เข้าสู่ระบบผ่าน

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 1166

ต้นกำเนิดที่แท้จริงอยู่ที่ผู้สวมเสื้อเกราะ อยู่ที่ผู้ครองกระบี่ และยิ่งอยู่ที่การดำรงอยู่ของคนผู้นั้น

“ในเมื่อเกิดการช่วงชิงบนมหามรรคาขึ้นมา ต่างคนต่างก็อยากจะให้มีต้นกำเนิดที่ถูกต้องชัดเจน ไม่อย่างนั้นเจ้าคิดว่าพวกเขาเสียสติกันหรืออย่างไร?”

โครงกระดูกของสิ่งศักดิ์สิทธิ์จำนวนนับไม่ถ้วนทำให้เกิดดวงดาวที่ฝังเลื่อมอยู่บน “มรรคา” ขึ้นมา ร่างทองที่แหลกสลายก็ได้กลายมาเป็นแม่น้ำยาวแห่งกาลเวลาที่โลกรุ่นหลังเรียกขานกัน

เผ่ามนุษย์สร้างที่อยู่อาศัยตามสายน้ำ นักพรตยุคบรรพกาลเองก็ “ดื่มน้ำ” จากแม่น้ำยาวแห่งกาลเวลาเช่นเดียวกัน กลายมาเป็นผู้หลอมลมปราณ

เวทคาถาและวิชาอภินิหารเริ่มกลายมาเป็นคำพูดสองอย่าง วิชาอภินิหารนั้นเป็นได้แค่สิ่งที่สวรรค์ประทานให้ เวทคาถากลับเป็นสิ่งที่แสวงหามาด้วยตัวเอง

นักพรตที่มีทั้งวิชาอภินิหารและเวทคาถาเริ่มฆ่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นเหตุให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์มากกว่าเดิม นำพา “เส้นทางเทพ” มายังโลกมนุษย์ ก่อนจะจำแลงกลายมาเป็นเวทคาถาที่มากกว่าเดิม

แต่พอมียนักพรตที่เรียนรู้วิชาการขึ้นภูเขาก็เริ่มละทิ้งเจ็ดอารมณ์หกปรารถนาของมนุษย์ ดังนั้นจึงมีจิตมารเหมือนเงาตามติดที่ “ไล่ตาม” นักพรตไป พวกมันเหมือนผีพรายที่จมน้ำตาย พยายามที่จะลากคนลงน้ำไปด้วย

ดังนั้นเทวบุตรมารนอกโลกที่ก่อความวุ่นวายถึงได้ถูกเรียกขานว่าเป็น “ภัยทางน้ำ”

ผู้ฝึกตนสำนักการทหารอยู่ห่างจากแม่น้ำแห่งกาลเวลาไกลที่สุด บวกกับที่ได้รับการปกป้องจากคุณูปการของเจียงเซ่อ ปฐมบรรพบุรุษที่ “เป็นคนแรกที่สังหารสิ่งศักดิ์สิทธิ์” “เปิดฟ้าผ่าดิน”

ผู้ฝึกตนสำนักการทหารจึงเหมือนผู้ฝึกกระบี่บริสุทธิ์ที่ไม่หวาดเกรงการสยบกำราบจาก “มหามรรคาใหม่เอี่ยมของโลกมนุษย์” มากที่สุด

ชุ่ยตงซานกล่าว
“อิงตามข้อตกลงช่วงแรกเริ่มสุด สำนักการทหารกับผู้ฝึกกระบี่ล้วนจะได้ครอบครองใต้หล้าคนละแห่ง เจียงเซ่อก็ยิ่งอาศัยคุณูปการอันล้ำโลกครั้งนั้นมาก่อตั้งลัทธิเรียกตัวเองเป็นบรรพจารย์ได้ เป็นเจียงเซ่อที่ร่วมมือกับผู้ฝึกกระบี่ส่วนหนึ่ง คิดอยากจะเข้าไปครอบครองซากปรักสรวงสวรรค์ ถึงได้มีความขัดแย้งภายในครั้งนั้นเกิดขึ้น”

คนที่พูดคือชุ่ยตงซาน แต่เจียงเซ่อกลับมองไปยังเฉินผิงอัน หัวเราะหยัน เอ่ยว่า

“ฟังแล้วยุติธรรมอย่างมาก เป็นธรรมอย่างยิ่งแล้ว แต่เจ้าคือคนที่ใกล้จะได้เป็นราชครูของแคว้นต้าหลีแล้ว มีหรือจะไม่รู้ว่าในนี้มีหลุมพรางอยู่?”

“อันดับแรก ก่อตั้งลัทธิเรียกตัวเองเป็นบรรพจารย์นั้นไม่อิสระที่สุด จิตแห่งมรรคาดวงหนึ่ง ขอแค่มีความเคลื่อนไหวสักเล็กน้อยก็จะยิ่งเพิ่มความเร็วในการจำแลงฟ้าดิน”

“รองลงมา สำนักการทหารยึดครองใต้หล้าทั้งแห่ง ศึกครั้งนี้ยังจะต่อสู้กันอยู่อีกไหม? สู้การเข่นฆ่าของหลายแคว้น ทำให้สรรพชีวิตมอดม้วย เสียงร้องไห้ดังระงมไปทั่วทุกหนแห่งชาวบ้านใช้ชีวิตกันไม่ได้ วิถีทางโลกที่เป็นเช่นนี้แตกต่างจากวิถีทางโลกของเมื่อก่อนอย่างไร? ไม่สู้? ไม่ต่อสู้ แล้วมารดามันยังจะเรียกว่าสำนักการทหารได้อีกหรือ? ถอยไปพูดหมื่นก้าว ต่อให้สำนักการทหารเปลี่ยนโฉมหน้าใหม่ กลัวก็แต่การนำมาเปรียบเทียบกัน ใจคนกลัวการเปรียบเทียบเสมอ…”

เจียงซ่างเจินอดไม่ไหวเปิดปากรับคำต่อว่า

“ก็สู้ได้นี่นา ทำไมจะต่อสู้กันไม่ได้ล่ะ ผู้อาวุโสแค่ต้องหลบอยู่หลังม่านคอยบงการสถานการณ์ในใต้หล้า อบรมปลูกฝังหุ่นเชิดกลุ่มหนึ่งขึ้นมานั่งครองบัลลังก์มังกรเป็นฮ่องเต้ แคว้นแห่งนี้หยุดพักฟื้นฟูกำลัง แผ่นดินนั้นจึงระดมกำลังทัพอย่างยิ่งใหญ่ เต็มไปด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์และสะสมกำลังพลไว้พร้อมรบ ก็สามารถไปท้ารบกับที่ชายแดนได้ หรือรักษาความสงบไว้ในภาพรวม

ทุกๆ สองสามร้อยปีผ่านไป ให้หลายสิบแคว้นหรือร้อยกว่าแคว้นทำสงครามครั้งใหญ่กัน ก็ไม่ถือว่าเป็นการแบ่งแยกมานานต้องมารวมกัน รวมกันมานานต้องแบ่งแยกอย่างหนึ่งหรอกหรือ?”

“หรือว่า สามารถอำมหิตได้อีกหน่อย”

“ต่อสู้กันจนใต้หล้าทั้งแห่งแตกยับออกเป็นเสี่ยงๆ ไม่เหลือสิ่งมีชีวิตอย่างที่สองอีกต่อไปแล้ว ในฐานะบุคคลที่หลงเหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียว ก็จะสามารถอาอาศัยโอกาสนี้พิสูจน์มรรคา กลายมาเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตสิบหกคนแรกของโลกมนุษย์ใหม่เอี่ยมได้หรือไม่?”

“ที่อำมหิตที่สุดก็คือ ใต้หล้าบ้านตัวเองไม่ทำสงคราม แต่เลือกใต้หล้าแห่งหนึ่งเป็นศัตรูในจินตนาการ ต่อสู้กันจนมหามรรคาของสองใต้หล้าพังถล่ม บางทีอาจมีโอกาสมากยิ่งกว่า? บรรพบุรุษใหญ่ของเปลี่ยวร้างโจมตีไพศาล ถึงอย่างไรก็ไม่อาจทำให้พลังตบะเพิ่มขึ้นอย่างเด่นชัดในช่วงเวลาระหว่างสงครามใหญ่ได้โดยตรง แต่เจียงเซ่อกลับทำได้ เหมือนป๋ายเจ๋อยิ่งกว่าป๋ายเจ๋อเสียอีก ”

เงียบสงัดไร้เสียงใดๆ ไม่มีใครเปิดปากพูดอะไรแล้ว

เจียงซ่างเจินเอ่ยอย่างระมัดระวังว่า “ข้าอ่อนหัดไปหรือ?”

“เจ้านี่มันช่างกล้าคิดจริงๆ!” เจียงเซ่อหัวเราะเสียงดังอย่างชอบใจ

“ก็บอกแล้วว่าเจ้าฉลาด มีฉายาว่าอะไรแล้วนะขอข้าจำหน่อยสิ”

เจียงซ่างเจินหัวเราะร่วน
“ข้ามีฉายาว่าหยวนเสิน บรรพจารย์เรียกข้าว่าเจียงซ่างเจิน”

เจียงเซ่อถลึงตาใส่ “ไปเล่นไกลๆ เลยไป” เจียงซ่างเจินบ่น “โมโหอีกแล้ว ”

สีหน้าของเจียงเซ่อเลื่อนลอย นึกถึงสหายเก่าคนหนึ่ง
“เคยมีคนที่แนะนำข้าแบบนี้เหมือนกัน”

เพียงแต่ว่าเจียงเซ่อไม่ได้รับคำแนะนำนั้นไว้ ควบคุมใต้หล้าแห่งหนึ่ง เล่นกับใจคน ประคับประคองหุ่นเชิด? ถ้าอย่างนั้นเขาเจียงเซ่อจะต่างจากเทพที่อยู่สูงเหนือผู้ใดตรงไหน? เฉินผิงอันทำท่าจะพูดแต่ไม่พูด

ก่อนหน้านี้อยู่ที่หอสยบปีศาจ ปรมาจารย์มหาปราชญ์เคยพูดถึงเรื่องหนึ่งกับปากตัวเอง ยังบอกด้วยว่าเขาเองก็ “เพิ่งคิดจนเข้าใจ” เหมือนกัน

หากตอนนั้นเฉินผิงอันเลือกที่จะไม่สนใจภายนอก ร่วมมือกับผู้ฝึกกระบี่ รวมไปถึงแอบติดต่อกับเจิ้งจูจีจงและอู๋ซวงเจี้ยงอย่างลับๆ ล้อมสังหารลู่เฉินในบริเวณใกล้เคียงกับซากปรักของกำแพงเมืองปราณกระบี่ ถ้าอย่างนั้นไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร ก็ไม่แน่เสมอว่าปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหารจะเผยกายบนโลก อย่างน้อยที่สุดก็เปลี่ยนคนมาแทนที่

เจิ้งจูจีจงกับอู๋ซวงเจี้ยงต้องการตำแหน่งของบรรพบุรุษสำนักการทหารใหม่เอี่ยม ได้มีการวางแผนไว้นานแล้ว เกี่ยวพันไปถึงสถานการณ์ใหญ่ในอนาคตของใต้หล้ามืดสลัว

มรรคาจารย์เต๋าไม่อยากจะควบคุมหรือ? ต่อให้ในใจมรรคาจารย์เต๋ารู้ดีว่าต้องทำเช่นไร เพียงแต่รู้สึกว่าไม่สู้ปล่อยไปตามธรรมชาติ หรือว่าป๋ายอวี่จิงจะสัมผัสอะไรไม่ได้เลย ตั้งแต่ต้นจนจบไม่พบเบาะแสอะไรเลยสักนิด?

เจิ้งจูจีจงพูดหยอกล้อว่า “เป็นโจร ถึงอย่างไรก็ง่ายกว่าป้องกันโจร”

ก่อนหน้านี้ตอนที่อยู่หอสยบปีศาจ เฉินผิงอันก็สงสัยแล้วว่าร่างแยกร่างที่สามของเจิ้งจูจีจงได้ไปวางแผนลับทำเรื่องใหญ่อยู่ในใต้หล้ามืดสลัวมานานแล้ว

สิ่งที่ต้องการก็คือสถานะปฐมบรรพบุรุษของสำนักการทหารของโลกมนุษย์แห่งใหม่ ตอนนั้นปรมาจารย์มหาปราชญ์ให้แค่คำตอบอย่างคลุมเครือ บอกว่า “บอกได้ยาก”

เจิ้งจูจีจงกล่าว
“ไม่ต้องประเมินวิชาอภินิหารของขอบเขตสิบห้าสูงเกินไป ผู้ที่เข้าใกล้มรรคา ถึงอย่างไรก็ยังมีสิ่งที่ทำไม่ได้อยู่ดี

เจียงเซ่อบอกว่าผู้บรรลุมรรคาก่อตั้งลัทธิเรียกตัวเองเป็นบรรพจารย์ไม่มีอิสระ คำกล่าวนี้กล่าวได้ถูกต้อง แล้วนับประสาอะไรกับที่เมื่อมาถึงตำแหน่งของพวกเขา ความเล็กใหญ่ ความเร็วความช้า ความเบา ความหนักของผู้คนและเรื่องราวที่มองเห็นอยู่ในสายตา ก็ไม่ค่อยเหมือนคนทั่วไปแล้ว”

ร่องรอยบนมหาสมุทรของเรือราตรีก็คือตัวอย่างที่ไม่เลว งมเข็มในมหาสมุทรย่อมยากเหมือนเดินขึ้นสวรรค์ แต่การจับปลาสักตัวในสระของบ้านตัวเองก็ไม่ง่ายเหมือนกัน

เจิ้งจูจีจงใช้เสียงในใจกล่าว
“เพราะเจ้าตกหล่นหลินเจียงเซียนไป พูดให้ถูกต้องก็คือไม่เคยตกหล่น แต่กลับมองประเมินประโยชน์ของจีกวานคนสุดท้ายของกำแพงเมืองปราณกระบี่คนนี้ต่ำไป”

เจิ้งจูจีจงกล่าว
“หลินเจียงเซียนกับเซี่ยซินเอินแทบจะเลื่อนเป็นขอบเขตสิบเอ็ดบนวิถีวรยุทธในเวลาเดียวกัน และในระดับใหญ่แล้วก็ได้ส่งผลกระทบต่อพลังอำนาจของเจียงเซ่อ

เจิ้งจูจีจงกล่าว
“เรื่องวงในทำนองเดียวกันที่มากกว่านี้ คราวหน้าเจ้าค่อยไปถามเซี่ยซินเอินต่อหน้าก็แล้วกัน”

อู๋ซวงเจี้ยงเห็นว่าเจียงเซ่อไม่เหลือความสนใจจะพูดคุยกันอีกแล้ว ก็เอ่ยเตือนมาประโยคหนึ่งว่า
“พวกเราสามารถพูดคุยเรื่องการค้ากันได้แล้ว ”

“อย่างแรก คือตำราลับเล่มหนึ่งที่เอามาแล้วสามารถใช้ได้ทันที แล้วยังต้องมีประโยชน์ต่อการพิสูจน์มรรคาเป็นบินทะยานด้วย อาจจะไม่เป็นการส่งถ่านท่ามกลางหิมะ แต่ถึงอย่างไรก็เป็นการปักบุปผาลงบนผ้าแพร”

“อย่างที่สองคือแท่นพักมังกรแห่งนั้น อย่างที่สาม อย่างน้อยต้องมอบแม่น้ำยาวแห่งปราณวิญญาณสองเส้นให้ข้า ”

“อย่างที่สี่ เหรียญทองแดงแก่นทองห้าร้อยเหรียญ ข้าสามารถให้เสี่ยวโม่ไปเอาได้”

อู๋ซวงเจี้ยงหัวเราะร่วนถามว่า
“แค่นี้เองหรือ? ยังมีอย่างที่ห้า อย่างที่หกหรือไม่?”เฉินผิงอันกล่าว
“เจ้าตำหนักอู๋อย่าเพิ่งรีบร้อน ตอนนี้ข้าพูดแล้วค่อนข้างเปลืองแรงขอให้ข้าได้พักสักหน่อย”ชุ่ยตงซานใช้เสียงในใจเอ่ย
“อาจารย์ได้ยินมาว่าตำหนักสุ่ยอูมีอาวุธเซียนชิ้นหนึ่งที่เป็นความลับ ไม่แพร่งพราย เรียกได้ว่ามูลค่าควรเมืองจริงๆ”เจียงซ่างเจินเองก็ไม่ยอมน้อยกว่า
“เจ้าขุนเขาอย่าได้รังเกียจว่าเงินเทพเซียนจะเป็นการลดสถานะเด็ดขาด ต้องขอเงินฝนธัญพืชสักแปดพันหรือไม่ก็หมื่นเหรียญจากเขา ต่อให้เป็นแค่การยืมก็ยังดี”เจิ้งจูจีจงยิ้มเอ่ยกับเจียงเซ่อ
“ผู้อาวุโส พวกเราเปลี่ยนสถานที่ไปผ่อนคลายอารมณ์กันหน่อยไหม?”เจียงเซ่อลุกขึ้น
“ตรงใจข้าพอดี สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยมลพิษ สกปรก เหม็นกลิ่นสาบเหรียญทองแดงเหลือเกิน ”เจียงเซ่อถามชวนคุย
“ต่อจากนี้อาจารย์เจิ้งคิดจะทำอะไรต่อ?”เจิ้งจูจีจงกล่าว
“คนหนึ่งเดินทางไกลไปที่นอกฟ้า ตามร่องรอยเก่าของมรรคาจารยเ์ต๋าไป ไปดูพันโลกธาตุขนาดใหญ่ที่แท้จริง บางทีระหว่างทางอาจจะยังพบเจอพันโลกธาตุขนาดเล็กหลายแห่ง เพื่อจะได้พิสูจน์คำถามที่สร้างความฉงนสนเท่ห์ให้ข้ามานานมากแล้ว

ยกตัวอย่างเช่นหน่วยแบ่งเวลามีอยู่จริงหรือไม่ ทำไมดินแดนบรรพบุรุษถึงสามารถเรียกขานว่าเป็นดินแดนบรรพบุรุษ ความคิดของคนปกติทั่วไปในดินแดนบรรพบุรุษ กับคนบ้าและผู้ฝึกบำเพ็ญตน ต่างก็มีการจำแลงที่แตกต่างกันอย่างไรที่นอกฟ้า

นอกจากนี้คนหนึ่งปิดด่านแสวงหามรรคาอยู่ที่นครจักรพรรดิขาว อีกคนหนึ่งไปลุยน้ำขุ่นอยู่ที่ใต้หล้ามืดสลัว”

เจียงเซ่อยืดแขนบิดขี้เกียจ โคลงศีรษะ เห็นได้ชัดว่าไม่ค่อยสนใจในคำพูดของเจิ้งจูจีจงนัก

ยิ้มเอ่ยว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ขออวยพรล่วงหน้าให้ราบรื่น”

เจิ้งจูจีจงกล่าว “ขอบคุณ”

เจียงเซ่ออยากรู้เรื่องหนึ่งมากกว่า
“เจ้ากับซิวหูผู้นั้นแค่มองแล้วเหมือนกันเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่คนบนเส้นทางเดียวกัน ทำไมถึงยินดีที่จะมองเขาพิเศษกว่าคนอื่นเพียงคนเดียว?”

เจิ้งจูจีจงเงียบไปพักหนึ่ง ให้คำตอบว่า “คุยกับชุ่ยฉานแล้วไม่เปลืองแรง”

บนวิถีแห่งวรยุทธ์ พอเจียงเซ่อตายไปก็เป็นดังการให้อภัยโทษแก่ใต้หล้า จำได้ว่าชุ่ยฉานเคยบอกว่า

ตัวอักษรที่ดีที่สุดในโลกมนุษย์ ไม่ว่าเนื้อหาจะยาวหรือสั้น ไม่ว่าผลงานนี้จะโดดเด่นหรือเรียบง่าย สืบสาวราวเรื่องกันแล้วก็ล้วนเป็นนิทานสอนใจบทหนึ่ง สามารถสรุปรวมประวัติศาสตร์ แล้วก็สามารถพยากรณ์ถึงอนาคต

นึกถึงคนหนุ่มชุดดำที่ปีนั้นถือเม็ดหมากสีขาวอยู่ในมือ ท่ามกลางสถานการณ์หมากล้อมเมฆหลากสีของนครจักรพรรดิขาว เจิ้งจูจีจงถึงกับรู้สึกเศร้าอยู่บ้าง

ด้านในนครจักรพรรดิขาว พูดคุยเรื่องการค้ากันไปแล้ว เฉินผิงอันบอกว่าขอให้ตัวเองงีบสักครู่ได้หรือไม่ แค่ครู่เดียวก็พอ นอนอยู่บนพื้น ส่งเสียงกรนดังสนั่น

อู๋ซวงเจี้ยง ชุ่ยตงซานและเจียงซ่างเจินต่างก็จากไปแล้ว มีเพียงหนึ่งเหยาที่นั่งอยู่ข้างกายเขา

ใต้หล้ามืดสลัว ในอารามเล็กของหรูโจว แสงไฟบนโต๊ะส่ายไหว ผู้เฒ่าได้เล่าเรื่องที่ใกล้ถึงช่วงท้ายนั้นย้อนกลับไปถึงในตอนเป็นเด็กแล้ว

ตอนที่เป็นเด็ก ช่วยแย่งน้ำในคันนาตอนกลางดึก เด็กน้อยผอมแห้ง ผิวดำเกรียม นอนอยู่บนพื้นเพียงลำพัง หนุนสองมือต่างหมอน ปากเคี้ยวหญ้าหวาน ยกขาไขว่ห้าง แกว่งรองเท้าสานข้างหนึ่งเบาๆ เหม่อมองดวงดาวที่พรั่งพราวอยู่บนท้องฟ้าอย่างเหม่อลอย เก็บซ่อนไว้ในใจอย่างระมัดระวัง

ราวกับว่าเด็กกำพร้าคนหนึ่งที่ไม่มีเงิน ได้ใช้ดวงตาของเขาขโมยดวงดาวทั้งผืนไปแล้ว

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!