เซี่ยโก่วยื่นมือมาป้องข้างปาก พูดขัดคอว่า
“อู่เหยียน ผู้ชายของเจ้าอยู่อย่างอัดอั้นมานานหลายปี สะสมหนังหน้าไว้ได้เยอะเลยนะ มอบให้ตรงนี้นิด ตรงนั้นหน่อย พอแจกจ่ายไหม? จะเหมือนเมล็ดแตงของผู้พิทักษ์ขวาภูเขาลั่วพั่วของพวกเราจริงๆ หรือ”
อู่เหยียนเอ่ยสัพยอก
“หนังหน้าไม่พอ ในอดีตถูกคนบางคนสะบัดทิ้ง บนหน้าก็มีลายพร้อยมาตั้งนานแล้วไม่ใช่หรือ?”
เซี่ยโก่วเอ่ยอย่างกระจ่างแจ้ง
“มิน่าเล่า มิน่าเล่า พอจะมีความเหมือนเจ้าขุนเขาของพวกเราตอนที่อยู่ในบางสถานที่อยู่บ้าง”
เจียงเซ่อหนังตากระตุกเบาๆ เฉินผิงอันยิ้มรับ
ชายหาดโครงกระดูกของอุตรกุรุทวีป ตำหนักหยางฉางในหุบเขาผีร้ายตั้งอยู่ในสถานที่ที่ค่อนข้างห่างไกล คือพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของเซียนใหญ่จั่วเยา
เมื่อก่อนเป็นแค่เรือนสามชั้นที่ค่อนข้างจะแร้นแค้น เมื่อปีก่อนกว่าจะขยับขยายเป็นเรือนห้าชั้นได้ไม่ใช่เรื่องง่าย
ตอนนั้นเจ้าตำหนักที่อยู่ในรูปลักษณ์ของนักพรตเฒ่าเปิดปฏิทินเหลือง เลือกวันฤกษ์งามยามดี เรียกเด็กๆ สี่ห้าคนให้มาจุดประทัดสองสามพวงหน้าประตู ส่งเทียบเชิญนาบทองไปให้กับสหายบนภูเขา ล้วนไม่มีใครมาร่วมแสดงความยินดี
เดิมทีคิดว่าจะอาศัยงานนี้มาหาค่าเดินทางที่เป็นเงินทุนสักหน่อย แต่สุดท้ายก็ต้องผิดหวัง
เมื่อก่อนในหุบเขาผีร้าย แม้จะวุ่นวายก็จริง แต่ผู้คนก็ไม่ถึงขั้นหมกมุ่นอยู่แต่กับเงิน ทุกวันนี้ค่านิยมในสังคมเสื่อมลงทุกวัน จิตใจของคนไม่เหมือนแต่ก่อนแล้ว
ยามสายแดดเริ่มส่องเต็มฟ้า ปีศาจใหญ่จั่วเยาที่ไว้หนวดแพะเอาสองมือไพล่หลัง เขาใช้นามแฝงว่าจั๋วเฉิงเซียน
ส่วนชื่อจริงแห่งชะตาชีวิตของเผ่าปีศาจ เมื่อหลายปีก่อนได้ถูกจดบันทึกไว้ที่สำนักพี่หมาในสถานที่แคบๆ แห่งนี้ ทุกคนชอบเรียกเขาด้วยความเคารพว่าเซียนผู้เฒ่ามากกว่า
เดินเนิบช้าไปถึงหน้าประตูของตำหนักหยางฉาง นอกประตูมีเจ้าโง่สองคน คนหนึ่งยืนนิ่งไม่ขยับเหมือนถูกตอกตะปู กอดหอกไม้ไว้ในอ้อมอก อีกคนหนึ่งนอนเสวยสุขอยู่บนพื้นหนุนสองมือต่างหมอน ยกขาไขว่ห้าง กำลังร้องเพลงเบาๆ ด้วยภาษาหยาบโลน
เจ้าตำหนักผู้เฒ่าที่ตั้งฉายาให้ตัวเองว่าเซียนใหญ่จั่วเยาผู้นี้เห็นภาพเหตุการณ์นี้เข้าก็ไม่รู้ว่าโทสะผุดมาจากไหน คนหนึ่งโง่ คนหนึ่งเจ้าเล่ห์ ไม่มีใครได้เรื่องสักคน!
ทุกวันนี้ตำหนักหยางฉางได้หาตัวนักพรตประจำการมาได้สิบกว่าคน มีแต่พวกขี้เกียจที่มาทำงานแต่ตัวไม่ยอมออกแรง
แต่จะว่าไปแล้ว หากพวกมันมีอนาคตที่ดีก็คงไม่มาใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆ ที่ตำหนักหยางฉางหรอก
ลูกศิษย์ในนามก็คือเศษสวะสองคนที่หน้าประตูนี้ เมื่อก่อนอยู่ดีๆ ก็ตายไปคนหนึ่ง ภายหลังมีมาเพิ่มคนหนึ่ง สำหรับหุบเขาผีร้ายในปีนั้นแล้วถือเป็นเรื่องเล็กน้อยที่ปกติอย่างมาก
เซียนผู้เฒ่าที่สวมชุดเต๋าหนวดแยกเป็นสองปอยยืนอยู่ฝั่งด้านในของธรณีประตู ไม่ได้ส่งเสียง สะกดกลั้นไฟโทสะเอาไว้ นักพรตที่เก็บตัวอย่างสันโดษ การอบรมตัวเองน้อยนิดแค่นี้ยังพอจะมีอยู่บ้าง
ไม่ว่าจะอย่างไร สภาพการณ์ของตำหนักหยางฉางบ้านตน เมื่อเทียบกับภูเขาจีเซียว ภูเขาถงกวาน และยังมีภูเขาโปลั่วของปี้สู่เหนียงเหนียงผู้นั้น รวมไปถึงสหายทั้งหลายที่เจอเคราะห์กรรมจนกายดับมรรคาสลาย ถึงอย่างไรก็ยังดีกว่ามาก
เทียบกับบนไม่พอ เทียบกับกลับล่างมากเหลือแหล่ จะดีจะชั่วตนก็ยังมีถิ่นฐานที่มั่นคงเป็นของตัวเอง
ภูตตัวสูงใหญ่ที่นอนอาบแดดอยู่บนพื้นเอ่ยอย่างเกียจคร้านว่า
“ศิษย์พี่ ตำหนักหยางฉางของพวกเรามีภูตอยู่เต็มไปหมด แต่อาจารย์ดันตั้งฉายาตัวเองว่าเซียนใหญ่จั่วเยา (จับปีศาจ) คิดอะไรอยู่กันแน่ คือโจรที่ร้องให้จับโจรหรือ? ข้าว่านะ ควันธูปของตำหนักหยางฉางแย่ขนาดนี้ คาดว่าน่าจะเป็นเพราะอาจารย์ที่ตั้งฉายาผิดนี่แหละ”
ศิษย์พี่ที่ผอมแห้งราวกับท่อนไม้ไผ่ยังคงยืนเอวตรงหลังตั้งอยู่ที่เดิมตลอดเวลา แต่ตอบเขาอย่างตระหนกลนลานว่า
“ศิษย์น้อง อย่าได้พูดถึงอาจารย์เช่นนี้”
เมื่อก่อนตนคือศิษย์น้อง ทุกวันนี้กลายมาเป็นศิษย์พี่ แค่ว่าคนที่นอนอยู่บนพื้นไม่เคยเห็นตนเป็นศิษย์พี่ก็เท่านั้น
ศิษย์น้องคนนั้นแกว่งขาอย่างสบายอารมณ์ พ่นเสียงหัวเราะ
“ตำหนักหยางฉางของพวกเรานี่นะ สมกับเป็นหวังเสี่ยวเอ้อฉลองปีใหม่ แต่ละปีล้วนด้อยกว่ากันทุกปีจริงๆ”
เซียนเฒ่ากระแอมเบาๆ ก้าวออกมาจากธรณีประตู หรี่ตาลง ใช้สองนิ้วคีบหนวดพูดจาสุภาพไพเราะว่า
“พบเจอบุคคลที่น่าสงสัยมาทำลับๆ ล่อๆ ลอบมองพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของข้าบ้างหรือไม่?”
ภูตร่างสูงใหญ่ที่เป็นศิษย์น้องดีดตัวขึ้นมาในท่านอนหงาย ปลายเท้าเกี่ยวเอาหอกไม้ที่อยู่บนพื้นขึ้นมากำไว้ในมือ หน้าไม่แดงใจไม่เต้น
“อาจารย์ เป็นความคิดของศิษย์พี่ เขาบอกว่าตำหนักหยางฉางของพวกเราคือสถานที่ที่เงียบสงบเหมาะแก่การฝึกตน ถึงอย่างไรก็มีแขกไม่เยอะ ไม่สู้ศิษย์พี่ศิษย์น้องผลัดกันพักผ่อน ไม่มีทางเสียงานหรอก”
ภูตหนูร่างผอมแห้งที่ตัวไม่ได้ใหญ่ไปกว่าหอกไม้สักเท่าไรทำท่าจะพูด แต่กระนั้นก็ยังไม่ได้พูดอะไรออกมา เพียงแค่นึกขึ้นได้ว่าอาจารย์ถาม จึงตอบไปตามสัตย์จริงว่า
“เรียนอาจารย์ ศิษย์เฝ้าประตูไม่กล้าเพิกเฉย วันนี้ยังไม่มีบุคคลน่าสงสัยใดๆ มาที่หน้าประตู”
เซียนผู้เฒ่าคร้านจะมองเจ้าบื้อสองคนนี้ให้เต็มตา หัวเราะหยันเอ่ยว่า
“ด้วยสมองอย่างเขาจะคิดหาวิธีแอบอู้ได้หรือ? หากมีจริงก็ดีน่ะสิ อาจารย์จะได้ไปจุดธูปไหว้พระในตำหนักใหญ่”
“แสดงเยอะไปแล้ว”
ภูตหนูน้อยยิ้มเขินอาย
ทุกวันนี้ทุกครั้งที่เซียนเฒ่าคิดถึงเรื่องหนึ่งก็จะต้องกลุ้มใจเสมอ เขามีห้องลับอยู่ห้องหนึ่ง ทางเข้าห้องลับอยู่ด้านใต้โต๊ะวางกระถางธูปในตำหนักหลักของตำหนักหยางฉาง
เพียงแต่ว่าสมบัติที่อยู่ก้นกรุกลับไม่ใช่สมบัติตระกูลเซียนอะไร เป็นแค่ตำราพิชัยสงครามบางส่วนเท่านั้น ทุกวันนี้ไม่เหมือนในอดีต หุบเขาผีร้ายคิดอยากจะรวบรวมตำราจากด้านนอกที่มีให้พบเห็นได้ทุกหนทุกแห่ง อันที่จริงกลับไม่ง่ายนัก ส่วนใหญ่ล้วนต้องเป็นของตกทอด
ผู้หลอมลมปราณของที่อื่นรังเกียจเหมือนรองเท้าคู่เก่า แต่กลับถูกเซียนใหญ่จั่วเยาเก็บรักษาไว้ดุจสมบัติล้ำค่า แม้กระทั่งตำราก็ยังขโมย แม้กระทั่งตำราก็ยังขโมยเลย คนต่างถิ่นคนหนึ่งถูกน้ำมันหมูบดบังจิตใจ สติวิปลาส เป็นคนที่สมควรโดนแทงพันครั้งจริงๆ เขามันไม่ใช่คน!
เดิมทีก็ไม่ร่ำรวยอยู่แล้ว ยังมาถูกเจ้าโจรผู้นั้นปล้นเอาไปอีก นั่นก็ยิ่งเป็นการเพิ่มน้ำค้างแข็งลงบนหิมะ นี่ทำให้เซียนใหญ่จั่วเยารู้สึกหมดอาลัยตายอยาก
รวบรวมกองทัพทหารและม้า สะสมเสื้อเกราะอาวุธ เพื่อที่วันหนึ่งจะมีแม่ทัพผู้กล้าใต้บังคับบัญชามากมายดุจก้อนเมฆ ใช้งานได้เหมือนแขนของตัวเอง… ทุกสิ่งล้วนหมดหวังแล้ว
ปรายตามองภูตหนูน้อย เซียนเฒ่าด่าเอาไปสองสามคำด้วยความเคยชิน ฝ่ายหลังก็แค่เกาหัวยิ้ม ไม่กล้าโต้เถียง
เซียนใหญ่จั่วเยารู้มาตั้งนานแล้วว่าลูกศิษย์ที่ไม่เป็นโล้เป็นพายผู้นี้มักจะไปเดินเล่นที่ตลาดด่านไน่เหอเป็นประจำ
รวบรวมเอาสมุนไพรบนภูเขาและหินหยกจากในสถานที่ที่ไร้เจ้าของนอกอาณาเขตของตำหนักหยางฉาง ง่วนอยู่สามเดือนห้าเดือน กว่าจะบรรจุได้เต็มกระบุง จากนั้นก็จะเอาไปขายแลกเงินที่ตลาด แรกเริ่มทุกครั้งที่เดินทางไปกลับก็จะไดก้กำไรมาประมาณสองสามเหรียญเงินเกล็ดหิมะ
มันไม่เคยกล้าเก็บเอาไว้เป็นของตัวเอง ได้เงินเล็กน้อยกลับมาก็ล้วนเอามาเป็นเงินค่าธูปค่าน้ำมันให้กับตำหนักหยางฉาง บอกว่าเป็นความกตัญญูต่ออาจารย์
ตอนนั้นหุบเขาผีร้ายมีแต่ความวุ่นวายโกลาหล ทว่ากองกำลังของแต่ละฝ่ายกลับไม่กล้าก่อเรื่อง กลัวว่าจะไปละเมิดกฎข้อใดเข้าแล้วจะถูกผู้ฝึกตนสำนักพี่หมากำจัดปีศาจปราบมาร ดังนั้นทุกคนจึงเคารพกฎระเบียบกันอย่างมาก บริเวณใกล้เคียงกับตำหนักหยางฉางนับว่าเงียบสงบอย่างมากจริงๆ
แต่รอกระทั่งสถานการณ์ค่อยๆ สงบมั่นคงลง แต่ละคนก็พากันคิดหาวิธีต่างๆ ในการแย่งชิงสถานที่ตั้งเป็นเขตอิทธิพลของตัวเอง สรุปก็คือปลาใหญ่กินปลาเล็ก ปลาเล็กกินกุ้งฝอย เพียงแต่ว่าไม่มีการเข่นฆ่ากันอย่างออกหน้าออกตาก็เท่านั้น
ทว่าวิธีการลับๆ กลับมีสารพัดรูปแบบ มากมายต่อเนื่อง อย่างตำหนักหยางฉางนี้ที่ได้แต่กินดินกินโคลนกันก็ได้แต่เฝ้าอยู่ในพื้นที่แคบๆ นี้เท่านั้น
ถ้าอย่างนั้นการค้าเล็กๆ ของมัน หากอิงตามราคาตลาดจึงแย่ลง ต้องใช้เวลาเป็นครึ่งๆ ปีกว่าจะไปที่ตลาดสักหน ต่อให้ตำหนักหยางฉางจะยากจนจนไม่มีข้าวสารกรอกหม้อมากแค่ไหนเซียนใหญ่จั่วเยาที่เป็นอาจารย์ก็ไม่ถึงขั้นอยากได้
เศษเงินเล็กน้อยไม่กี่แดงนั้น เซียนใหญ่เช่นข้าคือผู้ฝึกตน จะต้องการเศษเงินแค่นั้นมาทำอะไร น่าอายนัก! ขอแค่ลูกศิษย์คนโง่ไม่เก็บเงินเกล็ดหิมะไว้เองก็พอแล้ว
แม้แต่ฝันมันก็ยังเฝ้าฝันว่าสักวันหนึ่ง ในกระเป๋าจะแอบสะสมเงินได้มากๆ แล้วจะเดินเลียบลำคลองเหยาเย่ไปทางเหนือ ไปยังตลาดของอำเภอที่มีร้านหนังสือตั้งเรียงราย ซื้อหนังสือ! แล้วค่อยกลับบ้านมาอ่านหนังสือ!
มันอาบแสงแดดที่อบอุ่น แอบวาดฝันถึงการพบเจอกันอีกครั้งกับเซียนกระบี่เฉินท่านนั้น

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!