เข้าสู่ระบบผ่าน

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 1174

บังเอิญที่ว่ามหาบรรพตทักษิณก็กำลังเตรียมจัดงานเลี้ยงท่องราตรี
ตระกูลเซียนทางทิศใต้หลายแห่งจึงได้รับคำตอบจากซานจวินหวังเจวี้ยนแห่งภูเขาไฉ่จือ
ซึ่งเป็นภูเขาทายาทของมหาบรรพตทักษิณ ถ้อยคำที่ใช้แม้มองดูคล้ายคลุมเครือ
แต่นั่นคือคำว่า “เป็นเช่นนี้จริง” คราวนี้ก็บอกต่อๆ กันไปอย่างรวดเร็วหกสิบกว่าชื่อในสาสน์ที่ส่งมาจากแคว้นต้าหลีกันใหม่อีกครั้ง
ตะพาบทีกินอิ่มว่างงานอย่างพวกเจ้า ต้องการจะหลอกให้พวกเรากลายเป็นศาลเถื่อนกันอีกครั้งใช่ไหม?
เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เป็นเหตุให้วงการขุนนางภูเขาสายน้ำทั่วทั้งแจกันสมบัติทวีป
ล่างภูเขาและบนภูเขา ทุกหนทุกแห่งล้วนมีแต่คลื่นใต้น้ำ คือการหันอาวุธเข้าใส่กันโดยที่ไม่เห็นเลือดเฉินผิงอันหันไปมองทางฝั่งของฮ่องเต้ซ่งเหอ เอ่ยขึ้นว่า
“จากระเบียบพิธีการของต้าหลี ราชครูต้าหลีทุกรุ่นที่ปลดประจำการ ตราประทับเก่าที่เคยใช้จะต้องมอบให้กรมโยธาเป็นผู้ทำลาย
ตราประทับของชุ่ยฉานข้าจะเก็บไว้ก็แล้วกัน รอให้เมื่อไหร่ที่ข้าไม่ได้เป็นราชครูแล้ว ตราประทับทางการสองชิ้นนี้ก็ให้ทำลายไปพร้อมกัน
ส่วนที่ว่าการและที่พักของข้าในเมืองหลวงก็ให้เอาเป็นที่เดิม ฝ่าบาท ทรงเห็นว่าอย่างไร?”ซ่งเหอพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม “ราชครูสามารถตัดสินใจเรื่องนี้ได้เองเลย”
ตราประทับทางการของราชครูเฉินผิงอันแห่งต้าหลีชิ้นนั้นได้ทำเสร็จแล้ว ไม่ใช่เรื่องเล็กอะไรเลยจริงๆ
กรมโยธารับผิดชอบเลือกวัสดุที่นำมาทำเป็นตราประทับและการแกะสลักเฉินผิงอันที่เป็นทั้งศิษย์น้องของชุ่ยฉาน แล้วยังเป็นราชครูคนใหม่ เขาไม่พูดถึงใครจะกล้าพูดอะไร?
อาจารย์ใหญ่ที่เป็นลูกศิษย์คนแรกของปรมาจารย์มหาปราชญ์ท่านนั้น
เขาเป็นผู้แนะนำให้เฉินผิงอันเป็นวิญญูชนแห่งสำนักศึกษาด้วยตัวเอง แต่กลับถูกศาลบุ๋นแผ่นดินกลางคัดค้านข่าวลือบอกว่าเฉินผิงอันทั้งไม่มีประสบการณ์ในการสอนหนังสือในสำนักศึกษา แล้วก็ไม่มีผลงานใดๆ ทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลัง
ย่างไรก็ตาม ซิวไฉเฒ่าก็พลันร้องเอ๊ะขึ้นมา บอกว่าดูเหมือนว่าตอนที่อยู่สำนักศึกษาชุนซาน
เจ้าขุนเขาเฉินคล้ายจะได้มีการบรรยายเฉพาะกิจอยู่นะ เปิดคาบเรียนสอนเกี่ยวกับวิถีแห่งการโจมตีและป้องกันของสำนักการทหารโดยเฉพาะ
เหมาเสี่ยวตงเอ่ยมาตรงๆ ว่า ถ้าอย่างนั้นก็รอให้เขาสอนหนังสืออย่างเป็นทางการก่อนแล้วค่อยว่ากันเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวที่สองแก้มแดงเป็นปั้น เซียโก่วเว่ย ยืนพิงระเบียงอยู่นอกห้องทรงพระอักษร
ฝั่งตรงข้ามของนางก็คือขันทีผู้คุมตราประทับของซือหลีเจี้ยนที่สวมชุดหม่างสีแดงสด เส้นผมทั้งหัวเป็นสีขาวโพลน
เขาทำงานอย่างเคร่งครัด ชุดหม่างที่สวมอยู่เว้นระยะห่างจากกำแพงหนึ่งชุ่ยตลอด ไม่เคยขาดไม่เคยเกินเซียโก่วเว่ยใช้เสียงในใจถาม “คราวก่อนข้าก็เคยมาแล้ว เคยเจอหน้ากันด้วย จำได้ใช่ไหม?”
ผู้เฒ่าที่เป็นขันทีผู้คุมตราประทับมีสีหน้ากระอักกระอ่วนอย่างเลี่ยงไม่ได้
“เชียอันดับรอง ข้ามีภาระหน้าที่ ไม่สะดวกจะพูดคุยกันตรงนี้
บอกตามตรง แค่สองประโยคนี้ก็ต้องถูกจดบันทึกเก็บเข้าคลังอย่างไม่ให้ตกหล่นแม้แต่ตัวอักษรเดียวแล้ว”เซียโก่วเว่ยถาม “เป็นกฎที่ราชครูชุ่ยตั้งหรือ?” ขันทีผู้คุมตราประทับผงกศีรษะน้อยๆ
ดวงตาเซียโก่วเว่ยเป็นประกาย ใช้เสียงในใจเอ่ยต่อไปอีกประโยคว่า
“ถ้าอย่างนั้นอาจารย์ผู้เฒ่าแค่ฟังไปก็พอ ข้าจะพูดให้มากหน่อย!”
นับตั้งแต่รู้ว่าตัวเองคือมือดีในการเขียนบันทึกเดินทาง เซียอันดับรองก็ขยันขันแข็งมากเป็นพิเศษเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวถามคำถามมากมายรวดเดียว
“อาจารย์ผู้เฒ่า ทุกวันนี้การจัดพิมพ์ตำราของต้าหลีพวกเรายากหรือไม่?
ขา้รู้ความสามารถตัวเองดี ไม่มีทางจะเพ้อฝันเช่นนี้เด็ดขาด เอาเป็นโรงพิมพ์ส่วนบุคคลหรือคนขายหนังสือน่ะ
ทางราชสำนักมีข้อห้ามอะไรหรือไม่? ตอ้งแอบจ่ายเงินให้กับนายท่านขุนนางผู้ดูแลเพื่อสานความสัมพันธ์หรือไม่?”ขันทีผู้คุมตราประทับพลันไม่รู้จะเอ่ยอะไร
เซียโก่วเว่ยหยิบตำราเล่มหนึ่งออกมาจากชายแขนเสื้อ เดินไปหยุดข้างกายผู้เฒ่า
“อาจารย์ผู้เฒ่าไม่พูดจา ถ้าอย่างนั้นก็ช่วยดูหน่อยเถอะ ข้าคือคนอ่านตำราที่สามารถเขียนบันทึกการเดินทางได้จริงๆ ลองอ่านหน่อยไหม?”
ขันทีผู้คุมตราประทับอ่อนใจเหลือเกิน รู้สึกเพียงว่าเรื่องนี้ช่างไร้สาระนัก ข้าเองก็มีวันนี้เหมือนกันหรือ?เพียงแต่ว่าผู้เฒ่าก็ยังคงก้มหน้าลงไปมอง อ่านเนื้อหาบทเปิดฉากของบันทึกท่องเที่ยว:
“วันที่สองของต้นเดือน เมื่อคืนวานเปิดปฏิทินเหลืองเห็นว่าเหมาะแก่การเดินทาง ลมหนาวกลับมาในช่วงท้ายของฤดูใบไม้ผลิ
โชคดีที่ฟ้าเปิดแดดใส ลงภูเขาไปพร้อมกับสหายรัก ไม้เท้าหนึ่ง อั้นกังอบหนึ่งใบ สวมรองเท้าสาน จิตที่อยากถามมรรคาแข็งแกร่ง
เมฆและน้ำล่องลอย ท่องเที่ยวไปอย่างเสรี เดินเท้าไปได้ยี่สิบลี้ ผ่านอาณาเขตของจังหวัดชิงผิง เห็นป้ายบอกเขตแดนข้างทางพังถล่มลงมา
ก็หยุดเท้าคัดลอกเนื้อหาบนแผ่นศิลา จิตแห่งมรรคายากจะสงบลงได้ ภูเขาสายน้ำของในทวีปจมดิ่ง เกือบยี่สิบปีที่หลายแคว้นต้องพบเจอกับอุทกภัย ภัยแล้ง ภัยจากแมลง ภัยสงครามตามกันมาไม่ขาดสาย ชีวิตของชาวบ้านล่างภูเขาต่ำต้อยด้อยค่าแม้แต่หญ้าก็ยังเทียบไม่ได้ อยู่ในภูเขาก็ยากจะกล่าวคำว่าสงบสุขเช่นกันชาวเมืองมีความเป็นอยู่ย่ำแย่ ถนนและตลาดเงียบเหงา ออกจากเมืองไปได้สิบลี้ไปพักเท้าที่จุดพักม้าเล็กๆ แห่งนี้ เดินทางได้สามสิบปี
เดินเลียบไปตามชายฝั่งของทะเลสาบ ต้นหยางและต้นหลิวเรียงราย เดินอยู่ท่ามกลางร่มเงาเขียวขจี ข้ามผ่านสันเขาพรมแดน
เดินไปบนเส้นทางเทพขึ้นไปบนภูเขา สำนักเต๋าในภูเขาเสื่อมโทรม เข้าไปพักค้างแรมก่อไฟ
มองไปไกลเห็นทะเลสาบกว้างใหญ่ จังหวัดชิงผิงอยู่ใต้เปลือกตา ทันใดนั้นลมก็พัดเมฆเคลื่อนแผ่อบอวลไปทั่วจนมองไม่เห็นสิ่งใด
หวนนึกถึงปีนั้น การออกเดินทางด้วยสองเท้าค่อนข้างยากลำบาก มักจะไม่ได้พบเจอผู้คน มองไม่เห็นควันไฟแห่งการหุงหาอาหาร…”ทนอ่านบันทึกเดินทางหน้าหนึ่งจนจบ ผู้เฒ่าพลันกระจ่างแจ้งในใจ คิดว่าราชครูหนุ่มช่างมีความสามารถด้านวรรณศิลป์จริงๆ
เซียโก่วเว่ยเอามือข้างหนึ่งมาลูบหมวกขนเตียว ยิ้มกว้างพูดกับตัวเองว่า
“นี่คือฉบับที่สามที่ผ่านการกลั่นกรองทุกคำทุกประโยคอย่างประณีต เจ้าขุนเขาของข้าเพียงแค่แก้ไขเล็กน้อยขัดเกลาปรุงแต่งเพิ่มไม่มาก”ผู้เฒ่ายิ้มไม่ได้เอ่ยอะไร เซียโก่วเว่ยถามอย่างสงสัย “หมายความว่าอย่างไร?”
ผู้เฒ่าจึงได้แต่เอ่ยเตือนอย่างลับๆ ว่า “เปิดต่อ”
เซียโก่วเว่ยรีบพลิกหน้าหนังสือทันที “เช้าตรู่วันที่สามของเดือน เดินเท้าลงจากภูเขา ระยะทางร้อยกว่าลี้ ไปหยุดอยู่ที่ร้านตระกูลหยาง
ฝนพลันเทกระหน่ำลงมาจากบนฟ้า เส้นทางเปรอะไปด้วยดินโคลน เดินไปได้ห้าสิบลี้ ไปถึงหาดคนใบ้ฝนหยุดฟ้าใส…”ผู้เฒ่าอดทนแล้วอดทนอีกจนต้องละเมิดกฎพูดอีกครั้ง
“แม่นางเซีย ประโยคที่ว่า ‘หยุดเท้าคัดลอกเนื้อหาจากแผ่นศิลา’ ที่เขียนไว้ในหน้าแรกของบันทึกเดินทาง ราชครูเพิ่มไปเองโดยพลการใช่หรือไม่?”
เซียโก่วเว่ยอึ้งค้างอยู่กับที่ รู้สึกทั้งใจฝ่อและทั้งนับถือ “ฝีมือของอาจารย์ผู้เฒ่าล้ำเหลือเกิน นี่สามารถมองออกได้ในปราดเดียวเลยหรือ?!
เฮ้อ เป็นเจ้าขุนเขาของพวกเราที่วาดงูเติมขาแล้ว!”บัณฑิตคัดลอกเนื้อหาจากแผ่นศิลาย่อมเป็นการกระทำอันมีรสนิยม แต่ปัญหาคือเจ้าจะไปคัดลอกเนื้อหาจากป้ายศิลากำหนดขอบเขตทำไม?
เซียโก่วเว่ยก็พลันปิดหนังสือลง โยนกลับไปไว้ในชายแขนเสื้อ นั่งยองพิงผนัง ลูบหมวกขนเตียวเอ่ยอย่างหม่นหมอง
“ข้ามองออกแล้ว อาจารย์ผู้เฒ่าท่านเองก็เป็นคนเจ้าเล่ห์ที่มองออกแต่ไม่พูดออกมาเหมือนกัน แอบหัวเราะเยาะข้าอยู่ตลอดเวลาเลยสินะ ใช่ไหม?”
ผู้เฒ่าลังเลเล็กน้อย เขาเองก็ถึงกับทรุดตัวนั่งยองเหมือนกัน ส่ายหน้ายิ้มเอ่ย “ไม่ได้หัวเราะเยาะแม่นางเซียจริงๆ”เซียโก่วเว่ยหัวเราะร่วนเอ่ยว่า “เพราะว่าอาจารย์ผู้เฒ่ารู้ถึงขอบเขตของข้าหรือ? กลัวว่าข้าจะอาฆาตแค้น ออกกระบี่แทงเจ้าสินะ?”
ผู้เฒ่ากล่าว “เพราะแม่นางเซียเข้าใจผิดคิดว่าข้าคือบัณฑิต แล้วยังเป็นคนแรกที่เรียกข้าว่าอาจารย์ผู้เฒ่าด้วย”
เซียโก่วเว่ยร้องหึ “เป็นบัณฑิตจริงๆ เสียด้วย เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ก็ต้องถือสาเก็บเอาไปใส่ใจ”
ขันทีผู้คุมตราประทับรีบลุกขึ้นยืนอย่างว่องไววันนี้สิ่งที่ “เปิดอ่าน” มีเพียงแค่บันทึกการเดินทางแห่งภูเขาสายน้ำเสียที่ไหน
แต่เป็นราชสำนักของต้าหลีพวกเราและแจกันสมบัติทวีปทั้งแห่งถึงจะถูกในห้อง เฉินผิงอันถาม
“หลังจากที่ท่านผู้เฒ่ากวนจากไป ตำแหน่งเจ้ากรมของกรมขุนนางก็ว่างมาโดยตลอด ทางฝั่งของราชสำนักมีตัวเลือกหรือไม่?”คำถามข้อนี้เป็นคำถามที่ใหญ่มากจริงๆ เฉินผิงอันใช้สองมือถือประคองถ้วยชาไว้ พลันเปลี่ยนเรื่องคุย
“ในอาณาเขตของหานโจว สถานการณ์ของแคว้นชิวกั๋วที่เป็นแคว้นใต้อาณัติ ถูกถ่วงรั้งมานานขนาดนี้ ทุกท่านวางแผนร่วมกันได้อย่างไรบ้างแล้ว? ไหนลองพูดให้ฟังหน่อยสิ ข้าจะได้เพิ่มพูนความรู้สักหน่อย”เสิ่นเฉินเจ้ากรมผู้เฒ่าที่ทำท่าจีบหลับเงยหน้าขึ้น แต่กลับไม่ได้เอ่ยอะไร
อู๋หวังเฉิงรองเจ้ากรมอยากจะเปิดปากพูด แต่หางตากลับเหลือบไปเห็นว่าเจ้ากรมผู้เฒ่าส่ายหน้าเบาๆ
ราชครูถามแต่กรมกลาโหมไม่ตอบ บรรยากาศในห้องพลันเคร่งเครียดทันใด เงียบสงัดไร้เสียง หากเข็มตกก็คงได้ยินแคว้นใต้อาณัติของต้าหลีนับมือเดียวก็หมด ก่อนหน้านี้เรื่องที่เฉินผิงอันพูดคุยกับเว่ยป้อก็คือเรื่องของแคว้นชิว
ที่ไทเฮาไม่ออกว่าราชการหลังม่านอีกต่อไป เพิ่งจะมอบอำนาจการปกครองให้กับจักรพรรดิองค์ใหม่แห่งนี้
ชินอ๋องหานเอ้อเด็กหนุ่มของแคว้นชิว อายุสิบสี่ปี คือพี่น้องร่วมอุทรกับผู้ครองแคว้นคนที “พาตัวมาตาย” ในเมืองหลวงต้าหลีฮ่องเต้ซ่งเหอเป็นคนทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน
“เรื่องนี้จะโทษทุกท่านไม่ได้ เป็นความต้องการของข้าเอง คิดอยากจะรอให้ราชครูปรากฏตัวอย่างเป็นทางการเสียก่อน
แล้วค่อยตัดสินเรื่องนี้ไปพร้อมกับตัวเลือกของเจ้ากรมแห่งกรมขุนนางทีเดียวเลย”เฉินผิงอันไม่แม้แต่จะมองฮ่องเต้ซ่งเหอ วางถ้วยน้ำชาลงเบาๆ เพียงแค่จับจ้องไปยังเหล่าขุนนางบุ๋นบู๊คนสำคัญของต้าหลีที่อยู่ในห้องด้วยสายตาเฉียบคม เอ่ยเนิบช้าว่า
“ให้สองกรมอย่างกลาโหมและอาญาส่งรายชื่ออย่างละเอียดฉบับหนึ่งมาให้ทันที ในอาณาเขตของแคว้นชิว บนถึงไทเฮา จักรพรรดิ ขุนนางในราชสำนัก แม่ทัพหลักของกองทัพชายแดน ล่างไปจนถึงปัญญาชนในวงการการประพันธ์ เหล่าผู้กล้าแห่งยุทธภพ และยังมีในพรรคจวนเซียนบนภูเขา ขอแค่ตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะทำสงคราม ก็ต้องจดลงบันทึกให้ข้าทั้งหมด ไม่จำกัดจำนวนคน”“หากก่อนหน้านี้ไม่มีการเตรียมการไว้ก่อน? จัดการได้ง่ายเลย ถ้าอย่างนั้นวันนี้ข้าก็จะนั่งรออยู่ที่นี่
รอให้พวกไร้ประโยชน์ในที่ว่าการสองกรมของพวกเจ้า เตรียมการกันเสร็จเรียบร้อย”
กล่าวมาถึงตรงนี้ ราชครูหนุ่มก็หรี่ตาลง พูดประโยคหนึ่งที่คล้ายเอ่ยกบัตัวเอง
“แคว้นใต้อาณัติเล็กๆ แห่งหนึ่ง การก่อความวุ่นวายของแคว้นชิวก็คู่ควรให้เอามาประชุมเรื่องการเลือกตัวคนที่จะมาเป็นเจ้ากรมขุนนางต้าหลีของพวกเราด้วยหรือ?”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!