ช่วงเวลาที่ผ่านมานี้เผยเฉียนเที่ยวเล่นอย่างบ้าคลั่งอยู่สามวัน ใช้ชีวิตดั่งเทพเซียน รอจนถึงวันที่สี่ ถ่านดำน้อยก็เริ่มกลัดกลุ้ม พอถึงวันที่ห้าก็เซื่องซึม วันที่หกรู้สึกเหมือนฟ้าดินจะถล่มทลาย วันสุดท้ายระหว่างทางที่กลับมาจากยอดเขาอีไต้ก็เริ่มไหล่ลู่คอตก ลากไม้เท้าเดินป่ามาตามทาง เจิ้งต้าเฟิงอุตส่าห์เอ่ยทักทายนางอย่างที่หาได้ยาก นางก็แค่อืมรับหนึ่งคำ แล้วเดินขึ้นเขาไปเงียบๆ
จากนั้นวันต่อมา เผยเฉียนก็เป็นฝ่ายวิ่งไปหาพ่อครัวผู้เฒ่าจูตั้งแต่เช้าตรู่ บอกว่านางลงเขาไปเองก็ได้ ไม่มีทางหลงเสียหน่อย
จูเหลี่ยนจึงตอบรับ
เพื่อแสดงความจริงใจ เผยเฉียนจึงชักเท้าวิ่งลงจากภูเขาไป เพียงแต่รอจนพ้นมาจากอาณาเขตของภูเขาลั่วพั่วค่อนข้างไกลแล้ว นางก็เริ่มเดินอาดๆ ท่าทางสบายอุราเป็นอย่างยิ่ง นางไปดูที่ข้างลำธารว่ามีปลาหรือไม่ ปีนขึ้นต้นไม้ไปชมทิวทัศน์ พอไปถึงเมืองเล็กก็ไม่ได้รีบร้อนไปที่ตรอกฉีหลง แต่ไปเล่นขว้างหินที่ริมลำคลองหลงซวี เหนื่อยก็นั่งแทะเมล็ดแตงอยู่บนก้อนหินใหญ่สีดำ อยู่รอจนกระทั่งค่ำมืดถึงได้ไปที่ตรอกฉีหลงอย่างมีความสุข ผลคือพอนางเห็นจูเหลี่ยนนั่งอยู่บนม้านั่งตัวเล็กหน้าประตูก็รู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่าลงมากลางหัว
เผยเฉียนรีบแกล้งทำเป็นเดินขากะเผลก พูดหน้าหงอย “พ่อครัวเฒ่า ตอนที่ลงจากภูเขา เดินไปได้ครึ่งทาง เพราะว่าวิ่งเร็วเกินไปจึงสะดุดล้มหน้าทิ่ม ก็เลยเพิ่งจะเดินมาถึงที่นี่ตอนนี้แหละ”
จูเหลี่ยนร้องอ้อหนึ่งที “ไม่เป็นไรๆ รักษาบาดแผลเป็นเรื่องสำคัญกว่า ข้าจะกลับไปเขียนจดหมายฉบับหนึ่งให้อาจารย์ของเจ้า บอกว่าขาเจ้าบาดเจ็บ อย่าเพิ่งไปเรียนที่โรงเรียนก่อนดีกว่า”
เผยเฉียนย่นหน้า นั่งแปะลงบนธรณีประตู สือโหรวที่ยืนอยู่ด้านหลังโต๊ะคิดเงินในร้านกำลังดีดลูกคิดเสียงดังป้อกแป้ก ฟังแล้วน่ารำคาญยิ่งนัก เผยเฉียนกล่าวอย่างอัดอั้นว่า “พรุ่งนี้จะไปโรงเรียน อย่าว่าแต่ลมพัดฝนตกหิมะตกเลย ต่อให้มีมีดหล่นลงมาจากฟ้า ก็ยังขวางข้าไม่ได้”
จูเหลี่ยนยิ้มถาม “ถ้าอย่างนั้นจะให้ข้าส่งเจ้าไปโรงเรียน หรือจะให้พี่หญิงสือโหรวของเจ้าไปส่ง?”
เผยเฉียนคิดแล้วก็เค้นรอยยิ้มส่งไปให้ “ให้พี่หญิงสือโหรวไปส่งแล้วกัน พ่อครัวเฒ่าจู เจ้ามีธุระให้ต้องทำบนภูเขาเยอะแยะ”
คิดไม่ถึงว่าสือโหรวจะเปิดปากพูดเบาๆ ว่า “ข้าคงไม่ไปแล้ว ให้เขาไปส่งเจ้าที่โรงเรียนแล้วกัน”
เผยเฉียนกลอกตามองบน เจ้าคนไร้น้ำใจ วันหน้าอย่าได้หวังว่าจะมาขอเมล็ดแตงไปจากตนเลย
สือโหรวถอนหายใจเบาๆ
ไม่ใช่ว่าขี้เกียจจะเดินทางทั้งที่อยู่ใกล้แค่นี้ แต่เป็นเพราะนางรู้สึกกริ่งเกรง
สือโหรวไม่ค่อยยินดีจะไปโรงเรียนของสกุลเฉินเขตการปกครองหลงเหว่ยนั่นสักเท่าไหร่ ต่อให้ตอนนั้นจะเดินเข้าไปในสำนักศึกษาซานหยาต้าสุยอย่างกล้าๆ กลัวๆ แต่อันที่จริงสือโหรวรู้สึกผลักไสสถานที่ที่มีอริยะปราชญ์สอนหนังสือ มีเสียงท่องตำราดังกังวานเป็นอย่างยิ่ง นี่เป็นทั้งความหวาดเกรงในฐานะภูตผี แล้วก็เพราะรู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อย
แต่ในความเป็นจริงแล้ว จุดนี้กลับกลายเป็นข้อที่ทำให้เฉินผิงอันรู้สึกดีต่อสือโหรวมากที่สุด
‘สวมใส่’ คราบร่างเซียนเหริน สือโหรวย่อมรู้สึกลำพองใจในตัวเอง ดังนั้นปีนั้นตอนที่อยู่ในสำนักศึกษา ช่วงแรกๆ นางถึงได้รู้สึกว่าเด็กๆ อย่างพวกหลี่เป่าผิง หลี่ไหว รวมไปถึงเด็กหนุ่มเด็กสาวอย่างอวี๋ลู่ เซี่ยเซี่ยไม่รู้จักหนักเบา สายตาที่สือโหรวมองเด็กเหล่านั้นแฝงไว้ด้วยการมองเหยียดของคนที่อยู่สูงกว่า แน่นอนว่าภายหลังสือโหรวต้องเผชิญความยากลำบากจนเต็มกลืนจากชุยตงซาน แต่หากไม่พูดถึงเรื่องวิสัยทัศน์ พูดถึงแค่สภาพความคิดและจิตใจเช่นนี้ของสือโหรว รวมไปถึงความเคารพยำเกรงที่มีต่อสถานที่ซึ่งส่งกลิ่นหอมของตำรา ข้อดีนี้ก็มากพอที่จะให้ทะนุถนอมและเห็นคุณค่าแล้ว
เฉินยวนจีเองก็เหมือนกัน นางเองก็มีส่วนที่มีค่าโดยที่ไม่รู้ตัวเองอยู่เหมือนกัน หลังจากขึ้นมาบนภูเขา ทั้งๆ ที่รู้ดีว่าเทพเซียนผู้เฒ่าจูในใจของตนเป็นเพียงบ่าวรับใช้ของเจ้าขุนเขาหนุ่มอย่างเฉินผิงอัน อย่างมากก็เปรียบได้แค่กับพ่อบ้านในตระกูลชนชั้นสูงเท่านั้น แต่ตั้งแต่ต้นจนจบ จิตใจที่สำนึกในบุญคุณซึ่งเฉินยวนจีมีต่อจูเหลี่ยนกลับไม่เคยลดน้อยลงแม้สักเสี้ยว กลับกันยังรู้สึกได้รับความไม่เป็นธรรมแทนผู้เฒ่ามาโดยตลอดด้วย
ความดีที่ง่ายจะมองข้ามเหล่านี้ก็คือความล้ำค่า คือความดีงามบนตัวของคนอื่นที่เฉินผิงอันหวังให้เผยเฉียนค้นพบ
เฉินผิงอันไม่ได้เรียกร้องว่าเผยเฉียนจะต้องทำแบบนี้เสมอไป แต่จะต้องรู้ในข้อนี้ให้ได้
เวลาเฉินผิงอันกินข้าวแทบไม่เคยเหลือข้าวแม้แต่ครึ่งเม็ด แต่เผยเฉียนก็ดี เจิ้งต้าเฟิง จูเหลี่ยนก็ช่าง ล้วนไม่มีความพิถีพิถันในข้อนี้ ตักข้าวมากไป อาหารบนโต๊ะทำมาเยอะเกิน กินไม่หมด ถ้าอย่างนั้นก็ ‘เหลือ’ เอาไว้ก่อน เฉินผิงอันไม่ได้จงใจพูดอะไรเป็นพิเศษ ถึงขั้นที่ว่าส่วนลึกในใจยังไม่รู้สึกว่าพวกเขาจะต้องปรับเปลี่ยน
นี่คือเรื่องเล็ก
แต่ก็ไม่ใช่เรื่องเล็ก
นี่ก็ถือเป็นจุดที่ล้ำค่าซึ่งตัวเฉินผิงอันเองก็ไม่ได้รู้สึกอะไรเช่นเดียวกัน
และสิ่งเหล่านี้ กู้ช่านและหลิวเสี้ยนหยางในอดีตอาจรู้สึกแค่ว่าการอยู่ร่วมกับเฉินผิงอันนั้นสามารถผ่อนคลายเป็นตัวของตัวเอง ทั้งๆ ที่ก็รู้ดีว่าเขาเฉินผิงอันเป็นคนที่คร่ำครึและดื้อดึงอย่างมากก็ตาม
แต่ในสายตาของ ‘ผู้อาวุโส’ อย่างจูเหลี่ยน เจิ้งต้าเฟิง กลับเห็นทุกอย่างได้ชัดเจน เพียงแค่ไม่พูดออกมาก็เท่านั้น
ก็เหมือนกับการเลือกในเรื่องที่สำคัญบางอย่างของเฉินผิงอัน ต่อให้ในสายตาของคนนอกจะเห็นว่าเขากำลังทุ่มเทและแสดงความมีน้ำใจก็ตาม แต่กระนั้นเฉินผิงอันก็ยังจะต้องสอบถามสุยโย่วเปียน ถามสือโหรว ถามเผยเฉียนที่อยู่ข้างกายก่อน
ความปรองดองมีน้ำใจเช่นนี้ ไม่ใช่หลักการเหตุผลในตำรา ถึงขั้นไม่ใช่สิ่งที่เฉินผิงอันเรียนรู้มาได้จากประสบการณ์ แต่เป็นข้อดีที่บ่มเพาะมาจากการสั่งสอนของครอบครัว และสิ่งละอันพันละน้อยที่อดทนผ่านพ้นมาในชีวิตที่ขมขื่นเหมือนถูกกรอกยาขม
สุดท้ายยังคงเป็นจูเหลี่ยนที่ไปโรงเรียนเป็นเพื่อนเผยเฉียน
เช้าตรู่ เผยเฉียนก็ยกสองมือกอดอก ใบหน้าเคร่งเครียด นั่งเหม่อใส่ทรัพย์สินที่ตัวเองรักมากที่สุดซึ่งวางอยู่บนโต๊ะ
นอกจากหีบไม้ไผ่ใบเล็กที่ตอนนี้สะพายไว้บนหลังแล้ว ไม้เท้าเดินป่า กระดาษยันต์สีเหลือง ดาบไม้ไผ่กระบี่ไม้ไผ่ที่วางอยู่บนโต๊ะ กลับไม่สามารถเอาไปด้วยได้! ช่างเป็นการไปโรงเรียนเหมือนโดนค้อนทุบ เรียนหนังสือเหมือนโดนค้อนทุบ เจออาจารย์ที่เหมือนโดนค้อนทุบจริงๆ!
เผยเฉียนถอนหายใจหนักๆ ลุกขึ้นยืน เดินไปเปิดประตูแล้วเงยหน้าขึ้น จนกระทั่งบัดนี้นางถึงรู้สึกว่าสติปัญญาของตนเริ่มจะเปิดโล่งขึ้นมาบ้างแล้ว ในที่สุดก็พอจะเข้าใจแก่นแท้ของหลักการเหตุผลอริยะปราชญ์ประโยคที่ว่า ‘ต่อให้เบื้องหน้าจะมีผู้คนนับพันนับหมื่นขัดขวาง ข้าก็ต้องบุกรุดหน้าไปอย่างห้าวหาญ’ ได้บ้างแล้ว
แต่นางแอบซ่อนเมล็ดแตงไว้เต็มกระเป๋า ตอนที่อาจารย์สอนหนังสือ นางย่อมไม่กล้า เพราะหากทางโรงเรียนไปฟ้องภูเขาลั่วพั่วขึ้นมา เผยเฉียนก็รู้ว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิด ถึงท้ายที่สุดอาจารย์ต้องไม่ยอมช่วยตนแน่นอน แต่เวลาอยู่ว่างๆ จะปล่อยให้ตัวเองเบื่อหน่ายก็คงไม่ดีกระมัง? ยังจะไม่อนุญาตให้ตนหาที่เงียบๆ แทะเมล็ดแตงอีกหรือ?
เผยเฉียนเงียบงันไปตลอดทาง ระหว่างนี้เดินผ่านตรอกซอกซอย เห็นห่านขาวตัวใหญ่ตัวหนึ่ง เผยเฉียนยังไม่ทันทำอะไร ห่านตัวนั้นก็เริ่มวิ่งเตลิดหนีหายนะแล้ว
ในที่สุดเผยเฉียนก็อารมณ์ดีขึ้นมาได้เล็กน้อย อีกเดี๋ยวตนจะต้องออกไปจากยุทธภพแล้ว แต่ก็ยังพอจะมีบุคคลที่รับมือได้ยากรับรู้ความร้ายกาจของตนอยู่บ้าง
จูเหลี่ยนพาเผยเฉียนไปส่งถึงหน้าประตูโรงเรียนแล้วก็เอ่ยว่า “เถียงให้มาก ตีให้น้อย”
เผยเฉียนกลอกตามองบน “เถียงอะไรกัน ข้าจะคิดว่าตัวเองเป็นคนใบ้ก็แล้วกัน”
จูเหลี่ยนโบกมือ
เผยเฉียนรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเองนัก ขาสองข้างคล้ายจะไม่เชื่อฟังคำสั่ง ไม่อย่างนั้นค่อยมาเรียนพรุ่งนี้ดีกว่าไหม? ก็แค่ช้าไปวันเดียวเท่านั้น ไม่ได้เร่งด่วนอะไรสักหน่อย นางแอบหันหน้ากลับ ผลคือเห็นว่าจูเหลี่ยนยังคงยืนอยู่ที่เดิม เผยเฉียนรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย พ่อครัวเฒ่าผู้นี้ว่างงานจริงๆ รีบกลับไปทำกับข้าวที่ภูเขาลั่วพั่วเข้าสิ
ทางฝ่ายของโรงเรียนมีอาจารย์อายุน้อยคนหนึ่งมารออยู่นานแล้ว ใบหน้าของเขาประดับรอยยิ้มน้อยๆ
เจ้าขุนเขาหนุ่มของภูเขาลั่วพั่วคนนั้นได้มาทักทายกับทางโรงเรียนไว้ก่อนแล้ว ด้วยเหตุนี้อาจารย์สองท่านของสกุลเฉินลำธารหลงเหว่ยคิดคำนวณแล้วก็รู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ถือว่าเล็ก จึงส่งจดหมายกลับไปแจ้งทางตระกูล คุณชายใหญ่เฉินซงเฟิงส่งจดหมายตอบกลับมาด้วยตัวเอง บอกให้ทางโรงเรียนปฏิบัติต่ออีกฝ่ายอย่างมีมารยาท ทั้งไม่ต้องรู้สึกเหมือนเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ แล้วก็ไม่จำเป็นต้องจงใจประจบเอาใจ กฎเกณฑ์เป็นอย่างไรก็ปฏิบัติไปตามนั้น แต่เรื่องบางอย่างสามารถผ่อนปรนตามสมควรได้
อันที่จริงเผยเฉียนไม่ได้กลัวคนแปลกหน้า ไม่อย่างนั้นในอดีตนางที่เป็นเด็กตัวนิดเดียวจะสามารถหลอกพวกมือปราบที่มีประสบการณ์โชกโชนหลายคนในเมืองหูเอ๋อร์ริมชายแดนราชวงศ์ต้าเฉวียนเสียจนหัวหมุน ไม่กล้าพูดจารุนแรงใส่นางแม้แต่คำเดียว ถึงขั้นยังส่งนางกลับมายังโรงเตี๊ยมอย่างนอบน้อมได้หรือ?
เผยเฉียนแค่ไม่ชอบเรียนหนังสือก็เท่านั้น
อาจารย์หนุ่มท่านนั้นแนะนำตัวเผยเฉียน บอกแค่ว่าชื่อเผยเฉียน มาจากตรอกฉีหลง
ได้ยินชื่อ ‘เผยเฉียน’ ที่น่าสนใจเพราะออกเสียงคล้ายคำว่าขาดทุนนี้ ในห้องเรียนก็มีเสียงหัวเราะดังขึ้นมาไม่เบา อาจารย์หนุ่มขมวดคิ้ว อาจารย์ผู้เฒ่าท่านหนึ่งที่รับหน้าที่เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้อยู่ในห้องเรียนตวาดสั่งสอนไปหนึ่งคำรบ ห้องเรียนก็พลันเงียบสนิท
เผยเฉียนไม่สนใจ หางตาของนางกวาดมองไปอย่างรวดเร็ว จดจำหน้าตาของทุกคนไว้ได้เรียบร้อยแล้ว ในใจคิดว่าพวกเจ้าอย่าตกมาอยู่ในเงื้อมมือข้าก็แล้วกัน
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!