รอกระทั่งในที่สุดคนพายเรือเฒ่าก็ยินดีถ่อเรือออกไปจากอาณาเขตของสำนัก เรือแจวที่ล่องอย่างเดียวดายอยู่บนมหาสมุทรหายไปท่ามกลางคลื่นสีเขียวมรกตอันกว้างใหญ่ไพศาลแล้ว ฉีถิงจีที่พกพื้นที่มงคลชิงหนีติดตัวก็เตรียมจะออกเดินทางไปยังฝูเหยาทวีป เอาพื้นที่มงคลไปแลกเปลี่ยนกับหลิวทุ่ยด้วยตัวเอง
ไปที่เพิงพักก่อนรอบหนึ่ง เส้าอวิ๋นเหยียน ถัวเหยียนฮูหยิน และยังมีลูกศิษย์อีกสามคนต่างก็ดื่มเหล้ากันอยู่ที่นั่น เซียนกระบี่เส้ายังคงทำหน้าตาบูดบึ้ง ฉีถิงจีเองก็คร้านจะอธิบายอะไรให้เขาฟัง พูดแค่ว่าตัวเองจะต้องไปเยือนเทียนเหยาเซียงทันที แล้วก็ลงจากภูเขาไปหาลู่จือ
ก่อนหน้านี้หลิวทุ่ยบอกว่าให้ฉีถิงจีเอาพื้นที่มงคลเสวียนกงไปได้เลย ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปกลับให้เสียเที่ยว แต่ฉีถิงจีกลับบอกว่าเรื่องนี้ยังต้องปรึกษากับพวกลู่จือ เส้าอวิ๋นเหยียนเสียก่อน
ก่อนจะจากลากัน ฉีถิงจีที่รับปากว่าจะช่วยนำความไปบอกได้แนะนำว่าไม่สู้เทียนเหยาเซียงลองซ่อมแซมภูเขาปี้เซียวดูก่อน หลิวทุ่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ตัดสินใจได้ เพียงแต่อดไม่ไหวถามว่า จะไม่เป็นการวาดงูเติมขาไปทำให้เจ้าอารามท่านนั้นเดือดดาลจริงๆ หรือ?
ฉีถิงจีกลับไม่พูดอะไรไปมากกว่านั้น หลิวทุ่ยจึงกัดฟันออกคำสั่งให้สมาชิกศาลบรรพจารย์ทุกคนร่วมแรงกันซ่อมแซมภูเขาทันทีทันใด! ต่อให้เจ้าอารามผู้เฒ่าจะมองความคิดของเขาออก แต่ถอยไปพูดหนึ่งก้าว ต่อให้ภูเขาปี้เซียวจะถูกยึดคืนกลับไป แต่ก็ต้องให้เจ้าอารามผู้เฒ่าท่านนั้นได้ภูเขาปี้เซียวที่สมบูรณ์แบบกลับคืนไป
ปัญหานั้นอยู่ที่ว่าสมบัติเกินครึ่งที่อยู่ใน ‘ถุงมากสมบัติ” ซึ่งสืบทอดมาจากบรรพบุรุษใบนั้น ได้ถูกบรรพจารย์รุ่นแล้วรุ่นเล่า บ้างก็หลอมเป็นวัตถุแห่งชะตาชีวิต บ้างก็เอาไปประลองวิชาเดิมพันชีวิตกับผู้อื่นจนได้รับความเสียหาย ทำให้หลิวทุ่ยรู้สึกใจฝ่ออย่างยิ่ง บัญชีเลอะเลือนก้อนนี้สืบทอดต่อกันมาหลายต่อหลายรุ่นจนมาถึงมือเจ้าสำนักคนปัจจุบันอย่างเขา ควรจะทำอย่างไรดี?
ลู่จือพาลูกศิษย์ที่เพิ่งรับมาใหม่ขึ้นเขาไปด้วยกัน นางรู้สึกสงสัยใคร่รู้อยู่บ้าง “ไฉนถึงตั้งชื่อเช่นนี้ล่ะ?”
เด็กสาวคลี่ยิ้มหวานหยด “เป็นเสียงพ้องไงล่ะ เฉิงพ้องกับเฉิน ซานไฉ่พ้องกับซ่านไฉ (แจกทรัพย์)” ปีนั้นคนผู้นั้นได้มอบหินดึงกาหนึ่งให้นาง
ลู่จือคิดแล้วก็เอ่ยว่า “จำได้ว่าดูเหมือนจะมีเรื่องเล่าของพระพุทธศาสนาที่พูดถึงการเข้าพบครูผู้รู้ทั้งห้าสิบสามท่านของกุมารแจกทรัพย์?”
เฉิงซานไฉ่พยักหน้า เอ่ย “จากบันทึกของคัมภีร์พระพุทธศาสนา เขาเคยไปเยือนนครทั้งหมดหนึ่งร้อยสิบแห่ง เพื่อเข้าพบและศึกษาธรรมจากครูผู้รู้ทั้งห้าสิบสามท่าน มีความเพียรอันเด็ดเดี่ยว มีสติปัญญาเลิศล้ำ”
ในยุคโบราณ ก่อนที่ศึกพิฆาตมังกรจะเกิดขึ้น หากจะพูดถึงการเก็บสะสมสมบัติไว้มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำราที่เก็บรักษาไว้อย่างอุดมสมบูรณ์ วังมังกรบอกว่าตัวเองเป็นอันดับสองก็ไม่มีใครกล้าเรียกตัวเองว่าเป็นอันดับหนึ่งแล้ว
เห็นฉีถิงจีที่ลงมาจากภูเขา เฉิงซานไฉ่ก็ตื่นเต้นอยู่บ้าง นางยอบกายคารวะ “คารวะเซียนกระบี่ผู้อาวุโสฉี”
สำนักในใต้หล้านี้มีมากมายดารดาษ คนที่ได้แกะสลักตัวอักษรบนหัวกำแพงกลับมีอยู่กี่คนกัน? ดังนั้นนางจึงรู้สึกว่าคำเรียกขานเช่นนี้ถึงจะมีความจริงใจมากกว่า
ฉีถิงจีพยักหน้ารับ “ข้าขอคุยกับอาจารย์ของเจ้าสักหน่อย เจ้าไปเดินเล่นดูรอบๆ ได้ ไม่จำเป็นต้องประหม่า”
บางทีอาจเป็นเพราะคำเรียกขานว่าเซียนกระบี่ผู้อาวุโสถือว่าค่อนข้างเหมาะสม สีหน้าของฉีถิงจีจึงอ่อนลง เอ่ยเสริมมาประโยคหนึ่งว่า “ยินดีต้อนรับเจ้าเข้ามาอยู่ในสำนักกระบี่หลงเซียง การประชุมในศาลบรรพจารย์คราวหน้า ข้าจะเป็นคนเขียนทำเนียบด้วยตัวเอง พิธีกราบอาจารย์ของเจ้าก็ให้จัดที่ศาลบรรพจารย์แล้วกัน”
ใบหน้าของเฉิงซานไฉ่เปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้งใจ แต่ในใจกลับคิดว่าเซียนกระบี่ผู้อาวุโสฉีก็อ่อนโยนเป็นมิตรดีนี่นา ไม่เห็นเหมือนที่ภายนอกเล่าลือกันว่าเขาดุร้าย เปี่ยมไปด้วยปราณสังหารเลย
หลังจากเด็กสาวจากไป ลู่จือไม่พูดอะไร ส่วนฉีถิงจีก็กำลังหาถ้อยคำเหมาะๆ ก่อนหน้านี้ฉีถิงจีเอ่ยอย่างเจ็บปวดรวดร้าวใจไปประโยคหนึ่งว่า “ชีวิตบนมหามรรคาเอามาเล่นสนุกเป็นเด็กเช่นนี้ได้อย่างไร” ไม่ได้พูดถึงการพยายามฝ่าทะลุขอบเขตสองครั้ง พิสูจน์มรรคาเป็นบินทะยานแล้วพุ่งตรงสู่การผสานมรรคาระหว่างการปิดด่านของลู่จือ แต่พูดถึงเรื่องที่ว่าไฉนลู่จือถึงได้ดึงเอากระบี่บินแห่งชะตาชีวิตที่ล้ำค่ายิ่งกว่ากระบี่บิน “เป้าผู่” ยกประคองสองมือส่งมอบให้คนอื่นทั้งอย่างนั้น
ใต้หล้านี้นอกจากเฉินผิงอันที่เคยเป็นอิ่นกวานแล้ว ยังจะมีใครที่ทำให้ลู่จือทำแบบนี้ได้อีก?!
ข้าแค่แย่งเอาผู้ถวายงาน เอาเค่อชิงมาไม่กี่คน เจ้าหนูเจ้ากลับใช้วิธีการเช่นนี้เลยหรือ?! หากไม่เป็นเพราะตอนนั้นลู่จือบอกว่าตัวนางเองก็กำลังอารมณ์ไม่ดี คาดว่าฉีถิงจีก็คงจะโพล่งคำพูดที่เปี่ยมด้วยโทสะไปอีกประโยคหนึ่งว่า เจ้าคิดอยากจะผูกสมัครเป็นคู่บำเพ็ญเพียรกับเฉินอิ่นกวาน เอาอย่างชาวบ้านล่างภูเขาที่จะต้องมอบของแทนใจไปให้หรืออย่างไร?!
ต่อให้หลังจากที่พูดไปแล้วเขาจะต้องเสียใจภายหลัง แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลัง แล้วต่อให้ลู่จือจะชักสีหน้าใส่ หรือถึงขั้นด้วยความโมโหหันไปสวามิภักดิ์กับภูเขาลั่วพั่วแทน หรือออกจากทำเนียบไปเป็นเซียนอิสระที่ทวีปอื่นโดยตรง ฉีถิงจีก็คงจะต้องพูดออกมาให้หายอัดอั้น… โชคดีที่คำพูดมารออยู่ตรงปากแล้วแต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดออกไป เวลานี้ฉีถิงจียังรู้สึกหวาดผวาไม่หาย
เดิมทีฉีถิงจีคิดว่าเรื่องมาถึงขั้นนี้ก็ถือว่ามันผ่านไปแล้ว เพียงแต่พอเห็นลู่จืออีกครั้ง เขาก็ยังอดไม่ไหวบ่นไปอีกหลายประโยค
“อย่างการพาคนขึ้นภูเขา ระหว่างอาจารย์และศิษย์ มอบวาสนาบนภูเขาให้กัน ก็ต้องดูด้วยว่าอีกฝ่ายรับไว้ได้หรือไม่ กระบี่บินเป่ยโต่ว ไม่ว่าใครก็หลอมได้อย่างนั้นหรือ? หากไม่ใช่เกาเจินลัทธิเต๋าที่มหามรรคาสอดคล้องกัน ไม่อย่างนั้นก็ต้องเป็นผู้ฝึกตนใหญ่สำนักการทหารที่มักจะอยู่ในกองคนตายเป็นประจำ ถึงจะถือว่า…”
เดิมทีฉีถิงจีก็รู้สึกว่าตัวเองเริ่มเป็นหญิงขี้บ่นอยู่แล้ว เขาจึงหยุดพูดไปเอง แต่กลับค้นพบด้วยความตกตะลึงว่าลู่จือถึงกับไม่มีท่าทางหงุดหงิดใจ เพียงแค่รับฟังเฉยๆ เท่านั้น
ในใจฉีถิงจีเกิดความสงสัย จึงยิ้มพูดสัพยอกว่า “รับลูกศิษย์แล้วก็เลยอารมณ์ดีอย่างนั้นหรือ?”
ลู่จือยิ้มตอบ “เจ้าคือเจ้าสำนัก ถูกเจ้าบ่นแค่ไม่กี่คำจะนับเป็นอะไรได้ ข้าก็แค่ไม่ฉลาดเหมือนพวกเจ้า ไม่ใช่คนที่มีไร้หัวจิตหัวใจสักหน่อย”
ฉีถิงจีพูดไม่ออก ลู่จืออธิบายด้วยสีหน้าจริงจัง
“ตอนนั้นเจ้ากำลังโมโห หากได้ยินประโยคที่ว่าเจ้าคือเจ้าสำนัก ต้องรู้สึกว่าคำพูดของข้าแฝงไปด้วยการเหน็บแนม แต่บอกตามตรง นับตั้งแต่แรกเริ่มที่ข้าเลือกมาลงหลักปักฐานอยู่ที่สำนักกระบี่หลงเซียง ความคิดของข้านั้นเรียบง่ายอย่างยิ่ง แค่มีสถานที่สักแห่งให้หลบซ่อนตัวอย่างสงบก็พอแล้ว ถึงอย่างไรก็ดีกว่าไปอยู่ทวีปอื่นแล้วต้องคอยเจอกับคบค้าสมาคมที่น่าเบื่อ แต่อยู่ที่นี่มาหลายปี ข้าก็รู้สึกว่าเจ้าเป็นเจ้าสำนักได้เหมาะสมกับหน้าที่จริงๆ”
ฉีถิงจีเอ่ยอย่างปลงอนิจจัง “ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง เดิมทีนึกว่าหากไม่มีเวลาเป็นร้อยปีก็คงยากที่จะทำให้ลู่จือรู้สึกว่าที่นี่คือที่ของตัวเองได้ ดูท่าเจ้าสำนักอย่างข้าคงจะทำหน้าที่ได้ไม่เลวเลยจริงๆ”
ลู่จือใช้เสียงในใจกล่าว “เพิ่งจะนึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้ ลู่เฉินแนะนำว่าเจ้าอย่าได้รีบร้อนผสานมรรคาเป็นขอบเขตสิบสี่ แต่แน่นอนว่า หากเป็นโอกาสที่เหมาะสมก็ให้ผลักเรือไปตามน้ำ ลูกธนูขึ้นสายแล้วก็จำต้องยิงออกไป นี่ก็คือคำพูดเดิมของลู่เฉิน ไม่มีตกหล่นหรือเพิ่มเติมมาแม้แต่คำเดียว”
ฉีถิงจียิ้มเอ่ยด้วยสีหน้าผ่อนคลายเป็นธรรมชาติ “แค่ฟังเป็นคำแนะนำก็พอ ไม่ควรไม่เก็บมาใส่ใจ แต่ก็ไม่ควรคิดเป็นจริงเป็นจังเกินไป”
เรื่องของการหลอมกระบี่ ควรจะหลอมกระบี่อย่างไร ฉีถิงจีย่อมมีการวางแผนเป็นของตัวเอง ตอนนั้นย่อมไม่ใช่เพราะฉีถิงจีขอยืมเอาศีรษะของปีศาจใหญ่ขอบเขตบินทะยานมาใช้เพื่อให้ได้แกะสลักลงบนหัวกำแพงเมืองอย่างแน่นอน
ภาพเหตุการณ์ผิดปกติบนฟ้าเกิดขึ้นติดต่อกัน ฉีถิงจีพลันเงยหน้ามองไปยังนอกฟ้า พยายามมองไปให้ได้ไกลที่สุด
ลู่จือเองก็อยากจะเห็นเบาะแสมากกว่านี้จึงร่ายเวทอำพรางตา สะบัดข้อมือ ในมือถือ “หนันหมิง” เล่มหนึ่ง ตรงเอวพก ‘โหยวเริน”
จงเชียนกับเวินจื่อซีมาปรากฏตัวที่หน้าประตู เฉินหลิงจวินยิ้มหน้าบาน รีบเชิญชวนให้พวกเขาเข้ามาในเรือนอย่างกระตือรือร้น
จูเหลี่ยนนอนนิ่งไม่ขยับ เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “ในซึ้งนึ่งที่ห้องครัวมีขนมอบ มีเสี่ยวหลงเปาไส้เนื้อปู ส่วนน้ำจิ้มพวกเจ้าก็ไปทำกันเอาเอง มีแค่นี้แหละ อยากกินก็กิน ไม่อยากกินก็ไสหัวไป”
จงเชียนถามอย่างสงสัย “ไม่ถูกสิ รายงานของหมี่ลี่น้อยผิดพลาดหรืออย่างไร? ดูจากรายการอาหารบางฉบับ อาหารหลักของมื้อดึกคืนนี้ต้องเป็นบะหมี่ราดน้ำมัน มีกับแกล้มจานเล็กๆ อีกสองสามจาน ยกตัวอย่างเช่นแตงกวาดองกรุบกรอบ น้ำจิ้มเผ็ดผัดกระเทียมป่า… ตนหรืออุตส่าห์เอาเหล้าเซ่าจิวมาด้วยสองกา ไม่น่าจะใช่หมี่ลี่น้อยที่รายงานข่าวเท็จ แต่น่าจะเป็นพ่อครัวเฒ่าที่ขี้เกียจทำงานมากกว่ากระมัง?”
น้อยครั้งนักที่เจิงต้าเฟิงจะรู้สึกนับถือใคร จงอันดับหนึ่งที่ในปากยังคาบไม้จิ้มฟันตรงหน้าผู้นี้ ต้องถือเป็นคนหนึ่งได้แน่นอน ผู้ฝึกยุทธที่มาจากพื้นที่มงคลรากบัวผู้นี้ได้กลายมาเป็นพี่ใหญ่ที่เป็นผู้นำของ “สายอาหารมื้อดึก” ของภูเขาลั่วพั่วไปแล้ว ได้รับการยอมรับจากทุกคนอย่างมาก ทุกคนยอมติดตามเขาด้วยความนับถือหมดใจ เรียกได้ว่ามีลาภปากอิ่มหนำสำราญกันอย่างเต็มที่ พวกเจิงต้าเฟิงจึงได้แต่ไปหาของกินกันเองในห้องครัว
แม่นางน้อยชุดดำคนหนึ่งเดินเล่นอยู่เพียงลำพัง คลอเพลงพื้นบ้านที่แต่งเองมาตลอดทาง เดินไปทางเรือนของพ่อครัวเฒ่า ศึกอาหารมื้อดึกของคืนนี้ต้องกลับไปพร้อมชัยชนะอันยิ่งใหญ่
“หลับจนเต็มอิ่ม ไก่ตัวผู้ร้องขัน ลืมตางัวเงีย พ่ายแพ้ให้กบผ้าห่มนวม กลับมางีบหลับอีกครั้ง ดวงตะวันลอยโด่ง ดีดตัวขึ้นมาท่านอนหงาย แบกคานหาบสีทอง หยิบไม้เท้าเดินป่าสะพายกระเป๋าผ้าฝ้าย ออกจากเรือนไปกินข้าว เดินไปช้าๆ อย่างมีความสุข ลาดตระเวนภูเขาแล้วก็ลาดตระเวนภูเขา พระอาทิตย์ตกลงไปแล้ว ดวงจันทร์ลอยขึ้นมา ความสุขราวกับเทพเซียนตัวน้อย หากจะถามว่าข้าคือใคร ข้าก็คือภูตน้ำใหญ่แห่งทะเลสาบคนใบ้ คือผู้พิทักษ์ขวาแห่งภูเขาลั่วพั่ว…”
บุกเข่นฆ่าไปถึงหน้าประตู ยื่นหัวออกไปลอบสังเกตสถานการณ์ ก่อนจะวิ่งตะบึงไปหลบอยู่อีกด้านหนึ่งของประตูเรือน ไม่มีกองกำลังซุ่มโจมตีก็กระโดดเข้าไปในลานบ้าน
“พ่อครัวเฒ่า ศัตรูของอาหารมื้อดึกในค่ำคืนนี้มีกองกำลังแข็งแกร่งหรือไม่?”
จูเหลี่ยนที่กลับมาสวมหน้ากากอีกครั้งแล้วลุกขึ้นยืน เอาพัดใบลานวางไว้บนเก้าอี้หวาย ยิ้มเอ่ยว่า
“ศัตรูมีกองกำลังที่แข็งแกร่งมาก รอสักครู่ข้าจะไปที่ห้องครัวล่อศัตรูมานั่งที่โต๊ะเดี๋ยวนี๋ ”
หมี่ลี่น้อยถึงได้เห็นว่าพวกจิ่งชิงกำลังกินขนมอบกันอยู่ในห้องครัว พอพวกเขาหันมาเห็นนางก็ดีใจกันยกใหญ่ หมี่ลี่น้อยเกาหัว เอ่ยว่า “พ่อครัวเฒ่า อีกเดี๋ยวพี่หญิงหน่วนซู่ก็จะมาที่นี่เหมือนกัน”
จูเหลี่ยนผูกผ้ากันเปื้อนไว้ที่เอวแล้ว ด้านหนึ่งก็หันไปใช้สายตาบอกเจ้าตะพาบพวกนั้นว่าอย่าขวางทาง อีกด้านหนึ่งยิ้มเอ่ยกับหมี่ลี่น้อยว่า
“ดีสิ ถ้าอย่างนั้นข้าต้องออกโรงแสดงฝีมือเด็ดๆ สักหน่อยแล้ว ”
นักพรตตรงตีนเขา สยบกำราบโลกมนุษย์?
และเวลานี้เอง หน้าประตูเรือนก็มีนักพรตหนุ่มที่ปักปิ่นไม้บนมวยผมคนหนึ่งโผล่มาก้มหัวค้อมเอว หอบหายใจฮักๆ ก่อนจะเงยหน้าชูมือขึ้น หัวเราะร่าเอ่ยว่า
“มาเร็วไม่สู้มาได้จังหวะพอดี อาหารมื้อดึกคืนนี้ นับข้าไปด้วยคน”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!