อารามเสวียนตูดูเหมือนจะยังคงเป็นอารามเสวียนตูอย่างในวันวาน เสียงชิงหยกยามที่ฝึกวิชาของลัทธิเต๋าดังกังวานขึ้นๆ ลงๆ เสียงระฆังยามเช้าและยามเย็นก็ยังคงทอดยาว ดอกท้อยังคงอยู่ การฝึกบำเพ็ญตนก็ยังคงเป็นการฝึกบำเพ็ญตน
พวกนักพรตที่ทำงานเบ็ดเตล็ดอยู่ในอารามเสวียนตู ต่างคนต่างก็กลับบ้านของตัวเองด้วยอารมณ์ที่แตกต่างกัน บางคนพอก้าวออกจากประตูใหญ่ของอารามไปก็ทะยานลมหดย่อพื้นที่ไปโดยตรง รีบร้อนกลับไปเป็นบรรพจารย์ในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมจวนเซียนของตัวเอง ไปเป็นราชครู ไปเป็นเงินเหรินพิทักษ์แคว้นของราชสำนักใหญ่แห่งต่างๆ
บางคนรู้สึกว่าอาหารเจในอารามไม่ควรให้คนกินจริงๆ จึงตรงดิ่งไปที่ร้านอาหารใกล้เคียง รีบสั่งอาหารมาบำรุงกระเพาะ คลายความอยาก บางคนก็ไปซื้อรายงานภูเขาสายน้ำที่ท่าเรือตระกูลเซียนอย่างไม่รีบไม่ร้อน หยิบเอากิ่งหลิวขึ้นมาปัดไอ้อัปมงคลบนร่าง เปลี่ยนมาสวมชุดเต๋าใหม่เอี่ยม แล้วก็มีคนที่ยืนอยู่นอกประตูก้มหัวคารวะต่ออารามเสวียนตูแห่งนี้เงียบๆ
นักพรตบางคนที่เดิมทีไม่รู้จักกันมาอยู่ที่นี่ กลายเป็นว่าไม่ถูกกัน ในอนาคตย่อมต้องมีเรื่องให้สะสาง บางคนก็กลายมาเป็นสหายสนิทกัน เหลือแค่นักพรตหนุ่มคนหนึ่งที่มีฉายาว่านักพรตโซวที่ไม่ยอมจากไป ยังคงอยู่ช่วยงานจุกจิกที่นี่
เด็กสาวหน้าตางดงามคนหนึ่งที่ลำดับอาวุโสต่ำมากในอารามเสวียนตู ใต้รักแร้ของนางเหน็บตำราเต๋าไว้สองเล่ม เดินอยู่ในระเบียงที่เสาคานแกะสลักลวดลายงดงาม ด้านนอกก็คือลานหยกขาวกว้างใหญ่ มีต้นไม้โบราณสูงเสียดฟ้า ร่มเงาเป็นสีเขียวขจีราวกับสายน้ำ
นางมองนักพรตที่ยึดกอดไม้กวาดเหม่อมองฟ้าผู้นั้น นางคิดแล้วก็ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าในเมื่อจากไปได้ ไฉนถึงไม่ยอมจากไป ชอบกินข้าวคุกขนาดนี้เลยหรือ อาหารเจในอารามบ้านตนขึ้นชื่อว่าจืดชืดไร้รสชาติอย่างมากเลยนะ
นักพรตหญิงอายุน้อยคนนี้ก็คือแม่นางน้อยที่ปีนั้นเจ้าอารามผู้เฒ่าให้นางเติบโตขึ้นมาอย่างงดงาม เพื่อให้เจ้าลัทธิลู่เป็นฝ่ายแต่งเข้ามารับตำแหน่งเขยของอารามเสวียนตู แน่นอนว่าเมื่ออายุขัยการฝึกตนเพิ่มมากขึ้น นางก็รู้แล้วว่าศีรษะที่สวมกวานดอกบัวโผล่มานอนหมอบอยู่บนหัวกำแพงเป็นของเจ้าลัทธิแห่งไป๋อวี๋จิงผู้ร่าเริง
แน่นอนว่าตัวนางเองก็ไม่ได้คิดเรื่องของการย้ายไปอยู่บ้านสามี เผยจีที่มีในฐานะเป็นหนึ่งใน “สามอสุภะ” ของเหยาชิง เตาฉางขอบเขตเซียนเหริน เคยมาหาเรื่องอารามเสวียนตู ดังนั้นปีนั้นนักพรตซุนจึงหาเรื่องให้เขาอยู่ต่อในอารามเสวียนตูเพื่อคอยทำความสะอาดห้องส้วม
นักพรตโซวที่ไม่ต้องใช้นามว่า “เผยจี” อีกต่อไป สนิทสนมกับนักพรตน้อยที่อายุในการฝึกตนยังน้อย ยังไม่ได้งดอาหารเพื่อฝึกบำเพ็ญตน แม้ว่าตลอดทั้งวันตั้งแต่เช้ายันเย็นนักพรตหนุ่มจะไม่ชอบแย้มยิ้มพูดคุยกับใคร แต่พวกเด็กๆ กลับชอบแวะเวียนไปหาเขาที่ห้องเพื่ออ่านตำรา ทายคำปริศนา ฯลฯ
คงเป็นเพราะนักพรตน้อยอายุยังน้อย ตบะยังตื้นเขิน แต่กลับมีสัมผัสที่เฉียบไวอย่างมากต่อการแสดงออกทางอารมณ์ของผู้ใหญ่ ดังนั้นชื่อเสียงของนักพรตโซวในอารามเสวียนตูจึงไม่แย่ อย่างน้อยก็เข้ากันได้ดีกับพวกเด็กๆ
วันนี้มีแขกผู้สูงศักดิ์มาเยี่ยมเยือนทางอาราม คือเหยาชิงแห่งราชวงศ์ชิงเสิน เหยาชิงเป็นขอบเขตสิบสี่แล้ว ตามหลักแล้วผู้ที่มารับรองแขกประเภทนี้ สถานะต้องสูงมากพอ ทว่าคนที่ออกหน้ามารับรองแขกกลับไม่ใช่หวังซุนที่เป็นรักษาการเจ้าอารามชั่วคราว อีกทั้งตอนนี้างเองก็ยังไม่ได้ปิดด่าน ถึงขั้นไม่ใช่นักพรตผู้ดูแลอาราม แต่เป็นเจี้ยนจั๋วที่ปักปิ่นไม้ท้อ สวมชุดเต๋าเครื่องแบบของอารามเสวียนตู มีสถานะเป็นจือเค่อของทางอาราม
เหยาชิงยิ้มถามเหยาชิงยิ้มอย่างรู้ทัน คำพูดทำนองนี้เจี้ยนจือเค่อเจ้ากล้าพูด แต่ข้ากลับไม่กล้าเชื่อหรอกนะ คนที่บอกว่าเจ้าลัทธิลู่คือ “เสนาบดีรูปงามน้อยแห่งไป๋อวี๋จิง” ก็ไม่ใช่เจ้าอารามซุนที่ยึดมั่นในความถูกต้อง “ทั้งชีวิตพูดแต่สิ่งที่เป็นธรรม” ผู้นั้นหรอกหรือ?
เจี้ยนจั๋วพาเหยาชิงไปหานักพรตโซว แล้วก็ขอตัวลากกลับไปก่อน เหยาชิงถามเผยจีเพียงแค่กวาดพื้น รวบรวมเอาใบไม้ร่วงไปไว้ในที่ตักขยะ
เหยาชิงยิ้มบางๆเผยจีมีฉายาว่า “เถาเซียว” ผลท้อ (เถา) อยู่บนต้น แม้ผ่านฤดูหนาวก็ไม่หลุดร่วง แขวนแห้งคล้ายศีรษะนกฮูกอยู่บนกิ่งไม้ สามารถขับไล่วิญญาณร้ายร้อยตน เผยจีเงียบไม่ตอบ
เหยาชิงกล่าวมาเป็นแขกที่อารามเสวียนตูครั้งนี้ เหยาชิงยังพาสตรีสองคนอย่างป๋ายโอวผู้เป็นราชครูและผู้ฝึกกระบี่ฟูเสวียนเจี่ยมาด้วย……
ซิวไฉเฒ่ายิ้มเอ่ยหนึ่งในจิตธรรมของลู่เฉินเคยเป็นผู้สูงศักดิ์หวงจื่อของจวนเทียนซือภูเขามังกรพยัคฆ์ สละร่างจากโลกนี้ไปที่เกาะเดียวดายบนทะเล ทิ้งคราบร่างเซียนและชุดคลุมอาคมจินหลี่เอาไว้ ผลัดตกไปอยู่ที่ร่องเจียวหลง ศึกที่ร่องเจียวหลง เฉินผิงอันเขียนยันต์แผ่นหนึ่งที่เป็น “คำสั่งลู่เฉิน” และก่อนศึกพิฆาตมังกร ลู่เฉินก็มีผลกรรมใหญ่ครั้งหนึ่งกับธิดามังกรผู้ที่มีเรื่องเล่าขานของ “หญ้าอ้ายฉ่าวเผานาบหน้าผาก’
ลู่เฉินในทุกวันนี้อยู่ในใจกลางของเปลี่ยวร้าง เท่ากับว่าบังคับกดข่มให้เทวบุตรมารนอกโลกขอบเขตสิบห้าเทียมตนหนึ่งของฟ้านอกฟ้าของไป๋อวี๋จิงให้อยู่บนพื้นดิน หล่อหลอมเทวบุตรมารนอกโลก ลู่เฉินทำให้ “แผ่นดินจมดิ่ง” (ลู่เฉิน) ถ้าอย่างนั้นยิ่งเขามีความเกี่ยวพันกับวิถีทางโลกใบนี้ลึกซึ้งเท่าไรก็จะยิ่งทุกข์มาน ยิ่งทำให้แผ่นดินจมไม่ลงมากเท่านั้น โอกาสที่เทวบุตรมารนอกโลกจะหลุดพ้นจากพันธนาการก็ยิ่งมีสูง
หลิวเสียนหยางวางกระบี่พาดขวาง ยิ้มพูดว่าเฉินผิงอันยื่นมือไปปัดชุดคลุมตัวยาว แล้วก็ไม่โกรธอีกฝ่าย เสี่ยวโม่ยิ่งรู้สึกเลื่อมใสเจ้าสำนักหลิวท่านนี้ เป็นอย่างที่ซิวไฉ่เฒ่าใช้เสียงในใจพูดจริงเสียด้วย ขอแค่มีหลิวเสียนหยางอยู่ข้างกาย ฟ้าของคุณชายตนก็ไม่มีทางถล่มลงมา
ชุยตงซานหันหน้าไปตะโกนเรียกทางระเบียงเจียงซ่างเจินไม่กระปรี้กระเปร่า ท่าทางห่อเหี่ยวเบื่อหน่าย แกล้งนอนตายอยู่ในระเบียง กำลังใจที่จะหาเงินก่อนหน้านี้ ตอนนี้หายวับไม่มีเหลือ ก็ย่อมมีเหตุผล ข้าไม่ได้ไปหาเรื่องอวี๋เสวียนหรือหลิวจี้เป่าสักหน่อย
โจวอันดับหนึ่งนอนถอนหายใจเฮือกๆ อยู่บนพื้น เหมือนสตรีผีผู้เปี่ยมไปด้วยความอาฆาตโกรธเคือง ที่แท้พวกชุยตงซานก็รวมหัวกันหลอกเขา ก่อนหน้านี้เจ้าสำนักชุยพูดจาหนักแน่นน่าเชื่อถือ บอกว่าตามเหตุตามผลแล้วก็ควรจะสนับสนุนให้พี่น้องของตนได้เลื่อนขั้นขุนนางอย่างเต็มกำลังเป็นรองเจ้าขุนเขา แต่กลับไม่ได้บอกว่าเป็นภูเขาลั่วพั่วหรือสำนักกระบี่ชิงผิง!
เจียงซ่างเจินหรือจะคิดได้ว่าการขุดมุมกำแพงของเจ้าสำนักชุยจะถึงขั้นที่ไม่เลือกวิธีการเช่นนี้ มิน่าเล่าเซี่ยโกว่ถึงได้กระตือรือร้นขนาดนั้น หากเขาเป็นรองเจ้าขุนเขาของสำนักกระบี่ชิงผิง ตำแหน่งผู้ถวายงานอันดับหนึ่งก็จะว่างลงเช่นเดียวกัน ในเมื่อเป็นรองเจ้าขุนเขาของภูเขาลั่วพั่วไม่ได้แล้ว ถ้าอย่างนั้นก็ต้องหาอะไรมาชดเชยเสียหน่อย?
บังเอิญกับที่เจียงเซ่อที่ไปส่งซิวไฉเฒ่ากลับมายังระเบียงแห่งนี้ นั่งลงบนม้านั่งยาว ยกสองแขนกอดอก ปรายตามองเจ้าคนที่ว่ากันว่า มีฉายาว่าเปิงเลอะผู้นั้น

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!