เข้าสู่ระบบผ่าน

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 1172

เฉินหลิงจวินพูดพลางหันไปส่งสายตาให้เผยเฉียน

“คนแซ่เจียงที่เป็นญาติเจ้าคนนี้ ยกให้ข้าดูแลเอง รับรองว่าเขาจะได้ดื่มอย่างสมใจ

เรื่องของการรับรองแขกบนภูเขาลั่วพั่ว หากข้าเรียกตัวเองว่าเป็นที่สาม ก็ไม่มีใครกล้าเรียกตัวเองเป็นที่สองแล้ว”

เผยเฉียนกลอกตามองบน เจียงเซ่อไม่คุยด้วย เอาแต่ปรายตามองเจ้าขุนเขาเฉิน ไม่คิดจะควบคุมหน่อยหรือ?

เฉินผิงอันแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น ไม่ควบคุม

เจียงเซ่อถูกกวนใจจนรำคาญสุดขีด ได้แต่เปิดปากเอ่ยว่า “เจ้าดื่มเหล้าได้หรือ?”

เด็กชายชุดเขียวเหมือนเจอกับศัตรูตัวฉกาจ วิธีสร้างแรงกดดันหรือครอบงำฝ่ายตรงข้ามก่อนเช่นนี้คือยอดฝีมือประมือกัน!

นิสัยยามดื่มเหล้าของพี่ใหญ่เจียงเป็นอย่างไร ตอนนี้ยังบอกได้ยาก ส่วนปริมาณในการดื่ม อย่างต่ำที่สุดก็น่าจะเทียบเท่าเว่ยคอแข็งได้สิบกว่าคนเลยกระมัง!

เฉินหลิงจวินไม่กล้าประมาทอีก เอ่ยเสียงหนักว่า “พี่ใหญ่เจียง ถ้าอย่างนั้นพวกเรามาวัดฝีมือกันบนโต๊ะดีไหม?”

เจียงเซ่อน่ะนับถือจริงๆ อย่างเจ้าบ้าเจียงซ่างเจินผู้นั้น เจียงเซ่อยังพอจะด่าได้บ้าง

แต่กับเด็กชายชุดเขียว อีกฝ่ายกระตือรือร้นรับรองแขกด้วยความจริงใจ จะด่าก็ไม่สะดวก

เดินผ่านซุ้มประตูกันมา เริ่มเดินขึ้นเขา เจียงเซ่อใช้เสียงในใจเอ่ยว่า

“มาถึงที่นี่แล้วเดินไปถึงยอดเขา ข้าจะมองดูอยู่สักครู่แล้วก็จะจากไปทันที”

ท่าทีของเฉินผิงอันเรียบง่ายยิ่ง ตามใจเจ้า อยากมาก็มา ไม่อยากอยู่ก็ไปซะ

เผยเฉียนบอกว่าจะไปหาศิษย์น้องหญิงกวอกับหมี่ลี่น้อย เฉินผิงอันพยักหน้ายิ้มรับ บอกว่าได้สิ

เดินไปได้ครึ่งทาง ใต้ฝ่าเท้าของเฉินหลิงจวินก็เหมือนทาด้วยน้ำมัน ที่แท้นายท่านเจ้าขุนเขาหัวเราะถามเขาว่า

ตอนนั้นที่พวกมรรคาจารย์เต๋ามาเยือนเมืองเล็ก ระหว่างนั้นเจ้าพูดคุยอะไรกับเจ้าอารามผู้เฒ่าหรือไม่?

เด็กชายชุดเขียวรีบปฏิเสธบอกว่าแค่นึกถึงคำเรียกขานบางอย่างก็ปวดหัวขึ้นมาทันที

ไม่เพียงแต่พูดออกมาไม่ได้ ยังจำไม่ได้ด้วย เอาสองมือกุมหัวแล้วเผ่นหนีเพื่อความปลอดภัย

ไปถึงบนยอดเขา คนทั้งกลุ่มยืนพิงราวรั้ว เจียงเซ่อยกสองแขนกอดอก เงียบไม่เอ่ยอะไร บรรยากาศจึงดูน่าอึดอัดอยู่บ้าง

อู๋เหยียนเป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน

“ทุกวันนี้มีบุตรสาวสองคน ในใจพวกเราย่อมต้องดีใจอย่างมาก

ในสถานที่ที่เป็นหนึ่งในพื้นที่มงคลของสหายปี้เซียว พวกเราเจอตัวบุตรสาวแล้ว นางนิสัยดีมาก น่าจะเป็นเด็กหญิงอย่างที่พวกเราคาดการณ์ไว้ในใจกระมัง แล้วพวกเราจะไม่มีความสุขได้อย่างไร

แต่หากจะพูดถึงในอดีต นางไม่ได้มีนิสัยอย่างนั้น ดังนั้นคนที่เจียงเซ่อชอบมากกว่ามาโดยตลอด อันที่จริงก็คือเผยเฉียนในเวลานี้

บุตรสาวทั้งสองคนต่างก็ดีมาก ดีมากๆ เลยล่ะ แต่ถึงอย่างไรก็ยังมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง

มีพ่อแม่ที่ไหนที่ไม่ชอบลูกที่เหมือนตัวเองบ้างเล่า แต่ชั่วชีวิตนี้ เจียงเซ่อไม่ชอบเอ่ยถ้อยคำอ่อนโยนกับใคร ดื้อรั้นดึงดันตัวเองไม่ยอมพูด

แล้วยังไม่ยอมให้ข้าที่ได้เจอหน้าพวกเจ้าพูดด้วยตอนอยู่บนเรือราตรี ข้ากังวลมากว่าจะไม่มีโอกาสเอ่ยประโยคเหล่านี้ออกมา

ตอนนั้นอยากจะพูดคุยกับเผยเฉียนอยู่หลายครั้ง อยากจะพูดคุยกับอาจารย์เหวินเซิง แต่ก็กลัวอีกว่าจะอธิบายได้ไม่ชัดเจน ก็เลยได้แต่อดทนเอาไว้”

“ปีนั้นจิตมารที่นางต้องการสังหารไม่ใช่ ‘เผยเฉียน’ ในเวลานี้เลย แต่เป็นบุตรสาวคนที่พวกเราได้พบเจอก่อนหน้านี้”

“คงเป็นเพราะนางรู้สึกว่าจิตมารของตัวเองก็คือจุดอ่อนที่นางไม่ควรมี”

สตรีตาแดงก่ำ หันหน้ามาทางเฉินผิงอัน ยอบกายคารวะ พูดเสียงสะอึกสะอื้น

“ต้องขออภัยอาจารย์เฉิน แล้วก็ขอขอบคุณด้วย”

เฉินผิงอันกล่าว “ทำไมถึงไม่อธิบายให้เผยเฉียนฟังต่อหน้า”

สตรีส่ายหน้า พึมพำว่า “คำพูดมารออยู่ตรงปาก แต่กลับพูดไม่ออก”

เซียโก่วเว่ยอึ้งค้าง ขมวดคิ้วเอ่ย “ไม่ถูกสิ เคยเจอกับเด็กน้อยคนนั้นอยู่หลายครั้ง นางเป็นเด็กดีมากเลยนะ”

อยู่ที่ภูเขาลั่วพั่ว อย่าได้หวังจะเอ่ยคำลวง อู๋เหยียนเจ้าอย่าได้ใช้เล่ห์เหลี่ยมวาดงูเติมขา นั่นจะไม่เป็นที่ชื่นชอบแน่

อู๋เหยียนส่ายหน้ายิ้มกล่าว

“นั่นล้วนเป็นการเสแสร้งให้คนนอกได้เห็น อยู่กับพวกเรานางไร้โซ่ไร้บังเหียนมาตั้งแต่เด็กแล้ว พวกเจ้าคิดดูสิ บุตรสาวของเจียงเซ่อ และปีนั้นข้าเองก็รักและตามใจนางมาก นางในเวลานั้นจะมีนิสัยนุ่มนิ่มได้หรือ?

ได้รับความกล่อมเกลาจากบิดามารดาที่อยู่ข้างกายมาตั้งแต่เด็ก ในทางส่วนตัวยังช่วยเขียนตำรา ตำราอะไร ล้วนเป็นตำราพิชัยยุทธทั้งสิ้น

อีกทั้งนางยังฉลาดล้ำถึงเพียงนั้น ไม่ว่าอะไรก็เรียนรู้ได้เร็วไปหมด คิดอยากจะแสร้งทำเป็นเด็กดีว่านอนสอนง่ายจะยากตรงไหน

ปีนั้นเรื่องใหญ่หลายเรื่อง เจียงเซ่อล้วนพูดคุยกับนางอย่างตรงไปตรงมา สองพ่อลูกปรึกษากันไม่น้อย

อาจารย์เฉิน ความฉลาดมีไหวพริบของเผยเฉียนตอนเด็ก ท่านเองก็น่าจะเคยประสบพบเจอกับตัวเองมาก่อนกระมัง?”

หัวคิ้วของเฉินผิงอันคลายลงได้หลายส่วน พยักหน้ายิ้มเอ่ยเสียงเบา

“อายุไม่น้อย แต่มากด้วยกลอุบาย ตอนที่เพิ่งพานางออกจากพื้นที่มงคลดอกบัว เดินทางไปด้วยกัน ต้องประลองทั้งสติปัญญาทั้งความกล้าหาญกับนาง ตอนนั้นข้าทั้งปวดหัวแล้วก็ทั้งรำคาญใจ”

นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ บนเส้นทางการเดินทางในใบถงทวีป ตอนนั้นไม่ว่าใครก็ไม่ชอบขี้หน้าใคร อันที่จริงเฉินผิงอันคอยพูดเหน็บแนมทิ่มแทงใจอีกฝ่ายอยู่ไม่น้อย

มีครั้งหนึ่งถ่านดำน้อยแอบลงไปในน้ำ กระชากเอาปลาดุกตัวใหญ่ที่งับแขนของนางไม่ยอมปล่อยขึ้นมาแล้วขว้างลงบนพื้นอย่างแรง บนแขนที่ผอมแห้งราวกับท่อนไม้ไผ่เต็มไปด้วยบาดแผล

ถ่านดำน้อยเบิกตากว้างจ้องมองเฉินผิงอันอยู่อย่างนั้น “เจ้าว่าใครขอใครกินกันแน่?”

“บวกกับที่ตอนนั้นทุกคนต่างก็มัวยุ่งอยู่กับเรื่องใหญ่ ต้องวิ่งวุ่นไปทั่ว จะปล่อยปละละเลยขาดการอบรมก็เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้

คิดแค่ว่าขอบเขตของนางสูงแล้ว แล้วก็สามารถรักษาตัวรอดได้แล้ว ส่วนจิตแห่งมรรคาจะเป็นเช่นไร จะมีช่องโหว่หรือไม่ อีกเดี๋ยวก็จะเกิดศึกเดินขึ้นฟ้าแล้ว เป็นเป็นตายตาย ล้วนไม่นับเป็นอะไรได้มากที่สุด ใครเล่าจะเป็นข้อยกเว้น

ปีนั้นพวกเราหรือจะยินดีมาสนใจเรื่องนี้ เจียงเซ่อไม่สน ข้าก็ไม่สน!”

“แต่นั่นคือเรื่องราวของเมื่อหมื่นปีก่อนแล้ว ทุกวันนี้แตกต่างไปแล้ว หากเจียงเซ่อจะตายแล้วยังรักษาสักดิ์ศรีหน้าตา แม้กระทั่งภูเขาลั่วพั่วก็ยังไม่กล้ามา

เอาแต่สนใจศักดิ์ศรีหน้าตาของตัวเองอย่างเดียว ถ้าอย่างนั้นคำพูดที่ข้าพูดกับพวกเจ้าในเวลานี้ ข้าก็จะไม่เอ่ยออกมาแม้แต่ประโยคเดียว

ปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหารร้ายกาจ รักหน้าตามากใช่ไหม แม้กระทั่งกับบุตรสาวตัวเองก็ยังรู้สึกว่าตัวเองใหญ่คับฟ้าดิน

เป็นทั้งเรื่องล่างภูเขา แล้วก็เป็นทั้งเรื่องในวงการขุนนาง

ถงเหวินช่างคิดว่าตัวเองค่อนข้างคุ้นเคยกับอิ่นกวานหนุ่มผู้นี้ ไม่กล้าพูดว่าสามารถแลกเปลี่ยนความในใจกันได้อย่างเต็มที่

แต่ก็คิดว่าตัวเองพอจะเข้าใจนิสัยของเฉินผิงอันอยู่บ้าง

เพียงแต่ไม่รู้ว่าเหตุใด ออกทะเลไปรอบหนึ่ง บุคลิกของอิ่นกวานหนุ่มถึงได้เปลี่ยนไปคล้ายกับผลัดรกเปลี่ยนกระดูก

หากจะบอกว่าการพบเจอกันก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นการนั่งลงสูบยานอกการประชุมขนาดเล็ก หรือตอนที่กินโจ๊กข้นในเรือนหลังเล็กของเมืองเล็ก

ความรู้สึกที่เฉินผิงอันมอบให้ถงเหวินช่างก็คือ ไม่ว่าคนหนุ่มคนนี้จะมีสถานะกี่อย่าง ขอบเขตเป็นอย่างไร ก็ล้วนเป็นคนที่มีเหตุผลอย่างมาก

แต่การพูดคุยกันที่นอกศาลเทพแห่งผืนดิน อันที่จริงสีหน้าของอิ่นกวานหนุ่มยังคงอบอุ่นดังเดิม

แต่ถงเหวินช่างกลับรู้สึกประหลาด รู้สึกว่าได้พบเจอกันครั้งนี้ เฉินผิงอันหรือควรจะเรียกว่าราชครูต้าหลีคนใหม่

ต้องการจะเริ่มไม่ใช้เหตุผลกับคนบางคนและเรื่องบางเรื่องอย่าง…สิ้นเชิงแล้ว!

เฉินผิงอันเดินเลียบไปบนเส้นทางของภูเขาด้านหลัง เว่ยป้อมารออยู่ที่ศาลาแห่งหนึ่งนานแล้ว

พูดอย่างตรงไปตรงมาว่า

“จะดีจะชั่วเจ้าก็ช่วยบอกวันเวลาที่แน่ชัดกับข้ามาหน่อยเถอะ ฮ่องเต้บอกกับภูเขาพีอวิ๋นแล้วว่าช่วงนี้จะมาเยือนภูเขาลั่วพั่วด้วยตัวเองรอบหนึ่ง ขึ้นมาพักอยู่บนภูเขา รบกวนเจ้าขุนเขาเฉินสักสองสามวัน”

เฉินผิงอันยิ้มกล่าว

“ช่วยนำความไปบอกซ่งเหอหน่อย บอกเขาว่าไม่ต้องมาที่นี่ อีกไม่กี่วันข้าจะหาเวลาว่างไปที่เมืองหลวงสักรอบ”

เว่ยป้อเอ่ยอย่างขำๆ ปนฉุน

“คำว่า “หาเวลาว่าง” นี่จะให้ข้าตอบกลับไปตามนี้เลยใช่ไหม?”

เฉินผิงอันพยักหน้า “แน่นอน” เว่ยป้อหัวเราะเสียงดังลั่น

ทางฝั่งของเรือนหลังหนึ่งตรงภูเขาด้านหน้า ชุ่ยตงซานพาเจียงเซ่อและอู๋เหยียนไปพบพ่อครัวเฒ่า บอกว่าอีกเดี๋ยวจะมากินข้าวที่นี่ โยนพวกเขาไว้ที่นั่นแล้วก็ไม่สนใจอีก

ตัวชุ่ยตงซานเองไปคุยเล่นกับขุนนางผู้เรียบเรียงตำราที่เรือนไม้ไผ่

เจียงเซ่อและสตรีออกเรือนแล้วต่างก็มึนงง แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก นั่งลงบนเก้าอี้ไม้ไผ่ พูดคุยกบั “ผู้เฒ่า” ที่นั่งโบกพัดใบลานอยู่บนเก้าอี้หวาย

เจียงเซ่ออารมณ์ไม่เลว ผู้ดูแลใหญ่ของภูเขาลั่วพั่วที่บอกว่าตัวเองแซ่จู เรียกตัวเองเป็นผู้เยาว์ผู้นี้ พูดจาภาษาคน

และเจียงเซ่อก็ไม่ปิดบังตัวตน พ่อครัวเฒ่าเอนกายนอนอยู่บนเก้าอี้หวาย พยักหน้าเบาๆ พูดจาตามสบาย เอ่ยประโยคหนึ่งที่ทำให้เจียงเซ่อนึกอยากจะดื่มเหล้า

“ผู้อาวุโสมีหัวใจที่เร่าร้อนเด็ดเดี่ยวมิยอมพ่าย ต้องการกุมวิถีทางโลกทั้งใบให้ร้อนก่อนถึงจะยอมเลิกรา ต่อให้ไม่อาจสมใจปรารถนา ก็ยังเป็นวีรบุรุษอันดับหนึ่งอยู่ดี”

สตรีเองก็ได้รับคำตอบที่ทำให้นางคิดร้อยตลบก็ยังไม่เข้าใจจากอาจารย์ผู้เฒ่าจูเช่นกัน

ที่แท้คำว่าสองฝ่ายที่คุมเชิงกันซึ่งกำลังการต่อสู้แตกต่างกันที่ป่ายจิ่งพูดถึง คำตอบของปริศนานี้ก็คือ “อ่อนโยน” กับ “เสียใจ”

พวกเขามองสบตากัน จะอยู่บนภูเขากี่วันดี?

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!