงการสถานการณ์ในใต้หล้า อบรมปลูกฝังหุ่นเชิดกลุ่มหนึ่งขึ้นมานั่งครองบัลลังก์มังกรเป็นฮ่องเต้ แคว้นแห่งนี้หยุดพักฟื้นฟูกำลัง แผ่นดินนั้นจึงระดมกำลังทัพอย่างยิ่งใหญ่ เต็มไปด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์และสะสมกำลังพลไว้พร้อมรบ ก็สามารถไปท้ารบกับที่ชายแดนได้ หรือรักษาความสงบไว้ในภาพรวม
ทุกๆ สองสามร้อยปีผ่านไป ให้หลายสิบแคว้นหรือร้อยกว่าแคว้นทำสงครามครั้งใหญ่กัน ก็ไม่ถือว่าเป็นการแบ่งแยกมานานต้องมารวมกัน รวมกันมานานต้องแบ่งแยกอย่างหนึ่งหรอกหรือ?”
“หรือว่า สามารถอำมหิตได้อีกหน่อย”
“ต่อสู้กันจนใต้หล้าทั้งแห่งแตกยับออกเป็นเสี่ยงๆ ไม่เหลือสิ่งมีชีวิตอย่างที่สองอีกต่อไปแล้ว ในฐานะบุคคลที่หลงเหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียว ก็จะสามารถอาอาศัยโอกาสนี้พิสูจน์มรรคา กลายมาเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตสิบหกคนแรกของโลกมนุษย์ใหม่เอี่ยมได้หรือไม่?”
“ที่อำมหิตที่สุดก็คือ ใต้หล้าบ้านตัวเองไม่ทำสงคราม แต่เลือกใต้หล้าแห่งหนึ่งเป็นศัตรูในจินตนาการ ต่อสู้กันจนมหามรรคาของสองใต้หล้าพังถล่ม บางทีอาจมีโอกาสมากยิ่งกว่า? บรรพบุรุษใหญ่ของเปลี่ยวร้างโจมตีไพศาล ถึงอย่างไรก็ไม่อาจทำให้พลังตบะเพิ่มขึ้นอย่างเด่นชัดในช่วงเวลาระหว่างสงครามใหญ่ได้โดยตรง แต่เจียงเซ่อกลับทำได้ เหมือนป๋ายเจ๋อยิ่งกว่าป๋ายเจ๋อเสียอีก ”
เงียบสงัดไร้เสียงใดๆ ไม่มีใครเปิดปากพูดอะไรแล้ว
เจียงซ่างเจินเอ่ยอย่างระมัดระวังว่า “ข้าอ่อนหัดไปหรือ?”
“เจ้านี่มันช่างกล้าคิดจริงๆ!” เจียงเซ่อหัวเราะเสียงดังอย่างชอบใจ
“ก็บอกแล้วว่าเจ้าฉลาด มีฉายาว่าอะไรแล้วนะขอข้าจำหน่อยสิ”
เจียงซ่างเจินหัวเราะร่วนเจียงเซ่อถลึงตาใส่ “ไปเล่นไกลๆ เลยไป” เจียงซ่างเจินบ่น “โมโหอีกแล้ว ”
สีหน้าของเจียงเซ่อเลื่อนลอย นึกถึงสหายเก่าคนหนึ่งเพียงแต่ว่าเจียงเซ่อไม่ได้รับคำแนะนำนั้นไว้ ควบคุมใต้หล้าแห่งหนึ่ง เล่นกับใจคน ประคับประคองหุ่นเชิด? ถ้าอย่างนั้นเขาเจียงเซ่อจะต่างจากเทพที่อยู่สูงเหนือผู้ใดตรงไหน? เฉินผิงอันทำท่าจะพูดแต่ไม่พูด
ก่อนหน้านี้อยู่ที่หอสยบปีศาจ ปรมาจารย์มหาปราชญ์เคยพูดถึงเรื่องหนึ่งกับปากตัวเอง ยังบอกด้วยว่าเขาเองก็ “เพิ่งคิดจนเข้าใจ” เหมือนกัน
หากตอนนั้นเฉินผิงอันเลือกที่จะไม่สนใจภายนอก ร่วมมือกับผู้ฝึกกระบี่ รวมไปถึงแอบติดต่อกับเจิ้งจูจีจงและอู๋ซวงเจี้ยงอย่างลับๆ ล้อมสังหารลู่เฉินในบริเวณใกล้เคียงกับซากปรักของกำแพงเมืองปราณกระบี่ ถ้าอย่างนั้นไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร ก็ไม่แน่เสมอว่าปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหารจะเผยกายบนโลก อย่างน้อยที่สุดก็เปลี่ยนคนมาแทนที่
เจิ้งจูจีจงกับอู๋ซวงเจี้ยงต้องการตำแหน่งของบรรพบุรุษสำนักการทหารใหม่เอี่ยม ได้มีการวางแผนไว้นานแล้ว เกี่ยวพันไปถึงสถานการณ์ใหญ่ในอนาคตของใต้หล้ามืดสลัว
มรรคาจารย์เต๋าไม่อยากจะควบคุมหรือ? ต่อให้ในใจมรรคาจารย์เต๋ารู้ดีว่าต้องทำเช่นไร เพียงแต่รู้สึกว่าไม่สู้ปล่อยไปตามธรรมชาติ หรือว่าป๋ายอวี่จิงจะสัมผัสอะไรไม่ได้เลย ตั้งแต่ต้นจนจบไม่พบเบาะแสอะไรเลยสักนิด?
เจิ้งจูจีจงพูดหยอกล้อว่า “เป็นโจร ถึงอย่างไรก็ง่ายกว่าป้องกันโจร”
ก่อนหน้านี้ตอนที่อยู่หอสยบปีศาจ เฉินผิงอันก็สงสัยแล้วว่าร่างแยกร่างที่สามของเจิ้งจูจีจงได้ไปวางแผนลับทำเรื่องใหญ่อยู่ในใต้หล้ามืดสลัวมานานแล้ว
สิ่งที่ต้องการก็คือสถานะปฐมบรรพบุรุษของสำนักการทหารของโลกมนุษย์แห่งใหม่ ตอนนั้นปรมาจารย์มหาปราชญ์ให้แค่คำตอบอย่างคลุมเครือ บอกว่า “บอกได้ยาก”
เจิ้งจูจีจงกล่าวเจียงเซ่อบอกว่าผู้บรรลุมรรคาก่อตั้งลัทธิเรียกตัวเองเป็นบรรพจารย์ไม่มีอิสระ คำกล่าวนี้กล่าวได้ถูกต้อง แล้วนับประสาอะไรกับที่เมื่อมาถึงตำแหน่งของพวกเขา ความเล็กใหญ่ ความเร็วความช้า ความเบา ความหนักของผู้คนและเรื่องราวที่มองเห็นอยู่ในสายตา ก็ไม่ค่อยเหมือนคนทั่วไปแล้ว”
ร่องรอยบนมหาสมุทรของเรือราตรีก็คือตัวอย่างที่ไม่เลว งมเข็มในมหาสมุทรย่อมยากเหมือนเดินขึ้นสวรรค์ แต่การจับปลาสักตัวในสระของบ้านตัวเองก็ไม่ง่ายเหมือนกัน
เจิ้งจูจีจงใช้เสียงในใจกล่าว

VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!