“เรือกระบี่ที่ว่างอยู่?”
คนในห้องทรงพระอักษรต่างก็ตกตะลึง ไม่รู้ว่าทำไมพอราชครูมานั่งลงแล้วก็ถามถึงเรื่องนี้ทันที
เดิมทีนึกว่าเรื่องหลักที่จะพูดคุยกันในวันนี้ก็คือ ต้าหลีของพวกเขาควรจะป่าวประกาศสถานะของราชครูเมื่อไหร่
เลือกวันฤกษ์งามยามดีได้แล้ว ทางราชสำนักก็จะได้จัดงานพิธีเฉลิมฉลองบอกกล่าวแก่ใต้หล้าเรือกระบี่ต้าหลีกับเรือข้ามฟากขุนเขา คืออาวุธหนักบนสนามรบ
ที่ทางราชสำนักต้าหลีร่วมมือกับสำนักโม่สร้างขึ้นอย่างตั้งใจ
สิ้นเปลืองกำลังคน ทรัพยากรและเงินทองของราชสำนักไปมากมายหลายสิบปีที่ผ่านมานี่
การที่กรมโยธาสามารถร่วมกับกรมกลาโหมด่ากรมคลังได้ ก็ต้องยกคุณความชอบให้แก่เรือกระบี่และเรือข้ามฟากนี้“อู่ต่อเรือ” หลายแห่งคือพื้นที่ต้องห้ามอันดับหนึ่งของต้าหลี
ต่อให้เป็นทูตผู้ตรวจการที่มีคุณูปการด้านการต่อสู้สูงที่สุด
คิดอยากจะเห็นขั้นตอนการ “ลงน้ำ” ของ “สมบัติแสนรักแสนหวง” สองอย่างนี้กับตาตัวเอง
ก็ยังต้องผ่านการตรวจสอบและอนุมัติหลายขั้นตอน อีกทั้งยังต้องให้ฮ่องเต้และราชครูชุ่ยตอบตกลงและลงนามอนุมัติพร้อมกันถึงจะได้รอกระทั่งชุ่ยฉานออกจากตำแหน่งราชครูอย่างลับๆ ช่วงนี้ก็ไม่มีทูตผู้ตรวจการคนใดที่สามารถไปที่ท่าเรือพวกนั้นได้แล้ว
ในเมื่อแม้กระทั่งทูตผู้ตรวจการก็ยังไปไม่ได้ เก้ามนตรีน้อยใหญ่ของเมืองหลวงและเมืองหลวงสำรองคนอื่นๆ ก็ยิ่งไม่ต้องวาดฝันผู้ฝึกตนสายแผนภูมิดินของต้าหลี หลังสงครามพวกเขาก็มีภาระหน้าที่อย่างหนึ่งที่สำคัญมาก
นั่นก็คือผลัดกันไปเฝ้าระวังป้องกันอยู่ตามอู่ต่อเรือเหล่านั้น
สิ่งที่ป้องกันก็คือโจรที่เป็นคนกันเอง และการแพร่งพรายความลับเสิ่นเฉินเจ้ากรมกลาโหม คือขุนนางอาวุโสสามรัชสมัย เป็นคนแก่ชราภาพที่สุขภาพไม่ค่อยดีมากแล้ว
ตอนที่เจ้ากรมผู้เฒ่ายังถือว่าเป็นหนุ่ม เคยด่าว่าราชครูชุ่ยก็คือคนต่างถิ่น
ชั่วชีวิตนี้ผู้เฒ่าไม่เคยลงสนามรบมาก่อน แต่กลับเป็นคนดูแลกรมกลาโหม
สองมือของเสิ่นเฉินวางทับซ้อนกันบนหัวไม้เท้า ยิ้มตาหยี่มองไปยังรองเจ้ากรมฝ่ายขวาคนใหม่ที่อยู่ข้างกายอย่างอู๋หวังเฉิงเขาคือคนหน้าใหม่ที่เพิ่งจะมีคุณสมบัติเข้าร่วมการประชุมเล็ก อายุสี่สิบกว่า
คือบุคคลที่เลื่อนขั้นจากแม่ทัพมณฑลมาเป็นรองเจ้ากรม คลานออกมาจากกองคนตายอยู่หลายครั้ง
เลื่อนขั้นจากในกองทัพชายแดนของต้าหลีมาตลอดทาง ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับแซ่สกุลของพวกซ่างจู้กั๋ว
ถือว่าเป็นคนสนิทของซ่งมู่ลั่วอ๋องตอนที่เพิ่งรับพระราชโองการเข้ามาเมืองหลวง อู๋หวังเฉิงก็ได้จ่ายเงินของตัวเองเช่าเรือนผีที่ว่ากันว่าผีดุมากแห่งหนึ่ง
เขาไม่ค่อยจะยินดีเป็นขุนนางอยู่ในเมืองหลวงนัก แม้กระทั่งยามที่ฮ่องเต้เรียกตัวเข้าเฝ้า
อู๋หวังเฉิงก็ยังคงแสดงท่าทีที่ชัดเจนว่าตัวเองอยากจะไปนำทัพทำสงครามที่สนามรบของเปลี่ยวร้างมากกว่าโดยทั่วไปแล้ว แม่ทัพประจํามณฑลที่สามารถเลื่อนขั้นได้ด้วยคุณูปการทางการสู้รบไปเป็นขุนนางใหญ่ในพื้นที่ศักดินา
แล้วค่อยกระโดดเข้ามาเป็นขุนนางในเมืองหลวง เลื่อนชั้นเป็นรองเจ้ากรม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งรองเจ้ากรมของกรมกลาโหม สำหรับวงการขุนนางต้าหลีแล้ว การเลื่อนยศเช่นนี้ก็ไร้เทียมทานจริงๆ!อู๋หวังเฉิงจึงลุกขึ้นยืน เอ่ยว่า
“เรียนท่านราชครู อู่ต่อเรือสามแห่งซึ่งมีหวงเทียนตั่งของมณฑลอวี้โจวเป็นหนึ่งในนั้น
เรือที่ช่วงนี้ได้ทำการก่อสร้างเสร็จแล้ว และส่วนที่กำลังก่อสร้าง มีทั้งสิ้นหกลำ
เตรียมจะโยกย้ายไปที่สนามรบของเปลี่ยวร้างก่อนวันเริ่มต้นฤดูร้อนของปีหน้า
พร้อมกับเรือข้ามฟากขุนเขาสามลำ ระหว่างที่เรือกระบี่เดินทางไปยังเปลี่ยวร้าง
ยังสามารถช่วยคุ้มกันเรือข้ามฟากได้ด้วย เรือกระบี่หกลำและเรือข้ามฟากสามลำ
ต่างก็แจ้งรายงานและบันทึกเป็นหลักฐานอยู่ที่ศาลบุ๋นแผ่นดินกลางแล้ว”เรือกระบี่กับเรือข้ามฟากต่างก็ยังไม่ได้ตั้งชื่อ ตามธรรมเนียมปฏิบัติแล้วล้วนตั้งชื่อตามชื่อของมณฑล
เฉินผิงอันพยักหน้า เขาค่อนข้างจะเข้าใจระยะเวลาการสร้างเรือกระบี่ของต้าหลี
“ถ้าอย่างนั้นก็ถือว่ามีเรือกระบี่ที่ว่างอยู่หกลำ แค่ลอยขึ้นฟ้าได้ก็พอแล้ว”อู๋หวังเฉิงถามอย่างสงสัย
“ขอถามท่านราชครู ทำไมถึงได้รีบร้อนให้เรือกระบี่ลอยขึ้นกลางอากาศ?
ทางฝั่งสนามรบของเปลี่ยวร้างมีการเปลี่ยนแปลงอะไร หรือทางศาลบุ๋นเกิดเปลี่ยนใจกะทันหัน
รีบร้อนต้องใช้เรือกระบี่ไปให้ความช่วยเหลือในสถานที่ใด?”ในเมื่อซื่อจางเจิ้งกับซ่งมู่ต่างก็ไม่ได้แจ้งให้ต้าหลีทราบถึงการเคลื่อนย้ายเรือกระบี่ล่วงหน้า
ในความเห็นของอู๋หวังเฉิงแห่งกรมกลาโหมแล้ว ก็น่าจะเป็นความต้องการของทางศาลบุ๋นแผ่นดินกลางแล้วเฉินผิงอันยื่นมือมากดลงบนความว่างเปล่า ยิ้มเอ่ยว่า
“รองเจ้ากรมอู๋นั่งลงคุยกันเถอะ หลังจากนี้ก็ไม่ต้องลุกขึ้นตอบแล้ว
ข้าจำได้ว่านี่คือกฎระเบียบเก่าของการประชุมเล็กแล้ว หรือว่าพวกตาเฒ่าทั้งหลายรวมหัวกันจงใจไม่บอกเจ้า
อยากเห็นเจ้าเป็นตัวตลก ดูได้กี่วันก็ดูไปเท่านั้น? ดูเหมือนว่านี่ก็เป็นกฎระเบียบเก่าเหมือนกัน เพียงแต่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น”ในห้องมีแต่เสียงหัวเราะฮาครืน กฎเก่าสองข้อนี้ ปีนั้นล้วนเป็นราชครูชุ่ยที่เป็นคนนำพา
อู๋หวังเฉิงตอบตามสัตย์จริงว่า
“เข้าร่วมการประชุมเล็ก กลายเป็นตัวตลกมาเกือบสิบวันแล้วจริงๆ
ยังคงเป็นเจ้ากรมจ้าวที่มาพูดกับข้าเป็นการส่วนตัวถึงกฎระเบียบเก่าสองข้อนี้
ข้ากลับไปที่กรมกลาโหมบ้านตัวเอง ถามเจ้ากรมผู้เฒ่าดีนักนะ เขากลับบอกว่าต้าหลีของเราไม่มีธรรมเนียมแย่ๆ ในวงการขุนนางเช่นนี้
ยังพูดกับข้าด้วยน้ำเสียงหวังดีว่า จะดีจะชั่วก็เป็นคนหน้าใหม่ มีมารยาทมากใครก็ไม่ตำหนิ
รอให้คุ้นหน้าคุ้นตากันก่อน วันหน้าพอต้องไปเป็นขอทานอยู่ที่กรมคลัง
ไม่แน่ว่าเจ้ากรมมู่ที่มีมาดใหญ่โตอาจจะยินดีพบหน้า ยินดีด่าสักสองสามคำก็เป็นได้”พูดไปพูดมา รองเจ้ากรมที่กำลังอยู่ในวัยหนุ่มฉกรรจ์ ตำแหน่งสูงผู้นี้ก็หน้าแดงก่ำ ตื่นเต้น!
จ้าวตวนจินเจ้ากรมพิธีการมีท่าทางเยือกเย็นไม่สะทกสะท้าน หยิบถ้วยชากระเบื้องเขียวขึ้นมาจิบชาหนึ่งคำมู่เหยียนเจ้ากรมกรมคลังรีบหันไปมองราชครูหนุ่มทันที
“พวกเจ้าคือขอทาน?! มาขอข้าวกินที่กรมคลังของข้า?!
ขอแค่กรมกลาโหมของพวกเจ้ามีมโนธรรมในใจสักหน่อยก็ไม่มีทางพูดจาทุเรศเสียสติแบบนี้ออกมาได้หรอก!
ข้าให้พวกเจ้ากินน้ำแกง ประตูปิด แต่ขอแค่ในกระเป๋าข้ามีเงินเหลือสักเล็กน้อย
ก็ไม่ใช่ว่าต้องรีบเอาไปให้กรมกลาโหมของพวกเจ้าหรืออย่างไร?”“หากบีบให้ข้าโมโหจริงๆ คราวหน้าเจ้าอู๋หวังเฉิงมาที่กรมคลังอีกครั้ง เจ้าใส่ร้ายป้ายสีบอกว่าตัวเองเป็นขอทานใช่ไหม
ถึงเวลานั้น ข้าจะเปิดประตู ถือถ้วยไว้ในมือ แล้วโขกหัวให้เจ้าก่อนสักสองสามที!”อู๋หวังเฉิงก็ไม่กลัวเจ้ากรมมู่แม้แต่น้อย
“ถ้าอย่างนั้นขอทานอย่างพวกเราสองคนก็กราบไหว้กันและกันไปเถอะ ข้าเป็นแค่รองเจ้ากรม ไม่อายใครแล้ว ยังได้กำไรด้วย”เฉินผิงอันผินหน้าไปเล็กน้อย มองฮ่องเต้ที่ร่วมวงดูเรื่องสนุกไปพร้อมกัน ยิ้มเอ่ยว่า
“ฝ่าบาท คราวก่อนที่ข้ามาเข้าประชุม ไม่ได้เป็นแบบนี้นะ”
ฮ่องเต้ซ่งเหอยิ้มเอ่ย “ทำให้ราชครูเห็นเรื่องตลกแล้ว”อู๋หวังเฉิงก็อารมณ์ซับซ้อน อู๋หวังเฉิงกลัวมากว่ากองทัพม้าเหล็กต้าหลีจะกลายเป็นพลทหารแนวหน้าของศาลบุ๋น
กลายเป็นเครื่องประดับให้กับเหล่าอริยะปราชญ์ของลัทธิขงจื๊อ
อู๋หวังเฉิงมีประวัติชีวิตการเลื่อนเป็นขุนนางแตกต่างกับคนอื่นๆ ในห้อง
เขาสู้รบไปจนถึงภาคกลางของแจกันสมบัติทวีป เรื่อยไปจนถึงนครมังกรเฒ่า
คือแม่ทัพกล้าหาญที่ควบม้าฟาดแส้ตะลุยชายฝั่งทะเล จากนั้นก็เดี๋ยวรบเดี๋ยวถอยมาตลอดทาง
กลับมาถึงสนามรบของเมืองหลวงแห่งที่สอง เคยนำทัพภายใต้การบัญชาการของถังซูเกาซาน เฉาผิง และอ๋องเจ้าเมืองซ่งมู่อู๋หวังเฉิงทำท่าจะพูดไม่พูดอยู่หลายครั้ง อยากจะเอ่ยถ้อยคำที่ไม่ถูกกาลเทศะ
แต่ก็กลัวว่าสายตาตัวเองจะตื้นเขินไปล่วงเกินอิ่นกวานคนสุดท้ายเข้า
รองเจ้ากรมจึงได้แต่ยื่นมือไปกำที่เท้าแขนเก้าอี้ไว้แน่น เตือนตัวเองในใจเงียบๆ ว่าไม่ต้องรีบร้อน รอดูไปก่อนเฉินผิงอันถามชวนคุยคล้ายต้องการเบี่ยงประเด็น
“หลังจากที่ออกหนังสือแต่งตั้งแคว้นแล้วเป็นอย่างไร มีใครที่หาข้ออ้างไม่มาหรือไม่?”ทางทิศใต้ของลำน้ำใหญ่ แย่งชิงกันก่อตั้งแคว้นกอบกู้แคว้น หลุดพ้นจากความเกี่ยวข้องกับต้าหลี
ในบรรดานั้นมีจวนเซียนและพรรคบางส่วนที่อยากจะถอนป้ายหินที่ในอดีตต้าหลีตั้งไว้บนภูเขาออก
ต่งหูรองเจ้ากรมพิธีการรายงานทันใด
“ไม่เพียงแต่มาแล้ว ยังไปขานชื่อที่ศาลหงหลตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ด้วย ไม่มีใครตกหล่นไปแม้แต่คนเดียว
นอกจากนี้ยังมีคนอีกสามสิบกว่าคนที่ไม่มีชื่ออยู่ในใบรายชื่อที่ต่างก็มาแสดงความเป็นมิตรกับราชสำนักต้าหลีของพวกเรา
บ้างก็อยากจะก่อตั้งกรมการค้าทางทะเล บ้างก็ขอให้ต้าหลีส่งกองทัพไปประจำการเพื่อความปลอดภัย
ถึงขั้นที่ว่ายังมีอีกหลายฝ่ายที่อยากจะกลายมาเป็นแคว้นเล็กใต้อาณัติของต้าหลี”รองเจ้ากรมผู้เฒ่าสังเกตเห็นว่าราชครูหนุ่มคล้ายจะมีสีหน้าผิดหวัง
เพียงแต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะราชครูรู้สึกว่าเรื่องนี้กรมพิธีการจัดการได้เฉื่อยชาเกินไป
หรือเสียดายที่เจ้าพวกนั้นไม่มอบโอกาสให้ต้าหลีกันแน่?หม่าหยวนเจ้ากรมอาญายิ้มถามว่า
“ราชครู ขอบเขตของ ‘สี่จู่’ ผู้ฝึกตนที่เป็นผู้ถวายงานของภูเขาลั่วพั่ว กรมอาญาควรจะเพิ่มข้อมูลลงไปแล้วหรือไม่?”
เฉินผิงอันพยักหน้า
“ในเครื่องหมายวงเล็บที่ข้าเขียนไว้ก่อนหน้านี้ ให้เพิ่มคำว่า ‘ขอบเขตสิบสี่’ เข้าไปก็พอ”หม่าหยวนถามว่า “แล้วตัวราชครูเองล่ะ? กรมอาญาต้องแก้ไขข้อมูลให้สมบูรณ์หรือไม่?”
เฉินผิงอันส่ายหน้า
“ไม่ต้อง ตอนนี้ยังเป็นเซียนเหริน รอให้ข้าเลื่อนเป็นขอบเขตบินทะยานก่อนค่อยว่ากัน
ถึงเวลานั้นค่อยเพิ่ม สำนักกระบี่ชิงผิงเข้าไปสรุปรวมไว้ในเอกสารฉบับเดียวกัน”โม่เซิงที่ทุกวันนี้ใช้ฉายาว่าสี่จู่ กับป่ายจิ่งที่ตอนนี้ใช้นามแฝงว่าเซียโก่วเว่ย
ต่างก็ไม่ได้ระบุขอบเขตของผู้ฝึกกระบี่เผ่าปีศาจสองคนนี้ไว้อย่างชัดเจน
ราชสำนักต้าหลีเริ่มดำเนินการตามลำดับขั้นตอนอย่างมั่นคง ไม่ว่าใครก็ไม่กล้าประมาท
ทั้งเป็นเพราะราชครูหนุ่มที่เป็นขุนนางเลื่อนขั้นใหม่มีไฟแรงสูง การกำหนดนโยบายมากมายยังเกี่ยวพันไปถึงเส้นสายชีวิตของราชสำนักเทพวารีที่นิสัยฉุนเฉียวอู่อวิ๋น นอกจากจะขยายอาณาเขตได้แล้ว ยังรับหน้าที่เป็นคนสำคัญในจวนวารีเฉียนถัง
การประเมินสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน้ำในอาณาเขตต้าหลี เปลี่ยนจากสิบปีครั้ง เป็นสามสิบปีครั้ง
ส่วนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทางทิศใต้มากมายที่ทางส่วนตัวถูกราชสำนักในท้องถิ่นทำการ “แต่งตั้ง”
ล้วนกลับคืนไปเป็นสภาพเดิมทั้งหมดภายในค่ำคืนเดียว ถูกราชสำนักถอดถอนสถานะ
กรมพิธีการต้าหลีได้บอกเป็นนัยว่า หากเจ้าอยากจะรื้อป้ายศิลาแผ่นนั้นทิ้ง
แน่นอนว่าทางฝั่งของต้าหลีย่อมต้องจัดการเรื่องนี้เป็นอันดับแรก
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!