กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 433

ตอนที่เฉินผิงอันวางพู่กันลงก็พลันสังเกตเห็นแสงแดดด้านนอก

เขาคิดแล้วก็เดินออกจากห้อง เอาแผ่นไม้ไผ่ทั้งหลายไปตากแดด

แผ่นไม้ไผ่หลายแผ่นล้วนถูกแกะสลักไว้ทั้งสองด้าน ไม่ใช่ว่าแผ่นไม้ไผ่ไม่พอใช้ เดินทางยาวไกลเป็นพันเป็นหมื่นลี้ ระหว่างทางย่อมพบเจอป่าไผ่อยู่เนืองๆ

เพียงแต่ว่าตอนนั้นอ่านหนังสือได้มากแล้วก็จะค้นพบว่าหลักการเหตุผลมากมาย ต่อให้เป็นความรู้ของสายบุ๋นที่แตกต่างกันของสามลัทธิร้อยสำนัก ก็ยังมีบางประโยคที่กลายเป็นว่าเข้าคู่กันได้ดีเมื่ออยู่บนแผ่นไม้ไผ่ อีกทั้งยังค่อนข้างจะ ‘ใกล้ชิด’ กันด้วย สายบุ๋นในลัทธิขงจื๊อไม่เหมือนกัน แต่ก็ยังคงเป็นสายตรงเหมือนกัน สามลัทธินั้นแตกต่าง แต่ก็เหมือนเป็นเพื่อนบ้านที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียง เมธีร้อยสำนักที่นอกเหนือจากสามลัทธิก็เหมือนสหายที่มาพบกันโดยบังเอิญในยุทธภพ หรือไม่ก็เหมือนญาติห่างๆ ที่ไม่เคยได้ไปมาหาสู่กันมานานหลายปี

ตอนที่เฉินผิงอันเอาไม้ไผ่มาตากแดด เขาหยิบไม้ไผ่แผ่นหนึ่งในนั้นขึ้นมา ด้านหน้าของมันสลักประโยคหนึ่งของลัทธิขงจื๊อว่า ‘ทุกสิ่งมีต้นและปลาย เรื่องราวมีเริ่มต้นและจุดจบ เมื่อเข้าใจการเริ่มต้นและจบลงนี้ ก็จะเข้าใกล้กฎเกณฑ์ของการพัฒนาแห่งสรรพสิ่ง’

ส่วนด้านหลังเป็นประโยคของลัทธิเต๋าที่กล่าวไว้ว่า ‘ฟ้าดินมีความงดงามที่ยิ่งใหญ่ แต่มนุษย์มิอาจใช้ถ้อยคำมาบรรยาย หนึ่งปีสี่ฤดูกาลมีกฎเกณฑ์ที่แน่ชัด แต่ผู้คนมิเคยเอ่ยถึง การดำรงอยู่และการเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งล้วนเคารพในกฎเกณฑ์ เพียงแต่มนุษย์ยังไม่สังเกตเห็นก็เท่านั้น’

เพียงแต่ว่าไม้ไผ่แผ่นนี้ค่อนข้างจะพิเศษ เพราะตอนนั้นหลังจากที่เฉินผิงอันเปิดอ่านตำราลัทธิพุทธก็ได้ใช้มีดแกะสลักแกะตัวอักษรอีกประโยคหนึ่งของลัทธิพุทธไว้ตรงมุมที่ว่างเปล่าตัวเล็กๆ ว่า ‘พระธรรมคำสั่งสอนมิได้อยู่ที่ตัวอักษร’

มีไม้ไผ่แผ่นหนึ่งที่ทั้งหน้าตรงและหน้าหลังแยกกันสลักประโยคว่า ‘วิญญูชนควรมุ่งมั่นตั้งใจกับเรื่องที่เป็นรากฐาน เมื่อสร้างรากฐานขึ้นได้แล้ว หลักการแห่งการปกครองประเทศและการครองตนจึงจะกำเนิด’ และประโยคของลัทธิพุทธที่บอกว่า ‘กฎเกณฑ์บนโลกล้วนคือพระธรรม จึงไม่ควรแยกแก่นแท้แห่งการศึกษาธรรมออกจากการใช้ชีวิตจริง’

หยิบขึ้นมาแล้วอ่านเงียบๆ รอบหนึ่ง ก่อนจะวางลงเบาๆ

เฉินผิงอันหยิบไม้ไผ่อีกแผ่นหนึ่งขึ้นมา ‘สรรพสิ่งบนโลกล้วนเท่าเทียม ไม่มีแบ่งแยกสูงต่ำ’ ‘มนุษย์มีเหนือใต้ พระพุทธศาสนาไม่มีเหนือใต้’ ด้านหลังคือประโยคที่บอกว่า ‘กษัตริย์ขุนนาง บนล่าง สูงต่ำ ล้วนขึ้นอยู่กับกฎเกณฑ์’

สุดท้ายเฉินผิงอันหยิบไม้ไผ่แผ่นหนึ่งที่หน้าตรงเป็นคำว่า ‘ความทุกข์ตรมมิเหนือกว่าจิตใจที่ตายแล้ว และกายดับก็ยังเป็นเรื่องรอง’ ด้านตรงข้ามเขียนว่า ‘เรื่องราวต่างๆ เมื่อดำเนินไปถึงขีดสุดย่อมเกิดการเปลี่ยนแปลง เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลง เรื่องราวจึงจะพัฒนาไปได้อย่างต่อเนื่องไม่ติดขัด’

อากาศของฤดูใบไม้ร่วงเย็นสบาย ดวงอาทิตย์ลอยสูงเหนือศีรษะ

เฉินผิงอันตากแผ่นไม้ไผ่ทั้งหมด ส่วนตัวเองก็นั่งอยู่ตรงพื้นที่ว่างเปล่าใจกลางแผ่นไม้ไผ่ที่อยู่รายล้อม สองมือสอดอยู่ในชายแขนเสื้อ สายตากวาดมองไปรอบกายอยู่เช่นนี้

เขานั่งอยู่อย่างนี้ตลอดเวลา จนกระทั่งดวงตะวันเริ่มลับเหลี่ยมเขา เฉินผิงอันถึงได้เริ่มเก็บไม้ไผ่ขึ้นทีละแผ่น เอากลับไปเก็บไว้ในวัตถุฟางชุ่นอีกครั้ง

หลักการเหตุผลในตำรามากมายเหล่านี้ ลองวางลงดูก่อน

หลักการเหตุผลอยู่ในตำรา การปฏิบัติตัวอยู่นอกตำรา

ประโยคนี้คือหลักการที่เฉินผิงอันรู้มาตั้งแต่ก่อนที่ถ้ำสวรรค์หลีจูจะปริแตกแล้วร่วงลงพื้นเสียอีก อีกทั้งยังไม่ได้อ่านเจอจากในหนังสือ แต่เป็นคนอื่นตั้งใจพูด ส่วนเขาตั้งใจฟัง

เฉินผิงอันเพิ่งจะเก็บแผ่นไม้ไผ่ทั้งหมดเสร็จก็เห็นกู้ช่านพาหนีชิวน้อยเดินมา อีกฝ่ายโบกมือให้เขา

เฉินผิงอันปิดประตูห้อง เดินไปหากู้ช่าน แล้วมุ่งหน้าไปยังเรือนหลังใหญ่โอ่อ่าประดุจจวนของเชื้อพระวงศ์พร้อมกับเขา

หน้าประตูใหญ่แปะภาพแขวนของเทพทวารบาลมีสีสันไว้สองแผ่น

เฉินผิงอันมองพวกมันแล้วพึมพำในใจว่า “กันผีได้ แต่กันคนไม่ได้”

กู้ช่านถาม “เป็นอะไรไป?”

จากนั้นเขาก็บ่นอย่างไม่ใคร่จะพอใจนัก “เจ้ายืนกรานจะย้ายไปอยู่ที่ประตูภูเขานั่นทำไมกัน แม้แต่ภาพเทพทวารบาลที่เข้าท่าเข้าทีก็ยังไม่มีแขวนไว้ ยากจนข้นแค้นนัก”

เฉินผิงอันคลี่ยิ้ม “ไปกินข้าวกันเถอะ”

ไปถึงโต๊ะอาหารถึงได้เห็นว่าแม้ของกู้ช่านรินสุรารอไว้ให้เฉินผิงอันและกู้ช่านเรียบร้อยแล้ว

หนีชิวน้อยนั่งอยู่ข้างกายกู้ช่าน อันที่จริงมันไม่ชอบกินของพวกนี้ แต่มันชอบนั่งกินข้าวร่วมโต๊ะกับสองแม่ลูก เพราะนั่นทำให้มันดูเหมือนคนยิ่งขึ้น

อันที่จริงกู้ช่านบอกกับมารดาแล้วว่าคืนนี้ไม่ดื่มเหล้า เขาจึงรู้สึกเป็นกังวลเล็กน้อย กลัวว่าเฉินผิงอันจะโกรธ

แต่กลับเห็นว่าเฉินผิงอันหยิบจอกเหล้าขึ้นมาแล้ว เขาดื่มคารวะอาหญิงหนึ่งจอก ไม่เพียงเท่านี้ ยังรินเหล้าใส่จอกของตัวเอง จิบหนึ่งคำ ถึงได้เริ่มคีบกับข้าว

อาหารมื้อนี้ส่วนใหญ่เป็นสตรีแต่งงานแล้วที่ชวนคุยเรื่องจุกจิกยิบย่อยน่าสนใจของถ้ำสวรรค์หลีจูในอดีต เฉินผิงอันก็ไม่ได้เอาแต่เงียบอย่างเดียว เขาเองก็เล่าเรื่องบางอย่างที่น่าสนใจของเขตการปกครองหลงเฉวียนในทุกวันนี้เหมือนกัน

บรรยากาศกลมเกลียวปรองดอง

ทำให้กู้ช่านดื่มเหล้าไปหนึ่งจอกแล้วอดรู้สึกไม่ได้ว่าต่อให้ตนดื่มอีกสักร้อยจินพันจินก็ไม่เมา

คิดไม่ถึงว่าเฉินผิงอันจะสาดน้ำเย็นใส่หน้าเขาด้วยประโยคว่า “ตอนนี้เจ้าอายุยังน้อย ต่อให้ทุกวันนี้จะเป็นผู้ฝึกลมปราณแล้ว และเหล้าวิหคครวญก็มีประโยชน์ต่อการฝึกตน แต่ดื่มให้น้อยจะดีกว่า หากอารมณ์ดีจริงๆ ดื่มแค่สามแก้วก็พอ”

กู้ช่านทำหน้าทะเล้นใส่ ก่อนจะพยักหน้ารับปาก

สตรีแต่งงานแล้วปิดปากหัวเราะคิกคัก

หากเฉินผิงอันสามารถให้การดูแลกู้ช่านผู้เป็นบุตรชายในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อเรื่องใหญ่ได้เช่นนี้ นางก็ยังยินดีที่จะได้เห็น

โดยเฉพาะหลังจากที่หนีชิวน้อยพูดถึงเรื่องแผ่นหยก ‘ข้าเชี่ยวชาญการบ่มเพาะจิตใจที่ซื่อตรงและยิ่งใหญ่’ ให้ฟังโดยไม่ได้ตั้งใจ สตรีแต่งงานแล้วครุ่นคิดอยู่คนเดียวครึ่งค่อนคืนก็รู้สึกว่านี่เป็นเรื่องดี อย่างน้อยก็ทำให้หลิวจื้อเม่ากริ่งเกรงได้บ้าง ขอแค่เฉินผิงอันมีกำลังมากพอที่จะปกป้องคุ้มครองตัวเอง อย่างน้อยนี่ก็หมายความว่าเขาจะไม่เป็นตัวถ่วงกู้ช่านของนางไม่ใช่หรือ? ส่วนเรื่องความผิดความถูกที่วกวนอ้อมไปอ้อมมาเหล่านั้น นางฟังแล้วก็มีแต่จะหงุดหงิดใจ ไม่ใช่เพราะคิดว่าเฉินผิงอันจะทำร้ายกู้ช่าน แต่ขอแค่เฉินผิงอันไม่หวังดีจนทำเรื่องร้าย อีกทั้งเขายังไม่ใช่คนที่ทำอะไรไม่รู้จักหนักเบา นางก็ย่อมปล่อยให้เฉินผิงอันอยู่บนเกาะชิงเสียต่อไปได้

หลังกินข้าวอิ่ม เฉินผิงอันก็ทำเหมือนทุกครั้ง นั่นคือไปเดินเล่นเพียงลำพังบนเส้นทางเล็กๆ ริมทะเลสาบของเกาะชิงเสีย

เดินๆ หยุดๆ ไม่มีเป้าหมาย

บางครั้งก็เจอกับผู้ฝึกตนของเกาะชิงเสีย คนส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้ฝึกลมปราณห้าขอบเขตล่างที่อายุยังน้อย ลำดับศักดิ์ต่ำ ส่วนพวกสาวใช้และนักการทั้งหลาย แน่นอนว่าย่อมไม่กล้าออกจากจวนแต่ละแห่งโดยพลการ

พอเห็นเฉินผิงอัน พวกเขาจะพากันเรียกว่าท่านเฉิน เพราะไม่รู้แน่ชัดถึงความเป็นมาของคนหนุ่มผู้นี้ ได้ยินแค่ว่าเป็นแขกสูงศักดิ์ที่กู้ช่านเชิญให้มายังเกาะชิงเสียด้วยตัวเอง ไม่เพียงเท่านี้ ทุกวันกู้ช่านจะต้องไปนั่งที่ห้องตรงประตูภูเขาแห่งนั้นพักหนึ่งเพื่อพูดคุยกับแขกผู้สูงศักดิ์ท่านนี้ นี่ถือเป็นเรื่องหายากใหญ่เทียมฟ้าประหนึ่งพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกเลยทีเดียว

เพียงแต่เมื่อเห็นว่านักบัญชีท่านนี้ค่อนข้างเป็นมิตรกับทุกคน กลับยิ่งทำให้ผู้คนไม่เข้าใจ ความคิดที่จะเคารพยำเกรงจึงหายไปไม่น้อย

หรือว่าแค่วางท่าไปอย่างนั้นเอง? ยกตัวอย่างเช่นแท้ที่จริงก็เป็นแค่คนต้าหลีบ้านเดียวกับมารน้อยกู้? หรือจะเป็นเด็กรุ่นหลังจากบ้านเดิมของฮูหยินผู้นั้น?

เฉินผิงอันที่เดินอยู่บนเส้นทางอันเงียบสงบพลันหยุดฝีเท้า

ด้านหน้ามีคนยืนอยู่สองคน เฉาเจ๋อหนึ่งในศิษย์พี่ของกู้ช่าน และยังมีลวี่ไช่ซางคนที่ทำให้กู้ช่านโปรดปรานได้ เขาคือเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาที่สวมอาภรณ์สีขาวกระจ่างยิ่งกว่าหิมะ อายุแท้จริงเกือบจะสามสิบปีแล้ว ทว่านิสัยกับเนื้อหนังมังสาภายนอกยังเป็นเด็กหนุ่ม น่าจะเลื่อนสู่ขอบเขตถ้ำสถิตตั้งแต่อายุสิบกว่าปี ถึงได้มีหน้าตาเหมือนเด็กเช่นนี้ นี่หมายความว่าการที่ผู้ฝึกตนก่อกำเนิดเฒ่าที่มีน้อยจนนับนิ้วได้ของทะเลสาบซูเจี่ยนผู้นั้นรับลวี่ไช่ซางไว้เป็นลูกศิษย์คนสุดท้าย ถือว่าสายตาเขามีแววไม่น้อย

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!