เข้าสู่ระบบผ่าน

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 1168

อารามเสวียนตูดูเหมือนจะยังคงเป็นอารามเสวียนตูอย่างในวันวาน เสียงชิงหยกยามที่ฝึกวิชาของลัทธิเต๋าดังกังวานขึ้นๆ ลงๆ เสียงระฆังยามเช้าและยามเย็นก็ยังคงทอดยาว ดอกท้อยังคงอยู่ การฝึกบำเพ็ญตนก็ยังคงเป็นการฝึกบำเพ็ญตน

พวกนักพรตที่ทำงานเบ็ดเตล็ดอยู่ในอารามเสวียนตู ต่างคนต่างก็กลับบ้านของตัวเองด้วยอารมณ์ที่แตกต่างกัน บางคนพอก้าวออกจากประตูใหญ่ของอารามไปก็ทะยานลมหดย่อพื้นที่ไปโดยตรง รีบร้อนกลับไปเป็นบรรพจารย์ในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมจวนเซียนของตัวเอง ไปเป็นราชครู ไปเป็นเงินเหรินพิทักษ์แคว้นของราชสำนักใหญ่แห่งต่างๆ

บางคนรู้สึกว่าอาหารเจในอารามไม่ควรให้คนกินจริงๆ จึงตรงดิ่งไปที่ร้านอาหารใกล้เคียง รีบสั่งอาหารมาบำรุงกระเพาะ คลายความอยาก บางคนก็ไปซื้อรายงานภูเขาสายน้ำที่ท่าเรือตระกูลเซียนอย่างไม่รีบไม่ร้อน หยิบเอากิ่งหลิวขึ้นมาปัดไอ้อัปมงคลบนร่าง เปลี่ยนมาสวมชุดเต๋าใหม่เอี่ยม แล้วก็มีคนที่ยืนอยู่นอกประตูก้มหัวคารวะต่ออารามเสวียนตูแห่งนี้เงียบๆ

นักพรตบางคนที่เดิมทีไม่รู้จักกันมาอยู่ที่นี่ กลายเป็นว่าไม่ถูกกัน ในอนาคตย่อมต้องมีเรื่องให้สะสาง บางคนก็กลายมาเป็นสหายสนิทกัน เหลือแค่นักพรตหนุ่มคนหนึ่งที่มีฉายาว่านักพรตโซวที่ไม่ยอมจากไป ยังคงอยู่ช่วยงานจุกจิกที่นี่

เด็กสาวหน้าตางดงามคนหนึ่งที่ลำดับอาวุโสต่ำมากในอารามเสวียนตู ใต้รักแร้ของนางเหน็บตำราเต๋าไว้สองเล่ม เดินอยู่ในระเบียงที่เสาคานแกะสลักลวดลายงดงาม ด้านนอกก็คือลานหยกขาวกว้างใหญ่ มีต้นไม้โบราณสูงเสียดฟ้า ร่มเงาเป็นสีเขียวขจีราวกับสายน้ำ

นางมองนักพรตที่ยึดกอดไม้กวาดเหม่อมองฟ้าผู้นั้น นางคิดแล้วก็ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าในเมื่อจากไปได้ ไฉนถึงไม่ยอมจากไป ชอบกินข้าวคุกขนาดนี้เลยหรือ อาหารเจในอารามบ้านตนขึ้นชื่อว่าจืดชืดไร้รสชาติอย่างมากเลยนะ

นักพรตหญิงอายุน้อยคนนี้ก็คือแม่นางน้อยที่ปีนั้นเจ้าอารามผู้เฒ่าให้นางเติบโตขึ้นมาอย่างงดงาม เพื่อให้เจ้าลัทธิลู่เป็นฝ่ายแต่งเข้ามารับตำแหน่งเขยของอารามเสวียนตู แน่นอนว่าเมื่ออายุขัยการฝึกตนเพิ่มมากขึ้น นางก็รู้แล้วว่าศีรษะที่สวมกวานดอกบัวโผล่มานอนหมอบอยู่บนหัวกำแพงเป็นของเจ้าลัทธิแห่งไป๋อวี๋จิงผู้ร่าเริง

แน่นอนว่าตัวนางเองก็ไม่ได้คิดเรื่องของการย้ายไปอยู่บ้านสามี เผยจีที่มีในฐานะเป็นหนึ่งใน “สามอสุภะ” ของเหยาชิง เตาฉางขอบเขตเซียนเหริน เคยมาหาเรื่องอารามเสวียนตู ดังนั้นปีนั้นนักพรตซุนจึงหาเรื่องให้เขาอยู่ต่อในอารามเสวียนตูเพื่อคอยทำความสะอาดห้องส้วม

นักพรตโซวที่ไม่ต้องใช้นามว่า “เผยจี” อีกต่อไป สนิทสนมกับนักพรตน้อยที่อายุในการฝึกตนยังน้อย ยังไม่ได้งดอาหารเพื่อฝึกบำเพ็ญตน แม้ว่าตลอดทั้งวันตั้งแต่เช้ายันเย็นนักพรตหนุ่มจะไม่ชอบแย้มยิ้มพูดคุยกับใคร แต่พวกเด็กๆ กลับชอบแวะเวียนไปหาเขาที่ห้องเพื่ออ่านตำรา ทายคำปริศนา ฯลฯ

คงเป็นเพราะนักพรตน้อยอายุยังน้อย ตบะยังตื้นเขิน แต่กลับมีสัมผัสที่เฉียบไวอย่างมากต่อการแสดงออกทางอารมณ์ของผู้ใหญ่ ดังนั้นชื่อเสียงของนักพรตโซวในอารามเสวียนตูจึงไม่แย่ อย่างน้อยก็เข้ากันได้ดีกับพวกเด็กๆ

วันนี้มีแขกผู้สูงศักดิ์มาเยี่ยมเยือนทางอาราม คือเหยาชิงแห่งราชวงศ์ชิงเสิน เหยาชิงเป็นขอบเขตสิบสี่แล้ว ตามหลักแล้วผู้ที่มารับรองแขกประเภทนี้ สถานะต้องสูงมากพอ ทว่าคนที่ออกหน้ามารับรองแขกกลับไม่ใช่หวังซุนที่เป็นรักษาการเจ้าอารามชั่วคราว อีกทั้งตอนนี้างเองก็ยังไม่ได้ปิดด่าน ถึงขั้นไม่ใช่นักพรตผู้ดูแลอาราม แต่เป็นเจี้ยนจั๋วที่ปักปิ่นไม้ท้อ สวมชุดเต๋าเครื่องแบบของอารามเสวียนตู มีสถานะเป็นจือเค่อของทางอาราม

เหยาชิงยิ้มถาม
“เจี้ยนจือเค่อ ก่อนจะได้เจอกับเผยจี ข้าสามารถไปพบอาจารย์ป๋ายก่อนได้ไหม?”เจี้ยนจั๋วกล่าวอย่างลำบากใจ
“หากท่านเสนาบดีไม่ถือสาที่จะต้องกินน้ำแกงประตูปิด ข้าก็สามารถพาท่านไปเสี่ยงดวงที่นั่นดูได้”
กล่าวมาถึงตรงนี้ เจี้ยนจั๋วก็คิดหาวิธีที่เป็นการพบกันครึ่งทางได้
“ไม่อย่างนั้นให้ข้าไปแจ้งแทนท่านก่อนดีไหม?”เหยาชิงส่ายหน้า
“ถ้าอย่างนั้นก็ช่างเถิด ไม่อยากรบกวนให้เจี้ยนจือเค่อต้องไปเสียเที่ยว”เจี้ยนจั๋วยิ้มเอ่ย
“ท่านเสนาบดีวางตัวห่างเหินกันเกินไปแล้ว อย่างอื่นไม่กล้าพูดมากแต่อย่างน้อยระหว่างที่ข้ารับหน้าที่เป็นจือเค่อชั่วคราว ท่านเสนาบดีก็สามารถมองอารามเสวียนตูเป็นบ้านของตัวเองได้เลย เมื่อก่อนเหล่าซุน…. เจ้าอารามซุนแทบจะไม่เคยวิพากษ์วิจารณ์นักพรตของที่อื่น มีแค่คนไม่กี่คนซึ่งมีท่านเสนาบดีเป็นหนึ่งในนั้นที่จะได้รับคำชมดีๆ จากเขา”

เหยาชิงยิ้มอย่างรู้ทัน คำพูดทำนองนี้เจี้ยนจือเค่อเจ้ากล้าพูด แต่ข้ากลับไม่กล้าเชื่อหรอกนะ คนที่บอกว่าเจ้าลัทธิลู่คือ “เสนาบดีรูปงามน้อยแห่งไป๋อวี๋จิง” ก็ไม่ใช่เจ้าอารามซุนที่ยึดมั่นในความถูกต้อง “ทั้งชีวิตพูดแต่สิ่งที่เป็นธรรม” ผู้นั้นหรอกหรือ?

เจี้ยนจั๋วพาเหยาชิงไปหานักพรตโซว แล้วก็ขอตัวลากกลับไปก่อน เหยาชิงถาม
“รู้หรือไม่ว่าทำไมถึงทิ้งเจ้าไว้เพียงลำพังไม่มาสนใจ”

เผยจีเพียงแค่กวาดพื้น รวบรวมเอาใบไม้ร่วงไปไว้ในที่ตักขยะ

เหยาชิงยิ้มบางๆ
“คงไม่ใช่เพราะว่าเจ้าหลบอยู่ในอารามเสวียนตู แล้วข้าจะไม่กล้ามาเยี่ยมเยือน เจ้าอารามซุนปกป้องคนกันเองอย่างถึงที่สุด แต่เจ้านักพรตโซวกลับไม่ใช่นักพรตในทำเนียบของอาราม เกี่ยวพันไปถึงรากฐานมหามรรคาของเหยาชิง ก็คือเรื่องในบ้านคนอื่น ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลส่วนรวมหรือส่วนตัว นักพรตซุนก็ไม่มีทางขัดขวางไม่ให้พาเจ้ากลับไปที่ราชวงศ์ชิงเสิน สหายเถาเซียว ใช่แบบนี้หรือไม่?”

เผยจีมีฉายาว่า “เถาเซียว” ผลท้อ (เถา) อยู่บนต้น แม้ผ่านฤดูหนาวก็ไม่หลุดร่วง แขวนแห้งคล้ายศีรษะนกฮูกอยู่บนกิ่งไม้ สามารถขับไล่วิญญาณร้ายร้อยตน เผยจีเงียบไม่ตอบ

เหยาชิงกล่าว
“ถูกสวีเจวียนแห่งสำนักต้าเฉาชิงตัดหน้า ยึดครองวิถีแห่งผีไปก่อน ก็ค่อนข้างจะน่าเสียดายจริงๆ”ในที่สุดเผยจีก็เปิดปากพูด
“ถ้าอย่างนั้นทำไมเจ้ายังช่วยปกป้องค่ายกลให้เขาเล่า?”เหยาชิงกล่าว
“ข้าควรต้องปกป้องค่ายกลให้เขาถึงจะถูก”เผยจีกล่าว
“เจ้าจะสังหารสวีเจวียนที่เป็นขอบเขตสิบสี่จริงๆ หรือ? คิดจะเลือกพึ่งพิงไป๋อวี๋จิงจริงๆ หรือไร?”เหยาชิงกล่าว
“นั่นก็ไม่แน่เสมอไป”

มาเป็นแขกที่อารามเสวียนตูครั้งนี้ เหยาชิงยังพาสตรีสองคนอย่างป๋ายโอวผู้เป็นราชครูและผู้ฝึกกระบี่ฟูเสวียนเจี่ยมาด้วย……

ซิวไฉเฒ่ายิ้มเอ่ย
“เจียงเซ่อ เดินไปกับข้าหน่อยดีไหม?”

เฉินผิงอันเปลี่ยนตำแหน่งของเก้าอี้ที่อยู่ในห้อง จับพวกมันมารวมไว้ด้วยกันง่ายๆ แล้วเดินไปที่หน้าห้อง สองมือสอดไว้ในชายแขนเสื้อ
“เข้ามาคุยกัน”

มองไปทางคุณชายบ้านตน เสี่ยวโม่มีสีหน้าละอายใจ ทำท่าจะพูดแต่ไม่พูด ชุยตงซานตบไหล่เสี่ยวโม่ หัวเราะร่วนเอ่ยว่า
“อาจารย์เสี่ยวโม่เกือบจะเรียกกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตที่พลังพิฆาตสูงที่สุดเล่มนั้นออกมาแล้วใช่ไหม ทำอะไรใช้อารมณ์นะ ข้ากับรองเจ้าขุนเขาเจียงตกใจแทบแย่ คาดว่าตอนนั้นซิวไฉเฒ่าก็น่าจะกลุ้มใจจนขยุมหนวดเลยกระมัง จะห้ามในใจก็รู้สึกผิด แต่ถ้าไม่ห้าม คาดว่าตอนนี้ศาลบุ๋นก็คงเปลี่ยนสถานที่การประชุมมาอยู่ที่เรือราตรีลำนี้แทนแล้ว”

สุดท้ายยังคงเป็นหลิวเสียนหยางที่ห้ามเอาไว้ เอ่ยถ้อยคำรุนแรงอยู่หลายประโยค เสี่ยวโม่ถึงได้ไม่ส่งกระบี่ออกไป เก้าอี้ล้อมกันเป็นวงกลม ต่างคนต่างนั่งลง ชุยตงซานเป็นคนทำลายความเงียบขึ้นมาก่อนด้วยการถามเสียงเบาว่า
“ชุดคลุมอาคมจินหลี่ตัวนั้นของอาจารย์แม่ จะต้องมอบให้คนอื่นจริงๆ หรือ?”ไม่ได้เสียดายอาวุธเซียนอย่างชุดคลุมอาคมจินหลี่ตัวนี้ แต่ชุดคลุมอาคมตัวนี้เป็นทั้งของแทนใจ แล้วก็เป็นหนึ่งในสินสอดที่อาจารย์มอบให้จวนหนิงด้วย เฉินผิงอันก้มหน้าลง ใช้สองมือถูใบหน้า สายตาคลุมเครือ บอกอารมณ์ไม่ถูก เอ่ยเสียงเบาว่า
“ถือเสียว่าเป็นการใช้หนี้ ต้องใช้คืนให้หมด”

บทที่ 1168.1 สองขุนนางพบเจอกันบนยอดเขา 1

Verify captcha to read the content.VERIFYCAPTCHA_LABEL

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!