หนิงเหยาลงจากเรือก็ตรงดิ่งกลับไปที่ใต้หล้าห้าสี
เฉินผิงอันบอกว่าช่วงเวลาอันใกล้นี้เขาจะไปเยือนนครบินทะยานรอบหนึ่ง
ตอนนั้นหนิงเหยาพยักหน้าไม่ได้พูดอะไร
ครั้งนี้เฉินผิงอันต้องไปอยู่นานหลายวันหน่อย
หนิงเหยาก็ยังคงไม่พูดอะไร แค่ช่วยจัดระเบียบคอเสื้อให้กับเขา
พอขยับเข้าใกล้เขตของมหาบรรพตประจิม
จิตใจที่คิดอยากกลับบ้านของหลิวเสียนหยางก็เหมือนลูกธนูแล่นออกจากสาย
ไม่รอให้เรือราตรีขยับจอดเทียบท่า ก็ขี่กระบี่ไปยังมหาบรรพตอุดรเพียงลำพัง
หลิวเสียนหยางจงใจขี่กระบี่แนบไปกับพื้นผิวมหาสมุทร
แสงกระบี่แหวกผ่าลูกคลื่น รอกระทั่งตะวันดวงใหญ่สาดแสงไปทั่วผิวน้ำ
ประกายแสงบนริ้วคลื่นกระเพื่อมเป็นระลอก เห็นเป็นสีเหลืองทองอร่าม
หลิวเสียนหยางเงยหน้าขึ้นมองแล้วถอนหายใจเบาๆ หนึ่งที
อยู่ดีๆ ก็หวนนึกถึงคำพูดที่ในอดีตเขาเป็นคนพูด ส่วนนางก็ดูเหมือนว่าจะแค่พูดตามไปรอบหนึ่ง…
เก็บความความคิดกลับคืนมา หลิวเสียนหยางเพิ่มความเร็วในการขี่กระบี่
ออกไปจากพื้นผิวมหาสมุทรที่เป็นประกายสีทองสว่างไสว พุ่งเข้าไปในภูเขาเขียวขจี
ก่อนหน้านี้ตอนที่มองซุ้มป้ายตรงตีนภูเขาอยู่ไกลๆ เบื้องใต้ดวงตะวัน
มีนักพรตหนุ่มปักปิ่นหยกนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่
ชูตำราเต๋าที่จัดพิมพ์อย่างหยาบๆ เล่มหนึ่งขึ้นสู้แสงแดดจ้าแสบตา
หากจ้องอ่านหนังสือตรงๆ ก็ง่ายที่จะทำร้ายดวงตา จึงหาวิธีในการอ่านตำราเช่นนี้
แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะภูเขาลั่วพั่วจงใจปฏิบัติต่อคนเฝ้าประตูที่ไม่ได้รับบันทึกชื่อในทำเนียบอย่างเขาอย่างโหดร้าย
ไม่ยินดีจะมอบตำราเต๋าตระกูลเซียนที่แท้จริงให้เขายืมอ่าน
เซียนเว่ยรู้ดีว่าเป็นเพราะตัวเองไม่เอาถ่าน
ตำราลับตำราวิเศษที่แท้จริงพวกนั้น เขาอ่านแล้วก็ไม่เข้าใจจริงๆ
แต่กลับไม่ได้คืนให้กับภูเขาลั่วพั่ว ล้วนวางอยู่บนโต๊ะหนังสือ
บางครั้งที่เป็นช่วงกลางดึก ผู้อื่นหลับใหลรอบด้านเงียบสนิท
ด่านการฝึกตนหนาชั้นยากจะข้ามผ่านไปได้
อ่านหนังสือในห้องหนังสือจนจิตใจเริ่มวุ่นวาย ก็จะเหลือบตามองพวกมันสองสามที
“ผินเต้ามองหนังสืออยู่หรือ? นี่คือมองเงินต่างหาก”
กลับกลายเป็นว่า “ตำราเต๋า” หลายเล่มที่จ่ายเงินซื้อมาในราคาต่ำ
จากเจ้าพวกคนที่สลักสามคำไว้บนหน้าผากว่า “หลอกคนโง่”
บนเส้นทางการหาประสบการณ์ที่ระหกระเหินเร่ร่อนนี่
ที่เขาสามารถอ่านจนเข้าใจเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ พอมีความรู้ติดตัวอยู่บ้าง
รอกระทั่งกลายมาเป็นอาจารย์ของหลินเฟยจิง เซียนเว่ยย่อมไม่มีทางเก็บเงียบไว้เพียงลำพัง
คิดอยากจะเก็บซ่อนไว้ก็ต้องมีของให้ซ่อนไม่ใช่หรือ?
เขาพูดเรื่องความรู้ความเข้าใจบางอย่างที่ตระหนักรู้ได้ด้วยตัวเอง
หรือที่เป็นพวกวิธีการในการฝึกตนให้หลินเฟยจิงฟัง
หลินเฟยจิงถึงกับคิดเป็นจริงเป็นจัง ตอนนั้นอาจจะยังฟังไม่เข้าใจ
แต่พอกลับไปถึงเมืองเล็กก็ใคร่ครวญทั้งคืนจนรุ่งสาง
จนกระทั่งพอจะเข้าใจได้ครึ่งๆ กลางๆ ไม่อาจเข้าใจความหมายลึกซึ้งที่อาจารย์สอนอย่างแท้จริง
ทุกๆ สามวันห้าวันหากพอจะได้ผลเก็บเกี่ยวมาบ้าง ก็จะรู้สึกยินดีอย่างถึงที่สุด
ไปหาอาจารย์ที่เฝ้าประตูอยู่ตรงตีนเขา
นักพรตที่อันที่จริงอายุมากกว่า และขอบเขตก็สูงกว่าอาจารย์ซาบซึ้งใจสุดขีด
พอเล่าไปถึงว่าจิตแห่งมรรคาของตนสอดคล้องกับคำสั่งสอนของอาจารย์ที่สุด
ซึ่งทำให้เขาภาคภูมิใจมากเป็นพิเศษก็เสียกิริยาอยู่บ้าง
มือไม้โบกเป็นพัลวัน เอ่ยคำประจบสอพลอที่ฟังแล้วไม่เข้าท่าออกมา
เซียนเว่ยด้านหนึ่งก็วางมาดบอกว่าให้พยายามให้มากๆ
แต่แท้จริงในใจกลับเข้าใจแล้ว ลูกศิษย์ของข้าคนนี้ คุณสมบัติค่อนข้างน่าเป็นห่วง
อาศัยลูกศิษย์คงพึ่งพาไม่ได้แล้ว วันหน้ายังต้องพึ่งตัวเอง
เฉินหลิงจวินยังเคยยิ้มเย้าเขาว่า
“อย่างเจ้านี่เรียกว่าดื่มเหล้าปลอมมาจนชิน ก็เลยดื่มเหล้าหมักตระกูลเซียนไม่ได้แล้ว ไม่มีชะตาที่จะเสวยสุข”
นักพรตหนุ่มเองก็หัวเราะชอบใจ อันที่จริงเขารู้จักพออย่างมาก
คิดว่าตัวเองได้เสวยสุขพอแล้ว เพราะถึงอย่างไรก็มีลูกศิษย์แล้ว ดื่มน้ำชาคารวะอาจารย์แล้ว
แต่เซียนเว่ยกลับไม่ได้มอบของขวัญกราบอาจารย์ไปให้
คิดว่าอยากจะสะสมเงินให้มากพอสำหรับซื้อหาของขวัญกราบอาจารย์ที่เข้าท่าเข้าทีสักชิ้นก่อน
ในเมื่อคำโบราณบอกไว้ว่าม้าไร้หญ้ากินตอนกลางคืนก็ไม่อ้วนพี
เซียนเว่ยจึงอยากจะหารายได้พิเศษสักหน่อย ดังนั้นจึงบากหน้าถามเว่ยป้อว่า
คราวหน้าที่จัดงานเลี้ยงท่องราตรีอีกครั้ง เขาสามารถไปช่วยงานที่…
หน้าประตูภูเขาพีอวิ๋นได้หรือไม่? ยกตัวอย่างเช่นการยกน้ำส่งชา หรือช่วยขานชื่ออะไรทำนองนั้น
เว่ยเสินจวินผู้สง่างามดุจต้นไม้ยกรับลม คาดว่าตอนนั้นคงถูกคำพูดที่ไม่น่าไว้ใจนี้ทำให้มึนงงไป
ทำท่าจะพูดแต่ไม่พูดอยู่หลายครั้ง โชคดีที่ไม่ได้ด่าออกไป
เซียนเว่ยจึงรีบพูดว่าเขาล้อเล่น เว่ยเสินจวินอย่าได้คิดเป็นจริงเป็นจัง
แต่กลับไม่รู้ว่าตอนนั้นหน้าผากของเว่ยป้อมีเหงื่อเม็ดเล็กๆ ซึมออกมาแล้ว
กลัวก็แต่ว่าคราวหน้าหากมีการจัดงานเลี้ยงท่องราตรีขึ้นมาจริงๆ
นักพรตหนุ่มที่ “หวังดี” จะแอบไปเป็นลูกมือช่วยขานชื่อ…
ทำเอาเว่ยป้อตกใจจนต้องรีบกลับไปที่ภูเขาพีอวิ๋น ตรงดิ่งไปที่กองระเบียบพิธีการ
ไม่เพียงแค่นั้น เว่ยป้อยังให้หัวหน้าของที่ว่าการกองงานแต่ละกองมาเข้าร่วมการประชุม
แต่เขาก็ไม่สะดวกจะพูดอะไรมาก ได้แต่บอกไปว่าจัดงานเลี้ยงท่องราตรีคราวหน้าจะต้องระวังให้ดี
หากเห็นนักพรตเซียนเว่ยของภูเขาลั่วพั่วก็ให้รีบส่งออกไปนอกอาณาเขตทันที ห้ามขาด “มารยาท” แต่ก็ต้องลงมือทันที…
ตอนนั้นคนที่นั่งอยู่ด้วยล้วนเป็นขุนนางชั้นสูงที่กุมอำนาจสำคัญอันดับหนึ่งของมหาบรรพตอุดร
ล้วนเป็นคนดังในวงการขุนนางภูเขาสายน้ำของในทวีป
พอได้ยินคำกำชับซ้ำไปซ้ำมาจากเสินจวินบ้านตัวเอง แต่ละคนก็ได้แต่หันมามองหน้ากันตาปริบๆ
ตอนที่ขยับเข้าใกล้หน้าประตูภูเขา เจียงเซ่อพลันเอ่ยว่า
“อู๋เหยียน พวกเราไม่ไปเส้นทางเทพสายหลักของยอดเขาจี๋หลิงแล้ว จะอ้อมเส้นทางไปทางภูเขาด้านหลังแทน”
เซียโก่วเว่ยเอ่ยอย่างมีความสุขบนความทุกข์ผู้อื่น
“ขี้ขลาดแล้วหรือไร?”
เจียงเซ่อเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์
“ปวดคอ ก้มหน้าจนเมื่อย เหตุผลข้อนี้พอได้หรือไม่?”
เซียโก่วเว่ยหัวเราะฮ่าๆ
“ก็แค่ก้มหัวคารวะนักพรตเท่านั้น มีอะไรให้น่าอายกัน อีกอย่างก็ไม่มีคนนอกมาเห็นเสียหน่อย”
เจียงเซ่อส่ายหน้า เขาไม่คิดว่าบรรพจารย์สามลัทธิเป็นอย่างไร มีบุญคุณยิ่งใหญ่แค่ไหน
เจอหน้ากันก็แค่นั่งลงอย่างทัดเทียม แต่เผชิญหน้ากับนักพรตอันดับหนึ่งแห่งโลกมนุษย์ท่านนี้
ในใจของเจียงเซ่อกลับรู้สึกเคารพนับถือจากใจจริง ไม่อาจทำเรื่องที่วางตะเกียบแล้วด่ามารดาผู้อื่นได้
แต่หากจะบอกว่าให้ยิ้มแย้มพูดคุยกับอีกฝ่ายด้วยความกระตือรือร้น เจียงเซ่อก็รู้สึกอึดอัดสุดขีด
ก็เลยเลือกที่จะไม่เจอหน้าเสียเลย แล้วนับประสาอะไรกับที่ดูจากท่าทางแล้วนักพรตคนนั้นก็ยังไม่ได้ตื่นอย่างแท้จริง


VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!