เพียงชั่วพริบตา ฤดูใบไม้ร่วงก็ผ่านพ้น ฤดูหนาวมาเยือนพร้อมกับหิมะแรกของปี อีกทั้งหิมะแรกนี้ยังตกหนัก หิมะก้อนใหญ่ดุจขนห่านทำให้เฉาฉิงหล่างที่ตื่นนอนตอนเช้าตรู่ นั่งอยู่บนเตียงมองไปยังหิมะขาวโพลนเหม่อลอยไม่กล้าเชื่อ เขารีบสวมเสื้อผ้ารองเท้าแล้วผลักประตูออกไป เรื่องแรกที่นึกถึงคืออยากไปบอกคนคนนั้นว่าหิมะใหญ่ตกแล้ว เพียงแต่พอมองเห็นประตูของห้องด้านข้าง เฉาฉิงหล่างก็เกาหัว ในที่สุดก็นึกขึ้นได้ว่าคนผู้นั้นไปจากที่นี่นานมากแล้ว แต่เขายังคงรู้สึกอยู่บ่อยๆ ว่าคนผู้นั้นยังนั่งอยู่บนม้านั่งตัวเล็กในลานบ้าน ไม่ว่าจะเป็นเช้าตรู่ก็ดี หรือกลางดึกก็ช่าง แค่ออกจากห้องก็จะได้เห็นเขา อีกฝ่ายไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงแค่ยิ้มมองตนเท่านั้น
หวังว่านี่จะเป็นหิมะที่เป็นนิมิตหมายว่าปีนี้เป็นปีที่อุดมสมบูรณ์
เฉาฉิงหล่างเป่าลมใส่มือหนึ่งที เขารู้สึกหนาวเล็กน้อย คิดว่าควรต้องใส่เสื้อผ้าเพิ่มขึ้น เขาจึงถอยกลับเข้าไปในห้อง หลังจากใส่เสื้อผ้าหนาชั้นกว่าเดิมแล้วก็นั่งตัวตรงตรงหน้าโต๊ะไม้ตัวเล็กที่บิดาทำให้เขาด้วยตัวเอง เปิดหนังสือเล่มหนึ่ง เริ่มอ่านบทความของอริยะปราชญ์
ช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง ที่โรงเรียนเปลี่ยนอาจารย์สอนคนใหม่ อาจารย์คนนี้เข้มงวดมากกว่าเดิม ดูเหมือนว่าจะมีความรู้มากด้วย อธิบายหลักการเหตุผลได้เข้าใจชัดเจน ต่อให้เป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนที่ไม่ชอบเรียนหนังสือมากที่สุดก็ยังเข้าใจได้กระจ่างแจ้ง เป็นอาจารย์ที่เก่งมาก
เฉาฉิงหล่างอ่านหนังสือจบก็ถูมือเข้าด้วยกันหาความอบอุ่น เขารู้สึกเป็นกังวลเล็กน้อย เงินในบ้านเหลืออยู่ไม่มากแล้ว
หลังจากที่พ่อแม่เสียไป ทางที่ว่าการก็มอบเงินทำขวัญให้ก้อนหนึ่ง แต่ไม่ได้ให้เขาในครั้งเดียว ทุกๆ เดือนทางที่ว่าการจะนำมามอบให้เขาตามกำหนดเวลา
เฉาฉิงหล่างไม่ได้คิดมาก คิดแค่ว่าที่ว่าการคงทำงานกันเช่นนี้ อีกอย่างเขาไม่มีพ่อแม่แล้ว อีกทั้งยังไม่มีญาติพี่น้องอยู่ในเมืองหลวงแคว้นหนันเยวี่ยน ก่อนหน้านี้คิดจะกินอะไร ซื้ออะไรก็แค่บอกกับผู้ปกครอง ตอนนี้เขาต้องคิดคำนวณอย่างละเอียดด้วยตัวเอง เงินเหรียญทองแดงทุกเหรียญล้วนถูกนำมาใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง รสชาติเช่นนี้ไม่ได้ดีนัก แต่ช่วยไม่ได้ ถึงอย่างไรก็ยังต้องใช้ชีวิตอยู่ต่อไป
ยังดีที่ช่วงเวลาที่ผ่านพ้นไปได้ยากมากที่สุดมีคนผู้นั้นอาศัยอยู่ในบ้าน ทำให้เฉาฉิงหล่างที่ต้องเฝ้าบ้านหลังนี้อยู่เพียงลำพังพอจะคลายความคิดถึงลงไปได้บ้าง
เฉาฉิงหล่างเปลี่ยนมาสวมรองเท้าหนังเลียงผาเหลืองคู่หนึ่งที่เหมาะสำหรับสวมออกจากบ้านในช่วงฝนตกหรือหิมะตก เพียงแต่ว่าตอนที่สวมรองเท้าเฉาฉิงหล่างกลับร้องไห้ รองเท้าคู่นี้ท่านแม่ของเขาซื้อให้เมื่อวันสิ้นปี แล้วของปีนี้ล่ะ?
ยังดีที่เพียงไม่นานเฉาฉิงหล่างก็สงบสติอารมณ์ตัวเองได้ เขาไปหาอะไรกินง่ายๆ ที่ห้องครัว เสร็จแล้วก็เตรียมตัวออกจากบ้านไปโรงเรียน เพียงแต่ว่าตอนที่บรรจุหนังสือใส่ห่อผ้าอยู่ในห้อง เฉาฉิงหล่างเหม่อลอยเล็กน้อย คนผู้นั้นบอกว่าหากมีเวลาว่างจะทำหีบไม้ไผ่ใบเล็กๆ ให้เขา ในตำราบอกว่าวิญญูชนรักษาคำพูด หนึ่งคำพูดมีค่าดุจทองพันชั่ง ถ้าอย่างนั้นเขาคงจะมีธุระด่วนจริงๆ กระมัง เพียงแต่ไม่รู้ว่าคราวหน้าที่พบเจอกันจะเป็นเมื่อไหร่
เฉาฉิงหล่างหยิบร่มกระดาษน้ำมันคันหนึ่งขึ้นมา สะพายห่อผ้าเดินออกจากบ้าน แล้วก็ค้นพบด้วยความตกตะลึงว่าด้านนอกมีคนที่คุ้นเคยคนหนึ่งเดินผ่านไป เขาก็คืออาจารย์จ้งของที่โรงเรียน นี่เป็นแซ่ที่ประหลาดมาก อาจารย์ผู้เฒ่าสวมชุดสีเขียว ในมือของเขาก็ถือร่มกระดาษน้ำมันคันหนึ่งอยู่เช่นกัน พอเห็นเฉาฉิงหล่างก็หยุดเดิน เอ่ยถามว่า “บังเอิญจริง เจ้าพักอยู่ที่นี่หรือ?”
เฉาฉิงหล่างคิดจะวางร่มลงเพื่อคารวะอาจารย์จ้งที่เดินผ่านหน้าบ้านโดยบังเอิญ อาจารย์จ้งกลับโบกมือบอกว่า “ไม่ต้อง หิมะกำลังตกหนัก”
อาจารย์จ้งมีความรู้ลึกล้ำ ทว่าเวลาที่ถ่ายทอดความรู้และไขข้อข้องใจให้ลูกศิษย์กลับไม่ชอบยิ้มแย้ม ทุกคนต่างก็กลัวเขามาก เฉาฉิงหล่างเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น เพียงแต่ว่าเมื่อเทียบกับสหายร่วมห้องแล้วเขามีความเคารพนอบน้อมมากกว่าความกลัวก็เท่านั้น ดังนั้นพออาจารย์ท่านนี้บอกว่าไม่จำเป็นต้องทำความเคารพ เฉาฉิงหล่างจึงเชื่อฟังคำสั่งของผู้เฒ่าแต่โดยดี หลังจากนั้นหนึ่งคนแก่หนึ่งเด็กที่ต่างคนต่างถือร่มก็เดินไปด้วยกันในตรอกเล็กที่หิมะทับถมสูง
แน่นอนว่าอาจารย์จ้งย่อมต้องเคยได้ยินเรื่องราวในครอบครัวของเฉาฉิงหล่างมาก่อน ถึงอย่างไรเด็กหลายคนที่เป็นเพื่อนบ้านของเขาก็คือสหายร่วมห้องและเพื่อนเล่นของเขาในโรงเรียนด้วย สายตาที่พวกเขามองเฉาฉิงหล่างไม่เหมือนมองเด็กคนอื่น รวมไปถึงคำพูดซุบซิบที่คนเหล่านั้นพูดกัน เฉาฉิงหล่างได้แต่แสร้งทำเป็นมองไม่เห็นและไม่ได้ยิน ดังนั้นผู้เฒ่าจึงถามว่า “ตอนนี้ใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพัง มีเรื่องยากลำบากอะไรหรือไม่?”
เฉาฉิงหล่างส่ายหน้ายิ้มให้ “ตอบอาจารย์ ไม่มีขอรับ”
คำตอบสั้นกระชับอยู่ในกรอบ ถ้อยคำและท่าทีต่างก็ไม่เหมือนเด็กในตรอกยากจน มิน่าเล่าถึงได้ถูกเด็กหญิงผอมแห้งเรียกอย่างเหน็บแนมว่านักปราชญ์น้อย
ผู้เฒ่าพยักหน้ารับแล้วพูดอีกว่า “ถึงอย่างไรเจ้าก็อายุยังน้อย หากมีอุปสรรคที่ข้ามผ่านไปไม่ได้จริงๆ ก็บอกข้าได้ ไม่จำเป็นต้องรู้สึกลำบากใจ ความยากลำบากในชีวิตคนมีบอกไว้มากมายทั้งในและนอกตำรา อย่าว่าแต่เจ้าเลย ต่อให้เป็นข้า ตอนอายุเท่าเจ้าก็ยังมีช่วงเวลาที่ต้องขอความช่วยเหลือจากคนอื่นอยู่เหมือนกัน”
เฉาฉิงหล่างอืมรับหนึ่งที “อาจารย์ ข้าทราบแล้ว หากมีเรื่องลำบากจริงๆ ข้าจะไปหาอาจารย์”
ลังเลอยู่เล็กน้อย เฉาฉิงหล่างก็กล่าวอย่างอายๆ ว่า “คราวก่อนระหว่างทางที่คนผู้หนึ่งพาข้าไปส่งที่โรงเรียนก็เคยพูดคำพูดที่คล้ายคลึงกับอาจารย์ เขาบอกข้าว่าในอนาคตที่ข้าต้องเรียนหนังสือและหาเลี้ยงชีพ การขอความช่วยเหลือจากคนอื่นเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากคนอื่นไม่ช่วยก็ห้ามตำหนิหรือเคียดแค้น หากคนอื่นช่วยเหลือก็จำเป็นต้องจดจำไว้ให้ขึ้นใจ”
อาจารย์จ้งคลี่ยิ้มอย่างที่หาได้ยาก “คนผู้นั้นชื่อเฉินผิงอันกระมัง?”
เฉาฉิงหล่างตะลึงงัน “อาจารย์รู้จักเขาด้วยหรือ?”
อาจารย์จ้งพยักหน้ารับ “ข้ากับเขาเป็นเพื่อนกัน คิดไม่ถึงว่าพวกเจ้าก็จะรู้จักกันด้วย”
เฉาฉิงหล่างพลันยิ้มอย่างอารมณ์ดี
เฉินผิงอันเป็นสหายของอาจารย์จ้งด้วยหรือนี่
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!