เฉินผิงอันพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ หนึ่งที เขาตบข้างแก้มตัวเอง ลุกขึ้นยืน ย้อนกลับไปยังห้องพักที่อยู่ตรงหน้าประตูภูเขา
มองไปไกลๆ แสงตะเกียงที่อยู่บนโต๊ะส่องแสงสว่างลอดทะลุหน้าต่างออกมา
เฉินผิงอันเตรียมจะเพิ่มความเร็วฝีเท้าตามจิตใต้สำนึก แต่แล้วก็ชะลอลง หลุดหัวเราะตัวเองอย่างอดไม่ได้
นับตั้งแต่สี่ขวบมาก็ไม่เคยมีการ ‘กลับบ้าน’ ครั้งไหนที่บ้านบรรพบุรุษในตรอกหนีผิงจะมีแสงตะเกียงรออยู่ หลังเติบโตเป็นเด็กหนุ่ม เขาผิดคำสาบานไปเป็นลูกศิษย์เตาเผามังกร หาเงินมาได้ส่วนหนึ่ง แต่ทุกครั้งที่ออกจากบ้าน เคยมีครั้งไหนที่ไม่ดับไฟตะเกียง ปล่อยให้น้ำมันตะเกียงลดน้อยลงไปอย่างเปล่าประโยชน์บ้าง? วันนี้ตอนออกจากบ้านกลับลืมดับไฟตะเกียงเสียได้ เวลานี้ต่อให้เจ้ารีบร้อนกลับเข้าไปในห้อง แล้วจะทำอะไรได้? เป่าให้มันดับ? แต่ตอนนี้ยังไม่รู้สึกง่วงเลยแม้แต่น้อย ย่อมต้องจุดตะเกียงอ่านหนังสือตอนกลางคืนแน่นอน หรือจะให้ดับก่อนแล้วค่อยจุดใหม่อีกครั้ง? ถ้าอย่างนั้นระหว่างที่ไฟดับและไฟติดจะมีความหมายอะไร?
เฉินผิงอันจึงทอดฝีเท้าเดินให้ช้าลง พอเข้ามาในห้อง ปิดประตูลง มานั่งที่โต๊ะหนังสือเรียบร้อยแล้วจึงเปิดอ่านเอกสารของห้องควันธูปและทำเนียบวงศ์ตระกูลของศาลบรรพชนจากแต่ละเกาะต่ออีกครั้งเพื่อหาช่องโหว่แล้วชดเชยแก้ไข
จิตใจไม่สงบก็อย่าเพิ่งฝึกหมัดเลยจะดีกว่า ส่วนเรื่องการฝึกหลอมลมปราณนั้นก็ยิ่งไม่ต้องหวัง
ตอนอยู่พื้นที่มงคลดอกบัวเฉินผิงอันก็รู้แล้วว่า หากจิตใจวุ่นวาย ต่อให้ฝึกหมัดมากแค่ไหนก็ไม่มีความหมาย ดังนั้นเขาจึงมักจะไปที่วัดเล็กใกล้กับตรอกจ้วงหยวนเพื่อพูดคุยกับภิกษุเฒ่าที่ไม่ชอบสอนพระธรรมผู้นั้นบ่อยๆ
แล้วนับประสาอะไรกับที่ตอนนี้เฉินผิงอันไม่มีอารมณ์เลยสักนิด นี่ซับซ้อนยิ่งกว่ายามที่จิตใจไม่สงบเสียอีก จิงชี่เสินที่เหมือนร่วงดิ่งลงสู่ก้นบ่อแล้วถูกหินยักษ์พันธนาการเอาไว้ เขาจะยกมันขึ้นมาได้อย่างไร?
เพียงแต่ว่าสภาพจิตใจเช่นนี้ก็ถือว่าเป็นความสงบทางใจในอีกความหมายหนึ่งเช่นกัน
เฉินผิงอันปิดเอกสารที่สีออกเหลืองเนื่องจากเก็บรักษาไม่ถูกวิธีลง หยิบมีดแกะสลักเล่มเล็กธรรมดาที่เจ้าของร้านแถมให้ตอนซื้อปิ่นหยกจากร้านหนึ่งในเมืองหลวงต้าสุย ใช้ด้ามมีดวาดเส้นตื้นๆ เส้นหนึ่งลงบนผิวโต๊ะ
ครุ่นคิดแล้วเฉินผิงอันก็ดึงกระดาษเซวียนจื่อแผ่นหนึ่งที่ถูกเขาตัดให้มีขนาดเท่าหน้าปกหนังสือออกมา หยิบพู่กันมาวาดเส้นตรงหนึ่งเส้น ตรงหัวและตรงท้ายสองด้านของเส้นต่างก็เขียนคำว่า ‘กู้ช่านทำผิดมหันต์’ และ ‘กู้ช่านทำความดี’ เอาไว้ ตัวอักษรค่อนข้างใหญ่ จากนั้นระหว่างคำว่า ‘ผิด’ และ ‘ดี’ ก็เขียนตัวอักษรเล็กเท่าหัวแมลงวันลงไปว่า ‘ขนบธรรมเนียมประเพณีของทะเลสาบซูเจี่ยน’ และในขณะที่เฉินผิงอันคิดจะเขียนคำว่ากฎหมายของหนึ่งแคว้นลงไปนั้นเอง เขากลับลบตัวอักษรเจ็ดตัวก่อนหน้านี้ทิ้ง ไม่เพียงเท่านั้น เฉินผิงอันยังลบคำว่า ‘กู้ช่านทำความดี’ ไปพร้อมกันด้วย ตรงจุดกึ่งกลางของเส้นนั้น เขาเขียนคำว่า ‘สำนึกผิด’ และ ‘แก้ไขในสิ่งที่ทำผิด’ ลงไปโดยทิ้งระยะห่างจากกันเล็กน้อย ทว่าไม่นานมันก็ถูกเฉินผิงอันลบทิ้งไปอีก
สุดท้ายเฉินผิงอันขยำกระดาษแผ่นนี้เป็นก้อนกลม แต่กลับไม่ได้โยนใส่หีบไม้ไผ่ เขาเลือกเก็บมันไว้ในวัตถุฟางชุ่นแทน
สองมือของเฉินผิงอันสอดอยู่ในชายแขนเสื้อ เอนหลังพิงเก้าอี้ เป่าไฟตะเกียงให้ดับลง หลับตาคล้ายหลับคล้ายไม่หลับ ลืมตาครั้งถัดมา ท้องฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีขาวขมุกขมัวแล้ว
มักใช้เวลาเกินครึ่งคืนขบคิดแผนการพันปี ด้วยกลัวว่าวันใดจะตายไปก่อน (เป็นคำกลอนที่มีความหมายว่าเรื่องราวบนโลกเปลี่ยนแปลงไปหลากหลาย คนเรามีชีวิตอยู่บนโลกจึงไม่ควรใช้เวลาหมดไปกับเรื่องที่เปล่าประโยชน์)
เฉินผิงอันลุกขึ้นยืน ไม่ต้องยืดแขนยืดขา เส้นเอ็น กระดูกและกล้ามเนื้อก็คลายตัวด้วยตัวเอง เสียงลั่นกร๊อบดังเป็นระลอก เฉินผิงอันเดินออกจากห้อง กะว่าจะไปเดินวนรอบเกาะชิงเสียสักหนึ่งรอบ เกาะชิงเสียคือเกาะใหญ่ในจำนวนไม่มากของทะเลสาบซูเจี่ยน คาดว่าหากเดินจริงๆ คงต้องใช้เวลาถึงครึ่งวัน ตอนนี้การกินการอยู่ในเรือนหลังนี้ของเขามีผู้ฝึกตนหญิงอายุน้อยคนหนึ่งของเกาะชิงเสียเป็นผู้รับผิดชอบ เฉินผิงอันจึงไปบอกกล่าวแก่ผู้ฝึกลมปราณเฒ่าคนหนึ่งที่เฝ้าประตูภูเขาอยู่ใกล้ๆ ว่าหากพบผู้ฝึกตนหญิงคนนั้นก็ฝากบอกนางว่า วันนี้ไม่ต้องนำอาหารมาส่งที่นี่
ผู้เฒ่าที่เป็นผู้ฝึกตนขอบเขตถ้ำสถิตรีบตกปากรับคำทันที
เฉินผิงอันพลันยิ้มกล่าวว่า “คาดว่านางคงยังเตรียมมาอยู่ดี หากข้าไม่อยู่ นางก็ไม่กล้าเข้าไปในเรือนโดยพลการ ถ้าอย่างนั้นก็เอาอย่างนี้ อาหารสามมื้อของวันนี้ให้นางส่งมาที่เจ้า ผู้อาวุโสจางจะได้มีลาภปาก แค่กินให้สบายใจก็พอ ก่อนหน้านี้ผู้อาวุโสจางเล่าเรื่องเก่าแก่ในเกาะชิงเสียให้ข้าฟังไม่น้อย ถือว่านี่เป็นค่าตอบแทนก็แล้วกัน”
ผู้ฝึกตนเฒ่ากล่าวอย่างกระวนกระวาย “ท่านเฉิน ข้าคงไม่ต้องเอาชีวิตมาทิ้งเพราะความตะกละหรอกกระมัง?”
เฉินผิงอันส่ายหน้า “ไม่มีทาง”
ผู้ฝึกตนเฒ่ายังไม่ค่อยกล้าตอบรับสักเท่าไหร่ เป็นเพราะเคยเห็นคลื่นลมมรสุมที่โถมขึ้นโถมลงในเกาะชิงเสียมาหลายครั้ง ก็ไม่แปลกที่เขาจะขี้ขลาดราวกับหนูตัวหนึ่ง “ท่านเฉินอย่าได้หลอกข้าเลย ข้ารู้ว่าท่านเฉินหวังดี เห็นว่าตาแก่สกปรกอย่างข้ามีชีวิตยากจนก็เลยอยากจะช่วยให้ข้าได้กินของดีๆ บ้าง แต่ทว่าอาหารเลิศรสเหล่านั้นล้วนจัดไว้ให้คนในจวนชุนถิงโดยเฉพาะ หากอีกสองวันท่านเฉินต้องไปจากเกาะชิงเสียแล้ว พวกคนชั่วร้ายที่แอบอิจฉาอยู่ในมุมมืดย่อมต้องออกมาหาเรื่องเล่นงานข้าเป็นแน่”
เฉินผิงอันกล่าว “ถ้าอย่างนั้นก็เอากล่องอาหารของเรือนชุนถิงฝากไว้ที่ผู้อาวุโสจางก่อน เดี๋ยวกลับมาแล้วข้าจะมาเอาไป”
ผู้ฝึกตนเฒ่ายิ้มกล่าว “แบบนี้ย่อมเหมาะมากกว่า”
หลังจากเฉินผิงอันจากไป ผู้ฝึกตนเฒ่าก็บ่นในใจที่คนหนุ่มผู้นี้ไม่รู้จักการวางตัวอยู่ร่วมกับผู้อื่น หากสงสารตนจริงๆ ก็ไม่ควรไปบอกกับจวนชุนถิงสักคำหรอกหรือ ถึงเวลานั้นใครจะยังกล้าชักสีหน้าใส่ตน นักบัญชีผู้นี้เสแสร้งวางตัวเป็นคนดี ทำตัวโอ้อวดอยู่ในเรือนหลังนั้นทุกวัน วิธีแสร้งหลอกผีลวงเจ้าและสร้างชื่อเสียงจอมปลอมเช่นนี้ ในทะเลสาบซูเจี่ยน ผู้ฝึกตนเฒ่าเห็นมาเยอะแล้ว และคนส่วนใหญ่ก็มีชีวิตอยู่ได้ไม่นานนักหรอก
พอผู้ฝึกตนเฒ่าเริ่มบ่นก็เหมือนทำนบน้ำพังทลาย เขาเริ่มตำหนิที่หลังจากไอ้หมอนั่นมาพักอยู่ตรงประตูภูเขาก็เดือดร้อนทำให้ค่าน้ำร้อนน้ำชาของตนลดน้อยลง เขาไม่กล้าสร้างความลำบากใจให้แก่ผู้ฝึกตนห้าขอบเขตล่างด้วยการหักเงินเกล็ดหิมะเหรียญสองเหรียญเอาไว้อีก พอเจอผู้ฝึกตนหญิงเด็กรุ่นหลังที่เรือนกายอรชรอ้อนแอ้นก็ยิ่งไม่กล้าปากว่ามือถึง พอพูดจาหยาบโลนเสร็จก็แอบยื่นมือไปลูบไปบีบก้นของพวกนางเหมือนในอดีต
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!